"สติจำต้องปรารถนาในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ"

การกำหนดสติรู้ตัวทั่วพร้อมใน กาย เวทนา จิต และ ธรรม (สติปัฏฐานสี่)

แนวทางฝึกสติ - ตามหลักมหาสติปัฏฐานสี่
(มีสติรู้กาย-เวทนา-จิต-ธรรม)

วิชาสติปัฏฐานสี่นี้ อยากเชิญชวนให้ทุกท่านที่มาอ่านพบ ลองฝึกเอาไว้ นี่เป็นวิธีการที่พระพุทธองค์ทรงเสียสละ บำเพ็ญเพียรมาไม่รู้เท่าไหร่เพื่อจะหาวิชาให้ "เกิดปัญญา" "ออกจากกิเลส" และ "พ้นทุกข์"

ใครที่มีกายกับใจ ก็ฝึกได้ทั้งนั้น ไม่กำหนดว่าต้อง เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ภาษาใด

"สติ" นี้ ถ้าฝึกให้อยู่กับกายและใจเราตามที่แนะๆ ไว้ ก็จะยังประโยชน์มหาศาล เช่น อย่างน้อยที่สุด เราจะไม่ฟุ้งซ่าน จิตก็จะสว่าง สะอาด สงบ เป็นกุศล แถมยังจะยังให้เกิด ปัญญาได้ด้วย อย่างพระอรหันต์ท่านเป็นสติแบบอัตโนมัติ คือรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอด เพราะท่านไม่ "หลง" แล้วค่ะ

*************************

๑. "สติ" จำต้องปรารถนาในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ

๒. สติในกาย- อิริยาบทใหญ่ สติ สามารถเจริญ (หรือกำหนดรู้ หรือก็คือมีสติรู้) ได้ทุกกาลทุกเวลาและสถานที่ เป็นประโยชน์ทุกเวลาทุกครั้งที่ระลึกได้ ไม่มีโทษเลย เริ่มจากรู้ตัวในอิริยาบทใหญ่ๆ คือยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ในอิริยาบทไหนก็ให้พยายามรู้ อยากเปลี่ยนอิริยาบทก็ให้พยายามรู้ เปลี่ยนแล้วก็ให้พยายามรู้

