การเจริญสติปัฏฐานแนวพองยุบ
โดย คุณรูปนามหนึ่ง
บรรยายไว้ในกระทู้ ๒๑๓๑ ในลานธรรม [ ๑๑ - ๑๘ มกราคม ๒๕๔๔ ]

 
ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระรัตนตรัย

การเขียนบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เริ่มปฏิบัติธรรมตามทางอันเอก
ที่พระพุทธองค์ประธานไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ในแนวที่เรียกกันตามนิยม
ว่าแนวพองยุบ ที่อาจไม่สะดวกในการหาตำรับตำรา กับทั้งผู้ที่ยังมิได้เคยปฏิบัติ
ในแนวนี้แต่ต้องการทราบรายละเอียดเบื้องต้น เพื่อประกอบการพิจารณา เป็น
ทางเลือกในการปฏิบัติแนวหนึ่ง โดยที่ผู้เขียนได้ พยายามถ่ายทอดจากคำสอน
ของครูบาอาจารย์ ตามประสพการณ์และกำลังสติปัญญาเท่าที่ผู้เขียนมีอยู่ ดังนั้น
ขอให้ผู้อ่านตรวจสอบความถูกต้องจากหลักฐานในพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา
และคัมภีร์เกี่ยวแก่การปฏิบัติทั้งหลายเพื่อความเข้าใจธรรมที่ลุ่มลึกที่พระพุทธองค์
ทรงแสดงไว้ เป็นประโยชน์เพื่อความดับทุกข์ทั้งปวง ถ้าแม้นมีความไม่ถูกต้องใน
อรรถในธรรมอันใด ขอให้ถือว่าเป็นความด้อยปัญญาของผู้เขียนเอง ขอจงได้ติติงกัน
โดยตรง อย่าได้ก้าวล่วงถึงบุคคลผู้ทรงคุณทั้งหลายที่เป็นที่มาของบทความนี้

การเจริญสติปัฏฐาน (แนวพองยุบ)

การเจริญสติปัฏฐานหรือ การเจริญวิปัสสนาแนว พองยุบ เป็นเทคนิควิธีการหนึ่ง
ที่มีต้นแบบของการปฏิบัติมาจาก ท่านพระโสภณมหาเถระ(มหาสีสยาดอ) โดยยึด
หลักการเจริญสติปัฏฐานที่พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ท่าน
เป็นพระที่เชี่ยวชาญทั้งด้านปฏิบัติและปริยัติ เป็นวิปัสสนาจารย์ที่เป็นที่ยอมรับ
อย่างแพร่หลาย มีสำนักปฏิบัติในประเทศพม่าไม่ต่ำกว่า๓๐๐แห่ง และอีกมาก
มายในประเทศอื่นๆ ด้านปริยัติ ท่านได้รับตำแหน่งผู้ตั้งปุจฉา ในการสังคายนา
พระไตรปิฎกครั้งที่๖ ของประเทศพม่า มรณภาพแล้วในปีพศ.๒๕๒๔

วิธีการปฏิบัติที่จะกล่าวถึง เป็นการปฏิบัติแบบเข้าสำนักปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อ
ได้เรียนรู้เทคนิควิธีการโดยละเอียดด้วยประสพการณ์ของผู้ปฏิบัติ(ต่อไปจะเรียกว่า
โยคี ซึ่ง แปลว่า ผู้เพ่งเพียรเผากิเลส มิได้หมายถึง โยคี แบบฤาษีชีไพร )
ก็ควรนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันมากน้อยตามควรแก่โอกาสในฐานะที่
เป็นฆราวาส เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันพร้อมกับเป็นการสั่งสมไว้เป็นนิสสัย
เพื่อการปฏิบัติในขั้นอุกฤตต่อไป ตามแต่โอกาสจะอำนวย

เริ่มต้นเมื่อ โยคีได้เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ และสำนักที่เป็นที่สัปปายะ (เหมาะสม
กับจริตของตน) พยายามสะสางการงาน และฝากฝังธุระทั้งหลายไว้กับใครสักคน ตัด
ปลิโพช คือ ความกังวลใจต่างๆให้ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการงานที่ทำงาน และความ
รับผิดชอบที่บ้าน ตัดเล็บมือเล็บเท้า โกนหนวด ตัดผม  อาจชำระศีลของตนให้บริสุทธิ
อย่างจริงจังสักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการเตรียมตัวก่อนเข้าปฏิบัติ ไม่ตั้งเจตนาในการปฏิบัติ
โดยการคาดหวังว่าจะได้เห็นโน่นเห็นนี่หรือหวังว่าจะต้องได้เห็นสภาวะดีขึ้นกว่าที่เคย
ปฏิบัติมาแล้ว แต่ทำใจให้สบายๆ โดยอาจคิดว่าการปฏิบัติคือการเจริญมหากุศล
เป็นการบูชาคุณพระพุทธองค์ ตามที่พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า ปฏิบัติบูชาเป็นการบูชา
ที่พระพุทธองค์สรรเสริญที่สุด แล้วจึงถวายตัวกับอาจารย์เพื่อให้ท่านได้สั่งสอน

- สมาทาน ศีลห้า หรือศีล๘
- ถวายตัวกับพระรัตตนตรัย
- เจริญมรณุสติสักห้าหรือสิบนาที
- เจริญอสุภะกรรมฐานสักห้าหรือสิบนาที
> - เจริญเมตตากรรมฐานสักห้าหรือสิบนาที
>

การปฏิบัติในแนว "พองหนอ ยุบหนอ " จะเน้นมากเรื่องความต่อเนื่องของการกำหนดรู้
ตามหลักฐานที่มีมาในตอนท้ายว่าด้วยอานิสงค์ของการเจริญสติปัฏฐานว่า

"ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ
อย่างใด อย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน ๑ หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็น พระอนาคามี ๑ ฯ"

ข้อนี้ท่านกล่าวเป็นอย่างเร็วที่สุด แต่อย่างช้าที่สุดก็ต้องต่อเนื่องจริงๆถึง๗ปีตามพระสูตร

ดังนั้นเราจะต้องกำหนดรู้อย่างละเอียดตลอดทั้งวันตั้งแต่ความรู้สึกแรกที่ตื่นนอนจนกระทั่ง
ความรู้สึกสุดท้ายก่อนจะหลับไป โดยทั่วไปก็ประมาณวันละ ๑๘ถึง๒๐ ชั่วโมง

การปฎิบัติแนวพองยุบ จะมีการกำหนด แบ่งเป็น ๓ ส่วนหลักๆ คือ
การกำหนดอิริยาบทใหญ่ ได้แก่ การยืน เดิน(จงกรม) นั่ง นอน
การกำหนดอิริยาบทย่อย ได้แก่ เวลาที่นอกจากการกำหนดหลักข้างต้น
การกำหนด นามธรรมทั้งหมดที่เหลือ ได้แก่ เวทนา จิต ธรรม ที่เกิดขึ้น
ระหว่างการกำหนดอิริยาบทใหญ่และอิริยาบทย่อย

โดยทั่วไปของการปฏิบัติหลักในแต่ละวัน คือการเดินจงกรม สลับกับการนั่ง
ในช่วงวันแรกๆของการปฏิบัติ ท่านจะกำหนดให้เริ่มจากการเดินจงกรม
หนึ่งชั่วโมง นั่งหนึ่งชั่วโมง สลับกันไป ตลอดทั้งวัน แต่เวลาหนึ่งชั่วโมงอาจ
จะยาวไปสำหรับโยคีที่ไม่ได้ปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันก่อนเข้าปฏิบัติอย่าง
ต่อเนื่องนี้ ก็อาจเริ่มในวันแรกที่เดินจงกรมสลับนั่งอย่างละครึ่งชั่วโมง และเพิ่ม
ขึ้นเป็น๔๕นาทีในวันที่สอง และเป็นหนึ่งชั่วโมงในวันที่สาม โดยแบ่งเป็นช่วงเช้า
ก่อนอาหารเช้า ช่วงเช้าก่อน อาหารกลางวัน ช่วงบ่ายตลอดบ่าย ช่วงเย็น
มักมีการฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ หลังจากฟังธรรมก็เดินจงกรมและนั่ง
อีกหนึ่งรอบ ก่อนเข้านอน แต่ในกรณีที่เป็นการเก็บอารมณ์จริงๆ วิปัสสนาจารย์
จะงดการฟังธรรมของโยคีผู้นั้น แม้แต่การส่งหรือสอบอารมณ์ วิปัสสนาจารย์จะ
เข้าหาโยคีเอง เพื่อให้อารมณ์ที่กำหนดของโยคีผู้นั้นต่อเนื่องไปอย่างเงียบๆ
และให้มีการรบกวนอารมณ์ของโยคีน้อยที่สุด

