'สติ' จำต้องปรารถนา ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ |
หลักสำคัญ ๔ ประการ (ทำให้ช้า - ทำให้ต่อเนื่อง - ทำให้ได้ปัจจุบัน -ทำให้ถูกฐาน) (๑) ทำให้ช้า
ผู้ปรารภความเพียร (เพียรเพ่งเผากิเลส) หรือ ผู้ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะเมื่อยังใหม่ต่อการปฏิบัติ ควรจะกระทำทุกอย่างให้ช้า คือ ช้าพอที่สติจะเข้าไปรู้ได้เท่าทันและเข้าไปรู้ได้อย่างละเอียด ในอาการหรือในสภาพที่กำลังเกิดขึ้นนั้น ๆ
ทั้งนี้เพราะสภาพความเป็นจริงของกายและใจนั้น โดยปกติถูกปิดบัง ไปด้วยความรวดเร็วต่างๆ หรือการกระทำโน่นนี่ฉับไว การเจริญสติปัฏฐานหรือการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นการกลับเข้ามาสังเกตและศึกษากายและใจตน เพื่อให้รู้แจ้งตามความเป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร ว่าแท้ที่จริงแล้ว กายและใจ เป็นอย่างไร ใช่สัตว์บุคคลตัวตน หรือไม่ ใช่ของเราของเขาหรือไม่ เที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มีใครสร้างมีใครบังคับบัญชาอยู่หรือไม่ อย่างไร ฯลฯ
การทำให้ช้า ท่านเปรียบเหมือนพัดลม ขณะที่ใบพัดกำลังทำงาน บุคคลจะไม่สามารถทราบได้เลยว่ามีใบพัดอยู่ถึง ๓ ใบ ต้องต่อเมื่อกดปุ่มปิด และใบพัดช้าลงหรือหยุดพัดแล้ว จึงจะสามารถเห็นแจ้งชัดได้ว่าที่จริงนั้น ใบพัดมีอยู ๓ ใบ รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร สีอะไร ฯลฯ
การเจริญสติจึงควรกระทำไปช้าๆ นิ่มนวล เท่าที่สติจะสามารถ เข้าไปรู้เห็นอาการต่างๆ ทันได้โดยละเอียด เมื่อรู้เห็นเท่าทันได้ ละเอียดเท่าไหร่ บ่อยครั้งเท่าไหร่ ก็จะยิ่งค่อยๆ รู้ชัดเจน แจ้งชัด ขึ้นมากขึ้นเท่านั้น
(๒) ทำให้ต่อเนื่อง
การเจริญสตินั้น ควรต่อเนื่องตลอดไป คือ เท่าทีระลึกได้ และเท่าที่ไม่เผลอไป ท่านว่า ต้องอาศัยความเพียรพยายาม (วิริยะ) เป็นอย่างยิ่ง คือ เพียรพยายามที่จะมีสติระลึกรู้อยู่ ไม่ให้ขาดสายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ต้องไม่ตึงเกินไป ไม่ย่อหย่อนจนเกินไป สติที่ต่อเนื่องจะทำให้สติเฉียบคม มีพลังในการรู้เท่าทันสรรพสิ่งตามความเป็นจริง และในการประหารกิเลสได้ยิ่งๆ
(๓) ทำให้ได้ปัจจุบัน
คำว่า ปัจจุบัน หมายความว่า ในวินาทีนั้นๆ ขณะนั้นๆ ที่เป็นวินาทีปัจจุบันนั้นๆ จริงๆ คือ สติจะต้องกำหนดรู้ ระลึกรู้ในอาการใดๆ ก็ตามที่กำลังเกิดจริงๆ ในวินาทีนั้นๆ ที่เป็นปัจจุบันจริงๆ คือ ไม่กำหนดรู้ในสิ่งที่ดับไปแล้ว จบไปแล้ว เพราะไม่มีอาการหรือสภาพจริงๆ ปรากฏอยู่ ให้กำหนดรู้ได้จริง และไม่กำหนดรู้ในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เพราะว่าสิ่งที่จะเกิดหรือยังไม่เกิดในขณะนั้นๆ ย่อมจะไม่มี สภาพจริงๆ ปรากฏอยู่ในกำหนดรู้ได้
บุคคลจะไม่สามารถรู้เท่าทันสภาพหรืออาการความเป็นจริง ต่างๆ ได้เลย ถ้าไม่ได้อาศัยการกำหนดรู้ในสภาพใดๆ ก็ตาม ของกายหรือใจที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จริง ดังนั้น การมีสติ จึงต้องมีสติอยู่กับสิ่งหรืออาการใดๆ ที่กำลังเกิดอยู่จริง ในแต่ละปัจจุบันขณะนั้นๆ
(๔) ทำให้ได้ถูกฐาน
ฐานก็คือ ฐานกาย ฐานเวทนา ฐานจิต ฐานธรรม กล่าวสั้นๆ ให้ง่ายๆ ก็คือ อาการหรือสภาพธรรมใดๆ เกิดตรงไหน ก็รู้ที่ตรงนั้น รู้ให้ถูกที่ รู้ให้ตรงจุด เพื่อจะให้รู้ตรงตามความเป็นจริงอย่างถูกต้อง ตามความเป็นจริงที่กำลังเกิดจริงๆ
เจริญในธรรม
![]()
![]()
![]()
| ใหม่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕- วันมาฆบูชา | | deedi_deedi@email.com |