สติในกาย- อิริยาบทย่อย กิริยาทุกอย่างในชีวิตประจำวัน กะพริบตา หยิบ จับอะไร
ยื่นมือ การรับประทานอาหาร นับแต่ตื่นจนหลับลงไป
กำหนดรู้ได้ในทุกทวารเช่น (ตากำลัง)เห็น (จมูกกำลัง)ได้กลิ่น
(ลิ้นกำลัง)รู้รส (กายส่วนใดส่วนหนึ่งที่รู้กำลัง)ถูก(สัมผัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)
(ใจกำลัง)รู้สึก(เจ็บ ปวด ทุกข์ ชอบ สบาย เป็นต้น)
(ใจกำลัง)รู้(รู้ความรู้สึกใดๆ ที่กำลังเกิดหรืออาจรู้กายส่วนใดส่วนหนึ่งที่กำลังเคลื่อนก็ได้)
มีสติรู้ ณ เวลาที่กำลังทำอาการต่างๆ เหล่านั้นจริงๆ ไม่ก่อนหรือหลังอาการ
เช่น หิว(กำหนดรู้ความรู้สึกหิวที่กำลังเกิด) อยากรับประทาน(กำหนดรู้ที่ใจที่อยาก)
เห็น(อาหาร) ยก(มือ)ไปจับ(ช้อน) แข็ง(รู้สึกว่าช้อนแข็ง- ถ้ารู้สึกว่าแข็ง
ถ้าไม่รู้สึกอะไรชัดเจนก็ไม่ต้องกำหนดรู้)
เย็น(รู้สึกว่าช้อนเย็น- ถ้ารู้สึกอย่างอื่นเช่นอุ่นหรือร้อนก็กำหนดไปตามจริง
ถ้าไม่รู้สึกอะไรชัดก็ไม่ต้องกำหนดรู้อะไร)
ยก(มือ)ไปจับ(ส้อม) แข็ง เย็น
ยก(มือที่จับช้อน)ไปตัก เขี่ย(ใช้ช้อนและส้อมช่วยกันทำคำข้าวให้พอดี)
ยก(ส้อม)ไปวาง ยก(มือและช้อนพร้อมอาหาร)มา(ที่ปาก)
อ้า(ปาก) ใส่(อาหารเข้าไปในปาก) ยก(ช้อนและส้อม)ไปวาง เคี้ยว(อาหาร)
เคี้ยว เคี้ยวๆๆๆ กลืน(อาหารลงในลำคอ) ถึง(ถ้ารู้สึกว่าอาหารตกถึงกระพาะ
ถ้าไม่รู้สึกก็ไม่ต้องกำหนด)
เห็น(อาหาร) อยากรับประทาน …
[ตัวอย่างนี้ เขียนมาอย่างค่อนข้างละเอียดเพื่อให้เห็นภาพรายละเอียด
และวิธีการได้ชัดๆ น่ะค่ะ แต่ในการปฏิบัติจริง ก็ค่อยๆ ทำไปเท่าที่เราสามารถ
จะจับรายละเอียดได้ อย่างไรก็ตามยิ่งทำได้ละเอียดเท่าไหร่
ยิ่งช้า(ถ้าสามารถทำได้เมื่อสถานที่และโอกาสอำนวย
เช่นกำลังรับประทานอาหารคนเดียว หรือ กำลังอยู่ในห้องคนเดียว)
และจรดจ่อเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเห็นความละเอียดของสติ
และเห็นประโยชน์ของการมีสติยิ่งขึ้นเท่านั้นค่ะ]
อีกตัวอย่าง อยากเข้าห้อง(สติรู้ใจที่อยากเข้าห้อง)
อยากเปิด(ประตู) ยก(มือ)ไปจับ(ลูกบิดประตู)
แข็ง(ถ้ารู้สึกว่าลูกบิดมีลักษณะแข็ง หรือรู้สึกอย่างไรก็กำหนดรู้ไปตามจริง)
เย็น(ถ้ารู้สึกว่าลูกบิดมีลักษณะเย็น หรืออาจจะอุ่นหรืออะไรก็ตาม
กำหนดความรู้สึกที่ชัดที่สุด ถ้าไม่รู้สึกก็ไม่ต้องกำหนดรู้อะไร
ไม่ต้องกำหนดว่า 'ไม่รู้สึก'หรือ 'ไม่แข็ง' 'ไม่ร้อน')
บิด(ลูกบิดประตู) เปิด(ประตู) ก้าว(เท้าเข้าไปข้างใน) ก้าว หัน(หันหน้าไปที่ประตู)
จับ(ลูกบิดข้างใน) แข็ง เย็น ปิด(ประตู)
อีกสักสองตัวอย่างเพื่อความชัดเจนนะคะ
อยากขับรถ เปิด(ยกมือไปเปิดประตูรถ) นั่ง(เข้าไปนั่ง)
สตาร์ท(รถ) ได้ยิน(หูได้ยินเสียงเครื่องยนต์ติด)
ขับ(รถ) ตั้งใจ(ขับรถ) ระวัง(ในการขับ) แล้วจากนั้นก็ขับไป
ตัวอย่างสุดท้าย
เห็น(หนังสือ) อยากอ่านหนังสือ เปิด(หนังสือ) อ่าน(หนังสือ)
ตั้งใจ(อ่านหนังสือ) แล้วก็อ่านไป
- อย่างนี้เป็นต้นค่ะ)
แม้แต่การทำธุระในห้องน้ำก็สามารถกำหนดสติได้หมด
ยิ่งละเอียดยิ่งดี
ครูบาอาจารย์บอกว่าต้องฝึกฝน
เพราะสติที่คนเราทั่วๆ ไปมีนี้ยังน้อยมาก
เราต้องฝึกสติ รู้สติ มีสติให้ได้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะค่อยๆ ทำได้
ทำได้ทุกวัน ทุกเวลา ทุกสถานที่