การกำหนดจะไม่มีคำว่าพักจากการกำหนด
ในระหว่างที่เว้นจากการเดินจงกรมและนั่งกำหนด จะเป็นการกำหนดอิริยาบทย่อย
ร่วมกับการ กำหนดเวทนา จิต ธรรม ที่อาจเกิด โดยตลอด ท่านผู้อ่านที่
ไม่เคยปฏิบัติอาจฟังดูแล้ว รู้สึกว่าจะไม่เครียดไปหรือ แต่โดยความเป็นจริงของ
ผู้ที่มีประสพการณ์ จะรู้ว่า ถ้าการกำหนดเป็นไปอย่างต่อเนื่องและกำหนดอย่าง
ถูกต้องแล้วจะไม่รู้สึกว่าเครียด แต่จะรู้สึกว่าเราทำงานตลอดทั้งวัน การที่เรากำหนด
อย่างต่อเนื่องนี้มันเป็นทั้งการทำงาน และเป็นการพักไปในตัว เช่นขณะที่นั่งกำหนด
เมื่อจิตเป็นสมาธิ ก็เป็นการพักไปในตัว แต่การพักนี้เราจะไม่ปล่อยให้จิตขาด
สติสัมปชัญญะ ระยะสามถึงสี่วันแรก ย่อมเป็นธรรมดาที่เราจะมีความเคยชินปล่อย
ใจให้เป็นไปตามกิเลสตัณหาต่างๆ จิตจะดิ้นรน กายจะกระสับกระส่าย แต่
จากการที่เราตั้งเจตนาไว้ตั้งแต่ต้น ว่าจะปฏิบัติบูชาบ้าง คิดถึง ความเพียรของพระ
พุทธองค์ก่อนตรัสรู้ ที่ท่านได้บำเพ็ญเพียรมาอย่างยิ่งยวด จนค้นพบทางสายเอก
เราเป็นเพียงแค่ปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ชี้ไว้แล้ว ซึ่งเป็นการง่ายกว่ากันมาก
กลับมัวชักช้าอยู่ใย บางทีอาจคิด ตอนเราตั้งใจมาปฏิบัติ ก็มิได้มีใครบังคับให้มา
ปฏิบัติ เราตัดสินใจมาด้วยตัวเอง แล้วใยจะต้องให้ใครมาบังคับให้กำหนดอีกเล่า
จึงควรตั้งใจใหม่ ว่าเราจะเพียรกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อคิดดังนี้ ก็กำหนดความคิดนี้ด้วยแล้ว จึงเพียรกำหนดอารมณ์ต่างๆต่อไป

การสำรวมอินทรีย์
เป็นอีกประเด็นที่เราควรทำในระหว่างปฏิบัติ ดังที่พระพุทธองค์
ตรัสไว้ในสังยุตตนิกาย ว่า
         "..................
          พ.  ดูกรกุณฑลิยะ  สุจริต  ๓  อันบุคคลเจริญแล้ว  กระทำให้
มากแล้ว  ย่อมยังสติปัฏฐาน  ๔  ให้บริบูรณ์.
          ก.  ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ  ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญ
แล้ว  กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังสุจริต  ๓  ให้บริบูรณ์?
          [๓๙๖]  พ.  ดูกรกุณฑลิยะ  อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญแล้ว 
กระทำให้มากแล้ว  ย่อมยังสุจริต  ๓  ให้บริบูรณ์
          ....................."

จากพุทธพจน์นี้ได้ความว่า การสำรวมอินทรีย์ ยังความบริบูรณ์แก่สุจริต๓ คือ
กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต สุจริต๓ ยังความบริบูรณ์ แก่สติปัฏฐาน ความสมบูรณ์
ในสติปัฏฐาน ทำให้โพชฌงค์๗ บริบูรณ์ โพชฌงค์ที่บริบูรณ์ ยังให้มรรคมีองค์๘บริบูรณ์
ดังนี้ ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน การสำรวมอินทรีย์จึงมีความจำเป็น การสำรวมอินทรีย์
คือการสำรวม ใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในทางปฏิบัติจริง ตากับหู จะเป็นทวารที่ต้อง
ระมัดระวังเป็นพิเศษ ท่านจึงมักจะเน้นให้เราหลบตาลงต่ำ เวลาเดินจงกรม หรือ
แม้เวลาเดินปกติ ไม่สอดส่ายสายตา ไม่พยายามเงี่ยหูฟังคนอื่นเขาพูด หรือแม้แต่
เสียงอื่นที่ผ่านเข้ามา ซึ่งงอาจเป็นเสียงที่ชอบ และการกำหนดที่ถูกต้อง หรือเรียกว่า
การมีสตินั่นเอง เป็นเครื่องมือ เช่น แม้หลบสายตาลงต่ำแล้ว ถ้าตายังเห็นอยู่ก็กำหนด
ว่า เห็นหนอๆที่อาการเห็น เมื่อกำหนดมากเข้า จะเป็นการเห็นสักแต่ว่าเห็นได้เอง
ได้ยินก็ทำนองเดียวกัน การพูดก็เป็นข้อหนึ่ง ต้องพูดให้น้อยที่สุด เท่าที่จำเป็น เช่น
การส่งอารมณ์กับวิปัสสนาจารย์ แม้การส่งอารมณ์ก็ต้องกระชับ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ขณะพูด
ก็ต้องมีสติตามรู้อาการที่พูดด้วย

การเดินจงกรม นั้น เริ่มต้นยืนขึ้น เอามือวางซ้อนกันด้านหน้าหรือด้านหลังหรือ
ยืนกอดอกก็ได้ ขอให้เป็นท่ายืนที่รู้สึกสบาย การเก็บมือทั้งสองเพื่อไม่เป็นการรบกวน
สมาธิเวลาก้าวเดิน        ให้รู้สึกถึงอาการยืน หมายถึงเรารู้ว่าเรายืนอยู่โดยรวม
อย่างไร ก็กำหนดรู้ที่ความรู้สึกนั้นว่า ยืนหนอๆๆ การกำหนดให้กำหนดด้วยใจ
มิใช่กำหนดด้วยปาก ที่พอจะเทียบได้ คือ เวลาเราอ่านหนังสือ ถ้าเราอ่านโดยเอา
ความเข้าใจในความหมายเรียกว่าอ่านด้วยใจ แต่ถ้าอ่านโดยเอาใจใส่กับคำที่เราอ่าน
เราก็จะอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ทั้งสองแบบก็ต้องมีการอ่าน ฉันใด การกำหนดด้วย คำว่า
ยืนหนอๆ หรือ คำอื่นๆที่จะกล่าวต่อไป ก็ทำนองเดียวกัน คือ ขณะที่กำหนดนั้น
ใจจะต้องจดจ่ออยู่ที่ความรู้สึกถึงอาการยืน ส่วนคำที่ใช้กำหนดเหมือนกับการสำทับ
กับจุดที่ใจกำหนดอยู่ เหมือนเป็นพยานว่า เรากำลังมีสติในการกำหนดรู้อยู่เป็นปัจจุบัน
นั้นๆ เป็นการยังความเพียรและสติให้ตั้งอยู่ขณะนั้นๆ

พระพุทธองค์ ตรัสย้ำเป็นเบื้องต้นของการเจริญสติปัฏฐานว่า
เราต้อง มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติในฐานที่เรากำหนดรู้อยู้ 

การที่เรากำหนดว่า ยืนหนอๆ ด้วยคำที่กำหนดนั้น เป็นการยังความเพียรและสติ
ให้ตั้งอยู่ขณะนั้นๆ ส่วนสัมปชัญญะคือ การที่เรารู้ชัดถึงอาการยืนนั้น

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสในอิริยาบทบรรพว่า
" ภิกษุเมื่อเดิน ก็รู้ชัดว่าเราเดิน เมื่อยืน ก็รู้ชัดว่าเรายืน"

อาจมีคำถามว่า การเจริญวิปัสสนา เราจะต้องรู้ อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ คือ ธรรม
ที่มีอยู่จริงมิใช่หรือ การใช้คำกำหนด ว่ายืนหนอๆ ยังเป็นสมมุติ การกล่าวดังนี้
ก็ถูกต้อง แต่ขอให้ทราบว่า การที่จะรู้อารมณ์ปรมัตถ์อย่างชัดเจนนั้นไม่ได้เป็นการ
ง่ายเลย เพราะเราอยู่ในโลกสมมุติมานาน และเป็นส่วนใหญ่ สติสมาธิปัญญายังไม่
เจริญ ความเห็นก็ย่อมเจือด้วยสมมุติเป็นธรรมดา สมมุติที่สำคัญที่เราต้องการทำลาย
คือ สมมุติที่เป็นเรา เป็นสัตว์บุคคล มิใช่หรือ แม้นเรามิได้ใช้คำกำหนด เช่นตามรู้
อาการเฉยๆ ก็ยังมิสามารถทำลายสมมุติอันนี้ได้ ในเมื่อยังไม่สามารถทำลายได้
ก็ต้องยอมรับสมมุติไปก่อน แต่สังเกตว่า การกำหนด ว่ายืนหนอๆ เป็นต้นนั้นตรง
กับอาการที่เป็นปรมัตถ์ หาได้กล่าวโดยความเป็นสมมุติซ้อนสมมุติเลย ทั้งยังเป็น
อุบายสอนใจ ว่า อาการของวาโยธาตุที่เคร่งตึงตั้งอยู่นั้น คือการยืน เท่านั้น มิได้มี
คนยืน เรายืน แต่อย่างใด เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ย่อมเห็นได้ประจักษ์ชัดว่า มีเพียง
อาการยืน กับใจที่กำหนดรู้ว่ายืนเท่านั้น เป็นต้น

และเมื่อปัญญาญาณ เจริญขึ้นถึงระดับหนึ่ง แม้จะพยายามกำหนดด้วยคำใดๆก็
กำหนดไม่ได้ ถึงตรงนั้น การกำหนดรู้จึงเป็นเป็นปรมัตถ์โดยแท้ แต่ขณะนั้นจิต
จะมีสติสมาธิและความเพียรที่มีกำลัง จิตที่กำหนดจะจดจ่อ ด้วยตัวเองเหมือนเป็น
อัตโนมัติ รู้โดยความเป็นสภาวะธรรมจริงๆ ซึ่งจะเด่นออกมาในลักษณะของความ
ไม่เที่ยงบ้าง เป็นอาการที่ไม่ทนต่อการตั้งอยู่บ้าง เป็นอาการที่ปราศจากตัวตนอย่าง
ชัดเจน หรือบังคับบัญชาไม่ได้บ้าง การใช้คำกำหนด ณ ขณะนั้นที่พอทำได้คือ
รู้หนอๆ เท่านั้น ที่คอยกำกับอยู่

ขอย้อนกลับมาที่การเดินจงกรมต่อ เมื่อกำหนดอยืนหนอสักสามครั้งแล้ว จึงเริ่มเดิน
ระยะที่หนึ่ง โดยกำหนดขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ

การเดินจงกรม ควรเดินให้เป็นธรรมชาติ แต่ให้ช้าลงกว่าการเดินปกติพอที่เรา
จะกำหนดเห็นอาการเคลื่อนไหวในการเดินชัดเจน และสติตามกำหนดได้ทัน
ไม่เดินเกร็งขา หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ระยะก้าวสั้นๆพอประมาณ คือปลายเท้าข้าง
หนึ่งห่างจากส้นเท้าอีกข้างหนึ่งเล็กน้อยหรืออาจพอดีกับส้นเท้าอีกข้าง เพราะถ้า
ก้าวยาวกว่านี้จะทำให้เกิดการเกร็งของกร้ามเนื้อมากเกินไป ทำให้เมื่อเดินนานๆ
จะปวดน่องหรือต้นขา การยกเท้าระหว่างย่างก็ไม่ต้องยกสูง ให้ยกขึ้นเพียงประมาณ
สองนิ้วจากพื้น แล้วเหยียบลงให้เต็มฝ่าเท้า ไม่ต้องใช้ปลายเท้าลงก่อน เพราะธรรม
ชาติของการเดินจะเป็นเช่นนั้น โดยปกติการเดินจะช้าลงเรื่อยๆเนื่องจากความ
ละเอียดของการกำหนด แต่อย่าไปบังคับให้ช้า เพราะเป็นการฝืนธรรมชาติ

ระยะทางที่ใช้เดินจงกรม นั้นยาวประมาณยี่สิบก้าวสั้นๆ หรือประมาณห้าถึงหก
เมตร ให้เดินกลับไปมาในทางจงกรมนี้จนครบกำหนดเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง

การกำหนดเดินจงกรมระยะที่หนึ่งนี้ ไม่ต้องแยกกำหนดเป็น ขวา..ย่าง...หนอ
เป็นจังหวะ คือซ้าย ยกส้นขึ้น ขวา ย่าง หนอลง ไม่ทำเช่นนั้น เพราะจะเป็นการฝืน
ความเป็นจริง และไม่เป็นธรรมชาติ และจะไปสับสนกับการเดินระยะที่สาม
คือ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ แต่ให้กำหนดขวาย่างหนอ ให้ลงพอดี ตั้งแต่
เริ่มยกเท้า และจบลงที่เท้าสัมผัสพื้น(โดยทั่วไปจะเริ่ม หนอตอนเท้าเริ่มหย่อนลง)
โดยที่ใจจะจดจ่ออยู่ที่อาการตั้งแต่เริ่มยกเท้า แล้วอาการที่เคลื่อนไปโดยตลอดจน
กระทั่งอาการที่เท้าหยุดนิ่ง เมื่อปฏิบัติใหม่ๆ จะใช้อาการเคลื่อนไหวของเท้าเป็น
ประธานในการเฝ้าติดตามกำหนด แต่เมื่อสติสมาธิมีกำลังแก่กล้าขึ้น อาการขยับ
แม้เล็กน้อยจะถูกรับรู้โดยทั่วถึง ทั้งร่างกาย ไม่เฉพาะที่เท้าอีกต่อไป แต่แรกปฏิบัติ
ให้เริ่มที่อาการที่เท้าไปก่อน และข้อสำคัญอีกข้อ คือ ไม่ใช่กำหนดโดยการสร้าง
หรือคิดให้เห็นรูปร่างสัณฐานของเท้า เพราะนั่นไม่ใช่เป็นการกำหนดที่ตัวสภาวะ
ปรมัตถ์แต่เป็นบัญญัติ อย่างชัดเจน แม้กำหนดไปก็จะไม่เห็นสภาวะธรรมที่แท้จริงได้

การปฏิบัติแบบเข้ารับการอบรมนั้น อาจารย์อาจให้โยคี เพิ่มจังหวะการกำหนด
ตามจำนวนวันของการเข้าปฏิบัติ เช่น วันแรก กำหนดระยะที่หนึ่ง วันที่สองระยะ
ที่สอง จนถึงระยะที่หก ในวันที่หกที่เจ็ด ขอให้ทราบว่า นั่นเป็นรูปแบบของการ
อบรมเพื่อให้เรามีประสพการณ์และเรียนรู้ การเดินให้ครบระยะที่ควรทราบ เพื่อจะ
ได้นำไปใช้ในการปฏิบัติด้วยตนเอง แต่โดยการปฏิบัติตามหลักการแล้ว ท่านจะ
เพิ่มระยะการกำหนด ตามกำลังของสติสมาธิที่เจริญก้าวหน้าขึ้น หรือกล่าวอีกอย่าง
คือตามลำดับญาณที่เจริญขึ้น เพื่อรักษาสมดุลย์ของอินทรีย์ คือ สมาธิ วิริยะ และสติ
เพื่อให้เจริญขึ้นเป็นพละ๕ นี่เป็นเหตุผลหนึ่ง ซึ่งในทางปฏิบัติ โยคีจะเห็นเองว่า การ
กำหนดระยะหนึ่งอาจมีช่วงเวลาห่างมากขึ้น นั้นเป็นเพราะสติมีความไวมากขึ้น จึง
มีการเพิ่มระยะการกำหนด คือ
ระยะที่หนึ่ง      ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ
ระยะที่สอง       ยกหนอ เหยียบหนอ
ระยะที่สาม      ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
ระยะที่สี่          ยกส้นหนอ ยกหนอ  ย่างหนอ เหยียบหนอ
ระยะที่ห้า        ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ
ระยะที่หก       ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ

อย่าได้กังวลเกียวกับระยะการเดิน เพราะนั่นไม่ใช่ปัจจัยหลัก การกำหนดรู้ให้
ถูกต้อง ตรงสภาวะ ได้ปัจจุบันอารมณ์ อย่างต่อเนื่อง ตามอาการที่เกิดขึ้นตามเป็นจริง
เป็นสิ่งสำคัญของความก้าวหน้าในการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิริยาบทย่อย ที่
แม้เราจะรู้นักหนาว่า มีความสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ กรรมฐานมักจะรั่วก็ตรงช่วง
นี้นี่เอง ด้วยอำนาจของกิเลส คือ ความเกลียดคร้าน ทำให้ไม่ยอมกำหนด เป็นเหตุ
ให้สติ สมาธิ ไม่ติดต่อกันเป็นเส้นด้าย ก็ขอเน้นอีกครั้งว่าความต่อเนื่องของการ
กำหนดเป็นปัจจัยสำคัญต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติจริงๆ

ในระหว่างที่เดินจงกรม เกิดคิดถึงบ้าน ก็ให้หยุดเดินทันที และกำหนดอาการที่
คิด ว่าคิดหนอๆๆ จนความคิดดับไป จึงเริ่มเดินต่อไป อาจรู้สึกคันที่ส่วนใดส่วน
หนึ่งของร่างกาย ก็ให้ไปกำหนดที่อาการคันนั้นว่า คันหนอๆๆ เมื่ออารมณ์อื่นเกิด
ขึ้นชัดกว่า ก็ให้ย้ายการกำหนดไปที่อาการนั้นๆ อาจได้ยินเสียงสุนัขเห่า ก็ให้
กำหนด ได้ยินหนอๆ จนกว่าความใส่ใจในเสียงน้อยลงหรือหายไป หรือมีอารมณ์
อื่นเกิดขึ้นอีก ก็ไปกำหนดอารมณ์ที่เกิดชัดนั้นๆ การกำหนดจะเป็นไปในทวาร
ทั้งหก นอกเหนือไป จาก ทวารหลัก คือ กายทวาร ทวารที่เหลือ คือ ตา หู จมูก
ลิ้น ใจ การกำหนดดังกล่าวเป็นการเจริญ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในอายตนะ
บรรพ ส่วนการกำหนด ความไม่สบายใจ ไม่สบายกาย มีความปวด อาการคัน
เหล่านี้เป็น เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เมื่อจิตเกิดความคิดฟุ้งซ่าน คือ อาการที่
อารมณ์มาปรากฏไม่แน่นอนเดี๋ยวคิดโน่น คิดนี่ จับความคิดไม่ได้ ก็ให้กำหนดว่า
ฟุ้งซ่านหนอ หรือฟุ้งหนอๆ อย่างนี้ เป็นการเจริญ จิตตานุปัสสนา หรือ นิวรณบรรพ
ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในทางปฏิบัติ ไม่ต้องไม่สนใจว่าเป็นฐานไหน แต่
เมื่อรู้อย่างไรก็กำหนดตามที่รู้ คำที่ใช้กำหนดก็เป็นคำที่เราสื่อกับตัวเราเอง ขอให้
เป็นคำง่ายๆ ที่ถูกตรงกับอาการนั้นๆ ก็เพียงพอ เมื่อปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเชี่ยว
ชาญเอง เพราะสภาวะธรรมตามเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆ วนเวียนไปมาให้
เรากำหนดอยู่อย่างนั้น