๓. สติในเวทนา จิตและธรรม
กำหนดรู้ว่ากำลังทุกข์ใจ สุขใจ รู้ว่าสบาย รู้ว่าไม่สบาย รู้ว่าเจ็บ
รู้ดีใจ เสียใจ โกรธ เกลียด ไม่ชอบ ชอบ
รู้อยาก ไม่อยาก เป็นต้น ณ เวลาที่ความรู้สึกหรืออารมณ์ต่างๆ กำลังเกิดขึ้นจริงๆ

๔. เมื่อไหร่ที่รู้ตัวว่าเผลอ ไม่ได้กำหนดสติ
ครูบาอาจารย์สอนมาว่า
ผู้ที่จะไม่เผลอสติคือมีสติอยู่เต็มบริบูรณ์ไม่มีตกหล่นเลยนั้น
ก็คือพระอรหันต์ซึ่งสติของท่านคงจะเรียกได้ว่าเป็นอัตโนมัติ "มหาสติ" กระมังคะ
ดังนั้น ปุถุชนผู้เพียรพยายามกำหนดรู้ตัว
ย่อมมีการลืมหรือการเผลอ เป็นธรรมดา
เพียงแต่เมื่อไหร่ที่รู้ตัวว่าเผลอ ลืมกำหนดสติ
ก็ให้ กำหนดรู้ว่า "เผลอ ไม่ได้กำหนด"
แม้ว่าจะเผลอไปเป็นชั่วโมง เป็นวันหรือเป็นวันๆ ก็ตาม
เมื่อนึกได้ก็กำหนดรู้
แล้วตั้งต้นกำหนดใหม่ ก็จะค่อยๆ ก้าวหน้า สติคมชัดขึ้นไปเรื่อยๆ

*************************

สตินั้นก็คือการระลึกรู้ การระลึกได้
ในขณะเดียวกันที่เคยได้ยินในเทปสมเด็จพระสังฆราชปัจจุบัน
ทรงสอนไว้ จำได้ดังนี้คือต้อง
ก. สติมา คือ มีสติ
ข. สัมปญชาโน (ถ้าสะกดผิดขออภัย) คือ ความรู้ตัวทั่วพร้อม
ค. อาตาปี คือมีความเพียร

ในการทำความเพียรเพื่อให้เกิดสติสัมปชัญญะ ก็แน่อยู่แล้วว่าต้องมีความ เพียรพยายาม ตั้งใจที่จะกำหนด พยายามไม่เผลอลืมกำหนดให้มากที่สุด และต้องพยายามฝึกฝน ดังนั้น จึงเข้าใจดีว่าแรกๆ คงยากเหลือเกิน ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ดิฉันเองใช้เวลานานมาสองปีกว่านี้ เสาะหาครูอาจารย์ สอบถาม ฝึกฝน ก็ยังไม่ใช่ว่าจะมีสติตลอดหรอกค่ะ บางทีก็เผลอไปเกือบทั้งวันก็มี แต่ถ้าเพียรพยายามและตั้งใจจริงแล้ว ไม่ต้องกลัวค่ะ สติเค้าก็จะอยู่กับเรามากขึ้น ๆ