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

การเดินจงกรม (ต่อ)

การกำหนดต้นจิต หรือจิตอยาก
การกลับตัว

ในการเดินจงกรม เมื่อกำหนดยืนหนอๆๆ แล้ว ท่านมักให้กำหนดจิตก่อนการ
เดินแต่ละรอบ เพื่อฝึกการกำหนดต้นจิต ว่า อยากเดินหนอๆๆ แล้วจึงเริ่มการเดิน
โยคีที่ปฏิบัติใหม่ๆ หรือ วันแรกๆส่วนใหญ่ ย่อมไม่สามารถกำหนดต้นจิตได้จริงๆ
เพราะญาณในการเห็นปัจจัยยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ควรฝึกกำหนดไปก่อนแม้จะเห็น
ไม่ชัดแต่เอาตรงที่รู้สึกว่า ขณะที่ยืนอยู่นั้นต่อไปเราจะเดิน กำหนดอยากเดินหนอ
ตรงความรู้สึกนี้สักสามครั้ง แล้วจึงก้าวเดิน และกำหนด ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
ไปจนสุดทางเดิน ที่ก้าวสุดท้าย กำหนด ขวา(ซ้าย)หยุดหนอ กลับมาอยู่ในท่ายืน
ในขณะรับรู้อาการยืน ให้กำหนดยืนหนอๆๆ ต่อไปเป็นการกลับหลังหัน ก็ควรกลับ
อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องไม่กะว่าจะต้องกลับเจ็ดครั้งหรือแปดครั้ง แต่ก็จะไม่
กลับเร็วเกินไป จนสติตามกำหนดอาการไม่ทัน เริ่มต้นที่ควรกำหนดต้นจิตก่อนว่า
อยากกลับหนอสักสามครั้ง แล้วจึงขยับ พร้อมกับกำหนดว่า กลับหนอ ขยับแต่ละครั้ง
ก็กำหนดกลับหนอ  โดยประสพการณ์ของผู้เขียน จะขยับหรือหมุนประมาณห้าถึง
หกครั้งในการกลับตัว แต่ไม่จำเป็นต้องนับเพียงแต่ให้ใจจดจ่ออยู่ที่อาการที่ขยับหมุน
ไปที่ละน้อยๆ พร้อมกับกำหนดในใจว่ากลับหนอ  จนกลับตัวตรงมายังทางจงกรม
เรียบร้อย จึงกำหนดว่า ยืนหนอๆๆ อยากเดินหนอๆๆ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
ต่อไป

ในขณะที่กำลังเดินอยู่หากต้องการขยับมือ หรือแขนที่วางอยู่ด้านหน้าไปเป็น
ไว้ทางด้านหลังแทน อาจเริ่มจากความรู้สึกเมื่อยบริเวณหัวไหล่ ให้กำหนดว่า
เมื่อยหนอๆๆ แล้วกำหนดต้นจิตที่คิดอยากจะเปลี่ยนว่า อยากเปลี่ยนหนอๆๆ
เมื่อเริ่มขยับแขนเพื่อจะเปลี่ยน ให้ตามกำหนดอาการ ที่ขยับเปลี่ยนนั้นๆ โดย
กำหนดว่า ไปหนอ หรือลงหนอ หรือ เหยียดหนอๆๆ ก็ได้ คำที่ใช้กำหนดจะ
เป็นอะไรก็ได้ที่ง่ายๆตามที่เราคุ้นเคย กำหนดรู้ให้ตลอดจนอยู่ในท่าทางที่ต้อง
การ แล้วจึงกำหนดการเดินตามเดิม

เมื่อการกำหนดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จากความเพียรพยายามในการกำหนดรู้
กำลังสติสมาธิของโยคีก็มากขึ้นเป็นลำดับ จะเห็นได้อย่างชัดเจน อาการเดิน อาการคู้
อาการเหยียด อาการยืน ที่ถูกกำหนดรู้อยู่ในระหว่างการเจริญสติในหมวดอิริยาบท
ใหญ่ และอิริยาบทย่อยนั้น ล้วนมีสภาวะลักษณะที่เหมือนกัน คือ เป็นอาการหรือ
ลักษณะที่เคร่งตึง อย่างหนึ่ง อาการที่มีลักษณะเคลื่อนไหวอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาวะ
ลักษณะของวาโยธาตุ หรือ วาโยโผฏฐัพพรูป ซึ่งมีอยู่๒ลักษณะคือ เคร่งตึงเรียกว่า
วิตถัมภนวาโย และลักษณะเคลื่อนไหว เรียกว่า สมีรณวาโย อาการเคร่งตึงต่างๆที่
ถูกกำหนดรู้ผ่านกายปสาท ที่มีอยู่ทั่วร่างกาย เช่น อาการยืน  อาการนั่ง อาการนอน
เป็นต้น ล้วนเป็นอำนาจของวิตถัมภณวาโย ส่วนอาการเดิน อาการคู้ อาการเหยียด 
หรืออาการที่มีการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่โยคีกำหนดรู้ ในอิริยาบทย่อยบรรพ เป็นอำนาจ
ของสมีรณวาโย นอกเหนือจากการกำหนดรู้ อาการเคลื่อนไหวเคร่งตึง ซึ่งเป็นสภาวะ
ธรรมตามเป็นจริงของวาโยธาตุแล้ว โยคียังสามารถกำหนดรู้สภวะธรรมตามเป็นจริงของ
มหาภูตรูปอื่นๆ ที่รู้ได้ อย่างชัดเจน คือ ลักษณะเย็น ร้อน ความอ่อน แข็ง ความหยาบ
ละเอียด โดยเฉพาะจังหวะที่ลงท้ายการกำหนดแต่ละหนอ เช่น ขวาย่างหนอ พอจังหวะ
ที่กำหนดหนอ ขาสัมผัสพื้น สัมปชัญญะจะทำหน้าที่รู้ตามทันที บางครั้งอาจเป็น
ความเย็นหรือร้อน บางที่รู้สึกว่าหยาบละเอียด บางที่ก็รู้สึกเหมือนพื้นหยุ่นๆบ้าง แข็งๆ
บางครั้งอาจรู้สึกว่าขาที่ยกหนักๆบ้าง บางครั้งอาจรู้สึกว่าพื้นนั้นเหนียวๆบ้าง ตัวเบาๆ
บ้างตามแต่สภาพการสัมผัสนั้นๆและสภาพธาตุในตัวโยคีเอง เมื่อเปรียบเทียบกับการ
เดินทั่วๆไปเมื่อเริ่มกำหนดใหม่ๆจะไม่ปรากฏชัดถึงเพียงนี้ เมื่อเรากำหนดรู้ได้ขนาด
นี้แล้ว ก็จงเพียรต่อไป แสดงว่าเรากำหนดได้ถูกวิธีแล้ว ก็กำหนดโดยอาการอย่างที่กล่าว
มาแล้ว คือ กำหนดให้ตรงสภาวะที่มีอยู่จริงหรือกำหนดรู้อารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ ซึ่งเป็น
ภูมิ หรือ ฐานที่ดำเนินไปของวิปัสสนา ธรรมที่เป็นปรมัตถ์ซึ่ง มี๔ ประเภท คือ จิต
เจตสิก รูป นิพพาน นี้ จิต เจตสิก รูป เป็นฝ่ายสังขตะหรือธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
ในร่างกายที่เรากำหนดรู้อยู่เรียกว่า ขันธ์๕ ย่อลงเป็นรูปกับนามนี้ ย่อมมีสามัญญลักษณะ
คือ อนิจจะ ทุกขะ และอนัตตะลักษณะปรากฎอยู่ ไม่ว่าเราจะรู้จะเห็นหรือไม่ก็ตาม
การเจริญสติปัฏฐานก็ให้สติกำหนด อยู่บนฐานที่เป็นปรมัตถธรรม คือกาย เวทนา จิต
ธรรม หรือรูปกับนาม เช่นกัน เมื่ออินทรย์๕เจริญขึ้น ปัญญาญาณที่เจริญขึ้น ย่อม
ทำให้โยคี เห็น(รู้) สามัญญลักษณะที่เป็นลักษณะประจำตัวของสังขตธรรมตามเป็นจริง
ท่านเปรียบว่า "ถ้าจะดูลายเสือ ก็ให้ไปดูที่ตัวเสือ" ถ้าเราจะไปดูลายเสือ แต่กลับไปดู
ตัวสุนัข ดูอย่างไรก็ไม่เป็นลายเสือวันยังค่ำ

อีกอย่างหนึ่ง คือ ทำไมต้องเป็นปัจจุบัน
เมื่อเรากำหนดรู้ ตามที่กล่าวมาแล้ว เช่นการรับรู้ว่า ร้อน ว่า เย็น ว่า อ่อน หรือแข็ง
ถามว่า เรารู้ในตอนไหน ก็คงตอบตรงกันว่า เรารู้ในขณะที่เรากำลังกำหนดอยู่เป็น
ปัจจุบันอารมณ์นั่นแหละ รู้แล้วก็ดับไป แล้วก็ไปรู้อย่างอื่นต่อ ถ้าไปรู้ในขณะอดีต
หรืออนาคตนั่นเรียกว่า การคิดเอา
แม้นว่าจะกำหนดรู้สภาวะธรรมตามเป็นจริง เช่น
อาการยืน อาการย่าง เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่เป็นปัจจุบันอารมณ์ ได้แล้ว จะเห็นว่า
ก็อาจยังไม่ได้พิจารณาเห็นสามัญญลักษณะ ที่เป็นลักษณะทั่วไป ของนามรูปที่
กำหนดรู้อยู่ทั้งที่เป็นลักษณะตามปกติของรูปและนาม ก็เพราะปัญญาญาณยัง
ไม่เกิดขึ้น ครูบาอาจารย์ท่านเปรียบ การดูทางเดินของมดที่กำลังเดินกันอยู่เป็น
แถวนั้น เมื่อเรามองเห็นทางนั้น แต่ไกล เราจะมองเห็นเป็นสายยาวเป็นเส้นตรง
เมื่อเรามองนานขึ้น เราอาจเห็นว่า อ้อ ทางมดนี่มันไม่ได้เป็นเส้นตรง ทีเดียว
แต่มันขยับเขยื้อนได้ คดๆงอๆในแต่ละครั้งที่เรามองก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อย
แต่เมื่อ มองให้ละเอียดขึ้นก็จะเริ่มรู้ว่า อ้อมันมีมดเป็นตัวๆ เดินเรียงกันไป มองเห็น
ครั้งหนึ่ง ก็จะเห็นมดทีละหลายๆตัวเดินเรียงกันอยู่ ในแต่ละเวลา มดตัวหนึ่ง
อยู่ตำแหน่งนี้ มดอีกตัวเดินมาแทนที่ แต่การสังเกตเห็น ก็เริ่มจากการดูทางมด
ที่เป็นเส้นตรง แม้การมองเข้าไปในรายละเอียดและเห็นรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน
ก็เป็นการมองอยู่บนส่วนของทางมดนี้อยู่นั่นเอง

นี่ก็เปรียบเหมือนปัญญาที่จะเกิดขึ้นก็จะเกิดขึ้นจากการกำหนดรู้อยู่กับนามรูป
ที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นให้นามคือจิตของเรารับรู้ได้ อย่างเป็นปัจจุบันเท่านั้น เบื้องต้น
ก็กำหนดตามความรู้สึกที่มีอยู่จริงไปก่อน เมื่อกำหนดถูก ก็จะเห็นสภาวะลักษณะ
ของรูปธรรม โดยจะเห็นเองว่ารูปธรรมนั้น ไม่สามารถรู้อารมณ์ได้เลย และมีและความ
เสื่อมไป หรือหมดไปตามการกำหนดรู้แต่ละครั้งๆ เช่น อาการยกก็หมดไปที่อาการยก
อาการย่างก็หมดไปกับอาการย่าง อาการเหยียบก็หมดไปทันทีที่กำหนดรู้ว่าเหยียบ
ความเย็น ร้อนที่เกิดจากเท้าสัมผัสเมื่อรู้แล้วก็หมดไปๆ(รุปฺปนลกฺขณํ)พร้อมกับจิตที่
กำหนดรู้ตามนั้นและรู้ละเอียดไปอีกว่าในส่วนรูปธรรมต่างๆ มี อาการยกเป็นต้น
ไม่สามารถรู้อารมณ์อะไรได้เลย ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง
มีลักษณะที่น้อมไปหาอารมณ์(นมฺมลักขณํ) ยิ่งสติสมาธิปัญญามากขึ้นก็จะเห็นสภาวะ
ลักษณะนี้เด่นชัดขึ้น การกำหนดก็จะง่ายขึ้น เหมือนไม่ต้องพยายาม ในขณะที่กำหนด
รู้อยู่อย่างนี้นั้น ความไม่รู้สึกว่า เราเป็นผู้กำหนด รูปธรรมหรือนามธรรมที่ถูกกำหนด
รู้อยู่ก็ไม่ใช่เรา ความรู้สึกเป็นเราหายไป  กระบวนธรรมที่เป็นไปอยู่มีเพียงแต่รูปกับนาม
ที่มีลักษณะต่างๆกันไปเท่านั้น นิวรณ์ที่เกิดขึ้นก็จะน้อยลงเรื่อยๆ ปัญญาที่เกิดขึ้น
อย่างนี้ เกิดขึ้นจากความเพียรกำหนดอยู่ที่อารมณ์ที่เป็นนามรูปนี่เอง

ปัญญาญาณขั้นต้นคือ นามรูปปริเฉทญาณ จนถึง สังขารุเปกขาญาณ ซึ่งเป็นญาณ
ขั้นสูง ก็ล้วนมีนามรูปเป็นอารมณ์ไปโดยตลอด ดังนั้นการฝึกหัด กำหนดรู้นามรูป
หรือขันธ์๕ ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม ให้ถูกต้องตามเป็นจริง จึงมีความสำคัญและเป็น
ประโยชน์ ทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลาย 

เมื่อเดินจงกรมจนครบตามกำหนดเวลาโดยประมาณแล้ว โยคีเกิดความรู้สึก
อยากนั่ง ก็ให้กำหนดว่า อยากนั่งหนอ หรือ อยากพักหนอ(พักจากการจงจรม )
เวลาเปลี่ยนจากอิริยาบทเดินหรือยืน มาเป็นอิริยาบทนั่ง จะต้องกำหนดรู้อาการ
ตั้งแต่เริ่มเปลี่ยนจน อยู่ในอิริยาบทนั่งเป็นที่เรียบร้อย โดยอาจกำหนดตั้งแต่
ยืนหนอๆๆ อยากเปลี่ยนหนอๆๆ ขยับหนอ ลงหนอๆๆ ปล่อยหนอ (กำหนด
ปล่อยแขนลงทีละข้างทั้งสองข้าง) อยากนั่งหนอๆๆ ลงหนอๆๆ หรือขยับหนอ
ให้รู้ตามอาการเคร่งตึง และการเคลื่อนไหวน้อยๆ ตามอาการที่ย่อลง ขยับแข้ง
ขยับขาต่างๆ ตามกำหนดรู้ทั้งหมด เมื่ออยู่ในอาการนั่งแล้ว กำหนด นั่งหนอๆๆ
โดยรู้ที่อาการที่เคร่งตึงตั้งตรง การนั่งต้องนั่งให้หลังตรงแต่ไม่เกร็ง ไม่ก้มคอ
หมายถึงเมื่อลืมตาขึ้น ระดับสายตาจะขนานกับพื้น  แล้วหลบตาลงต่ำ

การวางมือ ทำได้หลายลักษณะ เช่นวางมือซ้อนกันธรรมดา  วางมือโดยเอาหัวแม่
โป้งจรดกันไว้บนตัก หรือต่ำแหน่งแล้วแต่ความเหมาะสมให้รู้สึกสบายๆ ไม่เกร็ง
หรือ วางคว่ำฝ่ามือแยกกันบนหัวเข่า

ท่าที่ใช้นั่งกำหนด โดยทั่วไปอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ ขาขวาซ้อนทับบนขาซ้าย โดย
ส่วนของต้นขาทั้งหมดสัมผัสพื้น ตั้งตัวตรง ลักษณะซ้อนขาอาจไม่เป็นที่สบายสำหรับ
บางคนที่มีหน้าท้องมาก ทำให้นั่งแล้วตัวงอ อาจแก้โดยการใช้หมอนหรืออาสนะรองที่
ก้น จะทำให้ตัวตั้งตรงได้ดีขึ้น หรือ แทนที่จะนั่งซ้อนขา คือ ขาขวาทับขาซ้าย อาจใช้
วิธีนั่งเรียงขา คือขาซ้ายวางตำแหน่งเดิม แต่ขาขวาเรียงอยู่นอกขาซ้ายและแนบชิดกับ
ขาซ้าย ทำให้ส่วนของต้นขาทั้งสองข้างแนบติดกับพื้นได้โดยตลอด เหมือนเป็นการ
ทำส่วนฐานให้มีพื้นที่มากขึ้น ทำให้มีความมั่นคงในการนั่งมากขึ้น ส่วนกดทับมีน้อย
ลง ลดอาการชาที่จะเกิดขึ้นไปได้มาก การแก้ไขท่านั่งให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด เพื่อเอื้อ
อำนวยในช่วงปฏิบัติวันแรกๆเท่านั้น แต่เมื่อปฏิบัติไปจน กายสงบรำงับแล้วจะสังเกต
ได้เองว่า ท่านั่งไม่ว่าท่าใดๆก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติเลย แม้ว่าจะนั่งขัดสมาธิเพชร
ก็ตาม เพราะแม้ความปวด เมื่อย ชา ที่อาจเกิดขึ้น เมื่อกำหนดได้ โดยไม่มีความเป็นเรา
ปวด เราเมื่อย ก็จะเห็นความปวด เมื่อย ชา เป็นแต่อาการหรือธรรมชาติอย่างหนึ่ง บาง
ครั้งอาจเห็นเหมือนว่า อาการนั้นๆอยู่ภายนอกร่ายเลยก็มี แต่ในระยะแรกก็ควรจัดท่า
นั่งให้สบายเท่าที่ทำได้ เพื่อเป็นสัพปายะกับการกำหนด