กายกับใจ- แค่นี้เอง

ก่อนอื่น ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ที่แท้สิ่งที่เราพูดๆ กันว่า กำหนดสติก็ตามอะไรก็ตาม เราก็กำลังพูดถึงการเอาสติมารู้กาย รู้ใจเราเท่านี้ รู้อยู่ในกายรู้อยู่ในใจ รู้สิ่งที่มาสัมผัสกระทบกาย รู้สิ่งที่มาสัมผัสกระทบใจ รู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับกาย รู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจ ทั้งหมด ต้องเน้นว่า "ในปัจจุบันขณะ" เท่านั้น พูดอีกทีก็ประมาณ ในวินาทีนั้นๆ (ซึ่งวินาทีหรือเวลาเองก็เคลื่อนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าจะกำหนดจริงๆ มีเรื่องให้กำหนดจนกำหนดรู้ไม่ทันนั่น ล่ะค่ะ- อันนี้พูดให้เห็นภาพ แรกๆ อย่าไปซีเรียสเดี๋ยวจะเครียดและ ไม่สนุก แต่เมื่อไหร่ที่ชำนาญขึ้นก็จะพบว่าวิชาสติปัฏฐานของพระ พุทธองค์นี้สนุกมาก รับรองว่าเวลาฟุ้งซ่านและเวลาว่างจะลดลง เยอะหรือไม่มีเลย เพราะในขณะที่คนอื่นเห็นเรานั่งนิ่งๆ ที่จริงเรา กำลังกำหนดรู้กายใจอยู่ตลอดเวลาเลยก็ได้ค่ะ)

อย่างไรที่เรียกว่ารู้-รู้จัก

ทุกอย่างในการกำหนดสติ จะไม่มีการส่งออกนอกกายกับใจนี้ นั่นก็คือ เรามาหัดเฝ้าดู มาฝึกทำความรู้จักกับกายของเรานี่แหละ กับใจของเรานี่แหละ ที่พระพุทธองค์ทรงสอน เพราะเมื่อเราได้รู้ จริงๆ แล้ว ความจริงของกายนี้ใจนี้ก็จะค่อยๆ ปรากฏให้เรา ได้เห็นเอง

ในชีวิตประจำวัน ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่ามีอะไรต่อมิอะไร เกิดขึ้นกับกายนี้ใจนี้ตลอดเวลาทีเดียว ทั้งที่เกิดในกายในจิตเอง (ปัจจัยภายใน ไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง) (เช่น กายกำลังเดิน ยืน นั่ง หรือนอน หรือกายกำลังพลิก กายกำลังหิว กายกำลังเจ็บ กายกำลังปวดท้องเข้าห้องน้ำ หรือใจก็เหมือนกัน บางครั้งใจก็ฟุ้งซ่านขึ้นมา คิดเรื่องโน้น เรื่องนี้ อย่างเช่นคิดเห็นหน้าคนที่ไม่ชอบ นึกไปถึงเรื่องที่ เค้าเคยทำให้ไม่พอใจ จิตเกิดอารมณ์โกรธ ปรุงแต่งไป สารพัด โดยที่ไม่ต้องมีสิ่งภายนอกมากระทบเลย จิตก็สามารถ เพ้อเจ้อไปได้ขนาดนี้ เป็นต้น) ส่วนที่ว่ามีอะไรต่อมิอะไร มาเกิดหรือมากระทบกับกายนี้ใจนี้ (คือมีปัจจัยภายนอก) มากระทบกายใจเรา (ผัสสะ) ก็เช่น เมื่อลืมตา ก็จะเห็นสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ นั่นก็คือมีรูปภายนอก(ภาพต่างๆ ที่เห็นอยู่ตรงหน้า) มากระทบรูปภายใน(ตาของเรา) หรือนั่งๆ สบายๆ อยู่ก็มีเสียง ของตกโครม นั่นก็คือมีรูป(เสียงก็เป็นรูป) มากระทบหู (รูปภายใน) หรือเวลารับประทานอาหาร เมื่ออาหารถูกลิ้นก็จะรู้รส นั่นก็คือรูป(รสก็เป็นรูป) มากระทบรูปภายในคือลิ้น อย่างนี้เป็นต้น

ขอยกเป็นตัวอย่างให้ฟังอย่างละเอียดนะคะ สักสองสามตัวอย่าง ลองนำไปพิจารณาทำดู เพราะของจริงก็ต้องอาศัย การฝึกกันจริงๆ ดีไหมคะ