เมื่อนั่งในท่าที่เหมาะควรแล้วทำความรู้สึกไปที่อาการเคลื่อนไหวของท้อง เมื่อหายใจเข้า
ทองจะพองออก หายใจออกท้องจะยุบแฟบลง ให้ลองหายใจแบบสบายๆ ไม่เบ่งท้อง
ไม่หายใจเร็ว หรือช้ากว่าปกติ ให้การหายใจเป็นไปตามธรรมชาติของเขาเองสักระยะหนึ่ง
แล้วลองรับรู้อาการที่ท้องพองออก และกำหนดด้วยใจว่าพองหนอ รับรู้อาการที่ท้องยุบลง
กำหนดว่า ยุบหนอ บางคน เมื่อกำหนดแล้วรู้สึกว่า คำกำหนดในใจไม่ลงตรงจังหวะพอดี
เช่น อาจกำหนดได้ที่พอง ไม่ทันหนอ ท้องก็ยุบลง เป็นต้น ก็ให้กำหนด ว่า พอง ยุบหนอ
ก็ได้ พอง ยุบ ก็ได้ ให้ลงจังหวะพอดีกับอาการ เอาอาการที่ท้องพองยุบเป็นธรรมชาตินั้น
เป็นประธาน ไม่ต้องกังวลกับคำที่ใช้กำหนดมากนัก และไม่ต้องไปเพ่งอาการ ระยะเริ่มต้น
เรามักจะไม่เห็นอาการที่ขณะสุดยุบ สุดพอง นั่นเป็นธรรมดา ไม่ต้องไปจ้องหา รู้สึกได้แค่
ไหนก็กำหนดตามที่รู้สึกจริง เมื่อสติสมาธิเพิ่มขึ้นจะเห็นละเอียดขึ้นเอง

อาการของผนังท้องที่เคลื่อนไปมา หย่อน ตึง เหล่านี้ เป็นลักษณะของวาโยธาตุ ที่มีปัจจัย
จาก ลมหายใจเข้าออก หมายความว่าไม่ใช่วาโยธาตุที่เป็นลมหายใจโดยตรง แต่ลมหายใจ
เป็นเหตุให้ผนังท้องเคลื่อนที่ขึ้นลง การเคลื่อนที่ของผนังท้องนั้นค่อนข้างหยาบ รับรู้ได้ง่าย
ไม่ว่าลมหายใจจะแผ่วเบาเพียงใด ก็สามารถจับอาการได้ ซึ่งจะง่ายกว่าการกำหนดลมหายใจ
โดยตรง เพราะเมื่อใจเริ่มสงบ ลมหายใจจะเบามาก ทำให้จับจุดกระทบลมหายใจที่ปลายจมูก
หายไป เหมือนว่าไม่มีลมหายใจ จึงทำให้ฐานการกำหนดหายไป โอกาสที่จิตจะดิ่งเป็นแต่
สมาธิอย่างเดียว เป็นไปได้มาก สติทำงานน้อย ทำให้อินทรีย์ไม่สมดุลย์ แต่ในการปฏิบัติ
แบบกำหนดลมหายใจ เขาก็จะมีวิธีการกำหนดในฐานอื่นแล้วแต่เทคนิคของอาจารย์แต่ละ
ท่าน ตอนนี้จะขออธิบายเฉพาะการกำหนดโดยใช้ อาการพองยุบเป็นหลักไปก่อน เมื่ออาการ
พองยุบคือ ลักษณะของวาโยธาตุ การกำหนดพองหนอยุบจนเมื่อเห็นว่า อาการพอง กับจิตที่
กำหนดรู้ว่าพอง อาการยุบกับ จิตที่กำหนดว่ายุบ ไม่เห็นเป็น เรากำหนด หรือท้องเรายุบ
ท้องเราพอง อย่างนี้จึงจัดเข้าใน ธาตุมนสิการบรรพ หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การ
กำหนดอาการพองยุบ อยู่โดยอาการอย่างนี้ได้ ทำให้สามารถทำลายความเห็นผิด คือ ความ
เป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาลงได้ เป็นสัมมาทิฏฐิในเบื้องต้น

ดังที่มีปรากฏในพระสูตร ที่พระพุทธองค์ ตรัสกับพระราหุลว่า

"ดูกรราหุล  วาโยธาตุเป็นไฉน?  วาโยธาตุเป็นภายในก็มี 
เป็นภายนอกก็มี.ก็วาโยธาตุเป็นภายในเป็นไฉน  สิ่งใดเป็นภายใน 
อาศัยตน  เป็นวาโย  มีลักษณะพัดไปมาอันกรรมและกิเลสเข้าไปยึดมั่น 
คือ  ลมพัดขึ้นเบื้องบน  ลมพัดลงเบื้องต่ำ  ลมในท้อง  ลมในไส้ลมแล่น
ไปตามอวัยวะน้อยใหญ่  ลมหายใจ  หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างอื่น  เป็น
ภายใน  อาศัยตนเป็นวาโย  พัดไปมา  อันกรรมและกิเลสเข้าไปยึดมั่น 
นี้เราเรียกว่าวาโยธาตุเป็นภายใน
.  ก็วาโยธาตุเป็นภายในก็ดี  เป็นภาย
นอกก็ดี  อันใด  วาโยธาตุนั้นเป็นวาโยธาตุเหมือนกัน. วาโยธาตุ  นั้น
เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า  นั่นไม่ใช่ของเรา 
เราไม่เป็นนั่น  นั่นไม่ใช่ตนของเรา  ดังนี้
.  เพราะบุคคลเห็นวาโยธาตุนั้น 
ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว  ย่อมเบื่อหน่ายในวาโยธาตุ 
จิตย่อมคลายกำหนัดในวาโยธาตุ." 

เมื่อกำหนดสภาวะปรมัตถ์นี้ต่อไป
เมื่อปัญญาญาณเกิด ย่อมเห็นอาการของวาโยธาตุ คือ ธรรมชาติตึงและหย่อนนี้ โดย
ความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใคร ที่เห็นว่าไม่เที่ยงนั้นไม่ใช่เพียงว่า
พองแล้วต้องยุบ หรือยุบแล้วก็ต้องพอง แล้วก็ไปคิดเอาว่าอย่างนี้เองหนอที่เรียกว่าไม่เที่ยง แต่
ความไม่เที่ยงจะไม่เห็นแม้ขณะหนึ่งว่าเที่ยงเลย สภาพการเคลื่อนไหวของท้องนั้นไม่สามารถ
ดำรงสภาพอย่างนั้นได้แม้ขณะหนึ่ง ซึ่งจะเห็นอย่างประจักข์อย่างนั้นจริงๆในขณะกำหนดรู้
อาการพองอยู่ก็ตาม อาการยุบอยู่ก็ตาม ไม่มีแม้ขณะหนึ่งเลยที่ว่าเที่ยง

สมดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดรู้รูปธรรมว่า

"สาวตฺถิยํ  ฯ  ตตฺร  โข  ฯ เป ฯ  เอตทโวจ  รูปํ  ภิกฺขเว                
โยนิโส    มนสิกโรถ   รูปานิจฺจต ฺจ   ยถาภูตํ   สมนุปสฺสถ   ฯ"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เธอ  ทั้งหลาย  จงทำไว้ในใจซึ่งรูปโดยอุบายอันแยบ
คาย  และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งรูป  ตาม  ความเป็นจริง
เมื่อภิกษุทำไว้ในใจซึ่งรูปโดยอุบายอันแยบคาย  และพิจารณาเห็นความ
ไม่เที่ยง  แห่งรูป  ตามความเป็นจริง  ย่อมเบื่อหน่ายในรูป  เพราะสิ้น
ความยินดี  จึงสิ้นความกำหนัด  เพราะสิ้นความกำหนัด  จึงสิ้นความยิน
ดี  เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด  จิตหลุดพ้นแล้ว  เรียกว่า 
หลุดพ้นดีแล้ว"

โยคีจะพิจารณาเห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นพอง กลางพอง สุดพอง ต้นยุบ กลางยุบ
สุดยุบ ด้วยความชัดเจนใกล้เคียงกัน ขณะที่กำหนดรู้ตามอาการพองยุบโดยความไม่เที่ยงอยู่
อาจมีอาการปวดที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งเกิดขึ้น เมื่อไปกำหนดอาการปวดนั้นๆ ก็จะเห็นใน
ลักษณะความไม่เที่ยงชัดเจนจะเห็นว่าความปวดที่กำหนดนั้นไม่ได้เกิดที่จุดใดจุดหนึ่งเฉพาะ
และระดับความปวดก็ไม่อยู่ในระดับเดียวกันแต่จะเปลี่ยนแปลงโดยทุกขณะต่อเนื่องไป
หรือสภาพธรรมารมณ์ เช่น
ถีนะมิทธะ หรือความง่วง จะเห็นอาการที่เรียกว่าความง่วงชัดเจน คือ เหมือนจิตค่อยๆวูบลง
แล้วค่อยๆ หายไป แล้วก็เกิดขึ้นใหม่ ไม่คงที่เลย ตั้งอยู่ในสภาพคงที่ไม่ได้แม้สักวินาที สภาพ
ธรรมอื่นๆที่เกิดขึ้นก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน แต่อาการต่างๆที่เกิดขึ้นก็มิได้ทำให้พลาดจาก
การกำหนด กลับทำให้การกำหนดดีขึ้นชัดเจนขึ้น อารมณ์อะไรแม้เกิดเพียงเล็กน้อยก็ตาม
กำหนดได้ทันไปหมด ความรู้สึกเป็นเราหามีไม่  ปีติที่เคยเกิดเมื่อ จิตเริ่มมีสมาธิ ก็จะเกิดขึ้น
อีกเนืองๆ ในลักษณะเหมือนความอิ่มใจบ้าง สุขใจบ้าง โลดโผนบ้าง เหมือนตัวลอยบ้าง
มากน้อยแล้วแต่บุคคล ปัญญาญาณนี้ จะเกิดขึ้นมากน้อย เร็วช้า ชัดไม่ชัด ในแต่ละคนไม่
เหมือนกัน ไม่ว่าอาการปรากฏจะเป็นอย่างไร ควรระลึกรู้ หรือ กำหนดรู้ต่อไป เพราะบางที
อาจมัวหลงเพลินอยู่กับสิ่งที่เป็นที่น่าพอใจอยู่ แล้วไปคิดโน่นนี่ ก็จะทำให้การปฏิบัติไม่ก้าว
หน้า ปัญญาญาณที่กำลังเจริญอยู่ก็จะเสือมถอยลงได้ เมื่อดีใจ ก็กำหนดอาการดีใจนั้น เมื่อ
คิดก็กำหนดความคิดนั้นในทันที สติสมาธิปัญญาก็จะเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก

กลับมาที่การกำหนดพองยุบในระยะแรกต่อ
เมื่อโยคีกำหนดพองหนอ ยุบหนอ ได้ตรงกับสภาวะที่เกิดขึ้นจริงของวาโยธาตุนั้นแล้ว
เมื่อมีสภาวะธรรมอื่นใดเกิดขึ้น เช่น ชาที่ขา ก็ให้ทิ้งการกำหนดพองยุบ มารับรู้ความรู้
สึกชาที่ชา และกำหนดในใจว่า ชาหนอๆๆ กำหนดไปเบาๆ ไม่ต้องเพ่งเพราะยิ่งเพ่งอาจ
ทำให้อาการชาหรือปวดนั้นรุนแรงมากจน จิตที่กำหนดอยู่นั้นพลอยไม่ยินดีไปด้วย สติ
และสมาธิก็จะถอยกลับลงไป เมื่อกำหนดไปเรื่อยๆอาการชานั้นอาจหายไป พองยุบ เด่น
ชัดขึ้นก็ไปกำหนดพองยุบ เมื่อกำหนดพองยุบ สักระยะหนึ่ง จะรู้ว่า พองยุบจะห่างกันมาก
เหมือนกับว่างอยู่พักหนึ่ง ให้ไปรับรู้อาการนั่ง หมายถึง อาการเคร่งตึงตั้งอยู่คล้ายแท่งทรง
กระบอก มีฐานกว้างๆ ที่ใจรับรู้ความรู้สึกได้ โดยกำหนด นั่งหนอ แล้วกลับมาที่พองยุบ
จะกำหนดได้ว่า พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ สิ่งสำคัญคือกำหนด
ให้ตรงสภาวะ ได้เป็นปัจจุบัน คือ ขณะอาการพอง กำหนดพองหนอ ขณะอาการยุบ กำหนด
ยุบหนอ ขณะปรากฏอาการนั่งดังที่กล่าว กำหนด นั่งหนอ การขยายการกำหนดนี้ มีความ
สำคัญมาก ถ้าสมาธิเริ่มดีแล้ว เราต้องมีฐานให้สติกำหนดรู้ให้ต่อเนื่อง เพราะลักษณะของจิตนี้
ชอบท่องเที่ยวไปอยู่แล้ว ที่เรียกว่า วิญญาณพเนจร คือท่องเที่ยวไปในอายตนะต่างๆ เมื่อเรา
ปล่อยไปโดยไม่กำหนด ทำให้ขาดสติ โดยเฉพาะตัวธรรมารมณ์ คือ ความคิด นี่มากที่สุด
แต่ไม่ใช่ไปห้ามไม่ให้คิด เพียงแต่ไม่เปิดโอกาสให้คิดโดยปราศจากสติกำหนดเพราะแม้แต่
ขณะที่กำหนด พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ อยู่ความคิดหรือ ธรรมารมณ์อื่นๆก็ย่อมเกิดได้ตาม
ธรรมชาติที่รวดเร็วของจิตเอง  และแม้เพิ่มกำหนดนั่งหนอแล้ว บางครั้งยังรู้สึกว่ายังมีช่องว่างอยู่อีก
ก็ให้เพิ่ม ถูกหนอ คือ อาการที่ภูตรูปกระทบกับกายปสาท ได้แก่ จุดสัมผัสของนิ้วเท้ากับพื้น
หรือจุดที่ก้นย้อยกระทบพื้น หรือ จุดที่นิ้วหัวแม่มือจรดกันอยู่ ให้รู้สึกถึงการกระทบนั้นๆ
กำหนด พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ สลับกันไป การกำหนดนั่งหนอ ถูกหนอ ควร
ฝึกให้กำหนดให้ได้ เพราะในการปฏิบัติต่อๆไป บางคราว อาการพองยุบ จะหายไป จะกำหนด
พองยุบไม่ได้ จะดูเหมือนว่านิ่งว่าง(ความจริงไม่ว่าง) เหมือนไม่มีอะไรให้กำหนดเลย อาจเป็น
โอกาสให้อกุศลแทรกเข้าได้ง่าย จึงต้องฝึกความรู้ตัวระดับหยาบ เช่น อาการนั่ง อาการถูกนี้ให้
มาก เพื่อให้สติ มีฐานให้กำหนดรู้โดยตลอด เมื่อกำหนดความรู้ตัวที่เป็นรูปธรรมนี้ได้มากเข้า
จะเป็นพื้นฐานในการกำหนดทางอายตนะอื่นๆ เช่น อาการเห็น อาการได้ยิน รู้กลิ่น รู้รส ที่
เป็นอุปาทายรูปซึ่งเป็นอารมณ์ละเอียดหรือนามธรรมต่างๆ เช่น เวทนา สัญญา สังขาร
ได้ชัดเจนขึ้น

เมื่อนั่งกำหนดตามกำหนดเวลาพอประมาณแล้ว อาจอยากลุกขึ้นเข้าห้องน้ำ หรือดื่มน้ำ ก็ไม่
ควรเปลี่ยนอย่างขาดการกำหนด จะต้องตามกำหนดรู้โดยต่อเนื่อง ตั้งแต่ อยากพักหนอๆๆ
อยากลืมตาหนอๆๆ ลืมตาหนอ เห็นหนอๆๆ อยากเปลี่ยนหนอ ขยับหนอๆๆ เหยียดหนอๆๆ
ขยับหนอๆๆ..... กำหนดรู้ทุกอาการจนกระทั่งยืนขึ้นเรียบร้อย กำหนด อยากเดินหนอๆๆ
ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ไปยังที่ๆกำหนดหมายไว้ แล้วกำหนดต่อไปเรื่อยๆตามอาการต่างๆ
ที่ปรากฏ อย่างนี้ เป็นการเจริญสติปัฏฐาน สัมปชัญญะบรรพ(อิริยาบทย่อย) ในกายานุปัสสนา
สติปัฏฐาน ดังปรากฏในพระสูตรว่า

"ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัวในการ ก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า
ในการเหยียดออก ในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม
ใน การถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ
การตื่น การพูด การนิ่ง"

การเจริญสติฯในหมวดสัมปชัญญะ คือการกำหนดรู้ในอิริยาบทย่อยทั้งหมด ในการปฏิบัติแนว
พองยุบนั้น ในขณะที่นอกเหนือจากวิธีการนั่งกำหนด และการเดินจงกรมแล้ว จะกำหนดรู้
อยู่ในหมวดอิริยาบทย่อย พร้อมกับการกำหนดในหมวด เวทนา จิต และธรรมไปพร้อมกัน
ขึ้นอยู่กับว่า อารมณ์ใดจะเกิดขึ้น แต่จะกำหนดอยู่ในอิริยาบทย่อยเป็นฐานหลักของสติ

การกำหนดจะเริ่มตั้งแต่ความรู้สึกแรกที่ตื่นขึ้น เดินเข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำ
เดินไปยังที่จงกรม ลงนั่ง เดินไปยังโรงครัว ตักอาหาร ลงนั่ง กินอาหารแต่ละคำ เคี้ยว ดื่ม กลืน
จนกระทั่งก่อนนอนก็ต้องกำหนดไปจนกว่าจะหลับและกำหนดทันทีที่ตื่นขึ้น ระหว่างที่กำหนด
ในอิริยาบทใหญ่และอิริยาบทย่อยที่เป็นการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว ถ้ามีความคิดสงสัย
คิดถึงสิ่งต่างๆ คิดอยาก ฟุ้งซ่าน โกรธ ไม่สบายใจ  เจ็บ ปวด คัน สุข ทุกข์ ง่วง หดหู่  ฯลฯ ที่เป็น
นามธรรม ก็ต้องกำหนดรู้ทั้งหมด

ขอยกตัวอย่างการกำหนดตั้งแตตื่นนอนมาให้ดูคร่าวๆดังนี้

ตื่นนอน        
กำหนด ตื่นหนอ(กำหนดที่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น) หรือถ้าได้ยิน ก็กำหนดได้ยินหนอ
อยากลืมตาหนอ ลืมหนอ เห็นหนอ กระพริบ(ตา)หนอ
ลุกเข้าห้องน้ำ
กำหนด อยากลุกหนอ.. ขยับหนอ ลุกหนอๆ... ยืนหนอๆ.... อยากเดินหนอ
ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ หรือ ซ้าย ขวา..ซ้ายขวาก็ได้
อยู่ในห้องน้ำ กำหนดเห็นหนอ (หยิบแปรงสีฟัน) ไปหนอๆ.. ถูกหนอ.. จับหนอ.. มาหนอๆ
(จับแปรง) ไปหนอๆ..ถูกหนอ..จับหนอ..มาหนอๆ.. บีบหนอ..(วางหลอด) ไปหนอๆ
วางหนอ..มาหนอๆ..ก้มหนอๆ..(เอาแปรงเข้าปาก)มาหนอๆ..ถูกหนอ..รสหนอ
(ขยับแปรง) ขยับหนอๆๆหรือ ขึ้น..ลง..ๆๆ อยากบ้วนหนอ บ้วนหนอ (ทำปากขมุบ
ขมิบ) กำหนดขยับหนอๆ... บ้วนหนอ (เอามือไปหยิบแก้วน้ำ) ไปหนอๆๆ..  ถูกหนอ
จับหนอ..มาหนอๆๆ..ถูกหนอ..อ้าหนอ.. ยกหนอ..ถูกหนอ..เย็นหนอ..อมหนอ..ลงหนอ
ไปหนอๆๆ..วางหนอ..มาหนอ..ปล่อยหนอ.. ขยับหนอ..บ้วนหนอ.....................
เงยหนอ เห็นหนอ......กำหนดล้างหน้าอย่างละเอียดเท่าที่ทำได้ อาจอยากถ่าย
อุจจาระ ปัสสาวะ กำหนด นั่งหนอๆ ถูกหนอ อยากถ่ายหนอ เคลื่อนหนอๆ ลงหนอ..
ได้ยินหนอ..กลิ่นหนอ.. เป็นต้นจนเสร็จธุระในห้องน้ำ

การกำหนดรู้ที่สำคัญในการปฏิบัติที่มีผู้ปฏิบัติได้ประสพการณ์ที่ดีในการปฏิบัติมากคือ
การกำหนดรู้ ระหว่างการรับประทานอาหาร

การรับประทานอาหารในระหว่างการปฏิบัติก็แล้วแต่ว่าทางสำนักปฏิบัติแต่ละที่จะจัดไว้
อย่างไร บางที่ก็อาจเป็นแบบเดินไปตักอาหารเอง บ้างก็เป็นแบบส่งปิ่นโตบ้าง ก็แล้วแต่
จะเป็นอย่างไรก็ตามควรต้องกำหนดรู้ตามให้ได้ตลอดเวลา ขอแสดงตัวอย่าง การกำหนด
ตั้งแต่นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เมื่อตามองเห็นอาหารต่างๆบนจานข้าว กำหนด เห็นหนอๆๆ
เมื่อรู้สึกอยากรับประทาน กำหนด อยากทานหนอๆๆ
ยกมือขึ้นจับช้อน กำหนดยกหนอๆๆ ไปหนอๆ ถูกหนอ จับหนอ
จับช้อนไปตักกับข้าว กำหนดยกหนอ ไปหนอๆ ลงหนอ ขยับหนอๆๆ ตักหนอ
ตักกับข้าวใส่จานข้าว กำหนดตักหนอ ยกหนอ มาหนอๆๆ ลงหนอ ขยับหนอๆๆ
ตักข้าวพร้อมกับเข้าปาก กำหนด ตักหนอๆ ยกหนอ มาหนอๆๆ ถูกหนอ อ้าหนอ ใส่หนอ
ถูกหนอ รสหนอ(กลิ่นหนอ กำหนดตามที่เป็นจริง) อมหนอ
เอาช้อนออกจากปากพร้อมกับนำมือวางลง กำหนดไปหนอๆ ลงหนอๆๆ ปล่อยหนอ มาหนอ
ลงหนอๆ ถูกหนอ
เคี้ยวอาหาร  กำหนด อยากเคี้วหนอ เคี้ยวหนอๆๆ หรือ เคี้ยวๆๆ ในกรณีกำหนดเร็ว ขณะที่
เคี้ยวอยู่ เกิดตวัดลิ้น กำหนดว่าตวัดหนอ เกิดการขยับอื่นๆ ก็ให้กำหนดตามอย่าง
ละเอียด
กลืนอาหาร กำหนด อยากกลืนหนอ กลืนหนอๆ(กำหนดตามอาการที่อาหารสัมผัสหลอดอาหาร
ตั้งแต่ต้น กำหนดลงหนอๆๆ เมื่ออาหารเคลื่อนที่ลงตามหลอดอาหาร จนสุดความรู้
สึกที่สัมผัสรับรู้ได้ อาจอยู่ที่กลางหลอดอาหาร หรือต้นกระเพาะอาหาร

เมื่อกลืนเรียบร้อย จะรู้สึกความอยากทานอาหารเกิดขึ้น ก็กำหนดโดยเริ่มจาก อยากทานหนอๆๆ
ไปจนกระทั่งกลืนอาหารเรียบร้อยแล้ว ขณะกำหนดรับประทานอาหาร เกิดได้ยินเสียงอื่นๆที่
เกิดขึ้น ก็กำหนดได้ยินหนอ เกิดเคี้ยวๆๆ อยู่ไม่พอใจรสอาหาร ก็ต้องกำหนด ไม่ชอบหนอๆๆ
จนกว่าจะดับไปจึงเริ่มกำหนดการเคี้ยวต่อไป  ระหว่างรับประทายอาหาร ถ้าเป็นการทานรวม
กันหมู่มาก ต้องหมั่นสำรวมตาหูให้ดี ซึ่งวิธีการก็คือกำหนดให้ได้ การได้ยินก็จะเป็นสักแต่ว่า
ได้ยินไปเอง แต่ตานี่ไว ต้องพยายามเก็บสายตา ไม่คอยเที่ยวมองโน่นนี่ ขณะกำหนดการทาน
อาหารก็เพียงหลบสายตาลงต่ำ หรืออยู่บริเวณโต๊ะอาหารเท่านั้น

การกำหนดในอิริยาบทย่อย จะทำให้สติมีกำลังมาก เอื้อประโยชน์แก่การเจริญปัญญาในการ
เดินจงกรมและการนั่งต่อไป การกำหนดขณะรับประทานอาหารนี้ โยคีบางท่านอาจได้รับ
ประสพการณ์ใหม่ๆขึ้นมาในระหว่างนั้นก็ได้ เช่น อาจรู้สึกถึงพลังงานที่เพิ่มขึ้นหลังจากได้เคี้ยว
คำอาหารสักระยะหนึ่งบ้าง อาจรู้สึกว่า ในขณะที่เคี้ยวอยู่มีแต่อาการขยับของปาก กับจิตที่กำหนด
ว่าเคี้ยวๆๆ ตัวเราหายไปหมดบ้าง บางคนทานไปสักพักหยุดทานไปเฉยๆ จิตที่กำหนดว่า
อยากทานหนอ ไม่มีอารมณ์ที่ให้กำหนด เพราะอาการอยากทานหมดไปแล้วจริงๆ เหล่านี้ เป็นต้น

การที่ปัญญาญาณจะเกิด ก็เกิดไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ เราจึงต้องเพียร กำหนด หรือเจริญ
สติฯ อย่างต่อเนื่องจริงๆ การเห็นของจริง(สภาวะธรรมหรือนามรูป) ตามเป็นจริง(โดยความเป็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อสุภะ)จึงจะเกิดขึ้นได้  เมื่อเห็นอยู่ หรือพิจารณาอยู่ซึ่งความเป็น อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา อสุภะ ของนามรูป อยู่เนืองๆ ย่อมทำลายความเห็นผิด คือ นิจจัง สุกขัง อัตตา สุภะ
ลงไปได้เรื่อยๆ จิตวิปลาส สัญญาวิปลาส ซึ่งมีมูลมาจากต้นตอคือ ทิฏฐิวิปลาส ก็พลอยถูกทำลาย
ไปด้วยเรื่อยๆ พร้อมกับ ญาณปัญญาในขั้นสูงขึ้นไป คือ ความเห็นโทษภัยของสังขารตามเป็นจริง
ความหน่ายในนามรูปที่เกิดดับสืบต่ออยู่ ..... จนกระทั่งความหลุดพ้น พร้อมทั้งความรู้ว่าหลุดพ้น
ก็จะเกิดขึ้นกับบุคคลที่ เจริญสติปัฏฐานอย่างต่อเนื่องจริงจังนี้

ขอจบการปฏิบัติสติปัฏฐานแนวพองยุบ ไว้เพียงสังเขปเท่านี้ก่อน
หวังว่าข้อเขียนนี้จักทำให้ผู้ที่เริ่มปฏิบัติ หรือผู้ที่ไม่เคยทราบเกี่ยวกับแนวพองยุบ
ได้มีความเข้าใจวิธีการและแนวทางเบื้องต้นมากขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย

หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณที่นี้ด้วยนะครับ

ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ผู้ใฝ่ธรรมทุกๆท่าน

+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +

[ เพิ่มหน้านี้ครั้งแรก ๑๖ เมษายน ๒๕๔๔ ]
| deedi_deedi@email.com |
1