ตื่นนอนตอนเช้า
เมื่อรู้สึกตัวตื่น ให้กำหนดรู้โดยเอาสติกำหนดรู้กายที่กำลังนอนอยู่ หนึ่งแว่บเท่านั้น ให้รู้ว่ากายกำลังอยู่ในท่านอน ไม่ต้องไปดูรายละเอียดนะคะ จากนั้น ก็กำหนดรู้ตัวว่า "ตื่น" ลองสังเกตที่ตาดู จะรู้สึกว่าตาหนักๆ กำหนดรู้ตามไปเรื่อยๆ ให้ตลอดสักประเดี๋ยวเปลือกตาเค้าจะค่อยๆ คลาย ความหนัก จะรู้ว่าใจของเราอยากตื่นอยากลุก จะรู้สึกได้ว่าเปลือกตาก็จะค่อยๆ เบาคลายลง ค่อยๆ คลี่เปิดออก ก็ตามกำหนดรู้ (การกำหนดรู้นั้น ที่สำคัญ คือเมื่ออะไรที่เกิดขึ้นชัดที่สุดในปัจจุบันขณะหรือในวินาทีนั้น ก็ให้เอาจิต ไปจรดจ่อดูสิ่งที่กำหนดอย่างจริงๆ โดยไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์หรือ ใช้ปัญญาหาเหตุผลอะไรทั้งสิ่น รอไว้ให้สติคล่องแคล่วเชี่ยวชาญ มีกำลังมากกว่านี้ค่อยมาพูดกันเรื่องนี้นะคะ ตอนนี้เอาเรื่องเดียวก่อน) เมื่อตาค่อยๆ ลืมคลี่ออกมา (กำหนดรู้ให้หมด) ก็จะเกิดผัสสะอันใหม่ คือ "เห็น" กำหนดให้ทันนะคะ เห็นก็คืออาการที่มีรูปภายนอกมากระทบตา ก็ให้รู้นะคะ อาจกวาดตาไปรอบๆ ห้อง กำหนด "เห็น" "เห็น" "เห็น" ย้ายไปเรื่อยๆ รอบๆ ห้องด้วยก็ได้ แล้วลองกลับมาพิจารณากายอีกครั้ง ว่าตอนนี้กายเป็นอย่างไร กายเค้าก็จะเริ่มเตรียมพร้อม มาดูที่ใจ ใจเค้าก็อยากจะลุกแล้ว ก็กำหนดรู้ใจเสียสักคำว่า "อยากลุก" เมื่อใจ อยากจะลุก กายเค้าก็จะเริ่มกระบวนการลุก ก็ลองสังเกตุมีสติตามไป เรื่อยๆ จะเห็นท่าทางการลุกของกาย ค่อยๆ ทำก็จะเห็นชัด เมื่อลุกมักจะ มากลายเป็นท่านั่งก่อน (สังเกตได้ตรงนี้ว่ารูปนอนหมดไปแล้ว กลาย เป็นรูปนั่งไปแล้ว) ก็เอาจิตรู้หรือสตินี่แหละไปกำหนดรู้กายที่นั่ง มองให้เห็นกายที่นั่งสักแว่บเดียวก็พอ (แต่ต้องให้เห็นจริงๆ นะคะ ว่ามีกายนั่งอยู่ - ไม่เอารายละเอียดอื่นใด) จากนั้นกายก็จะค่อยๆ ยันตัวเองให้ยืนขึ้น ก็ตามรู้อาการเคลื่อนไหวของกายไป จากนั้น ก็จะกลายเป็นรูปยืนแล้ว (รูปนั่งหายไป กลายเป็นรูปยืนมาแทน) จากนั้น เมื่อลุกสมประสงค์เสร็จสิ้นแล้ว ลองกลับมาดูที่ใจ ใจเค้าบอกว่า "อยากเข้าห้องน้ำ" ก็กำหนดรู้ว่าใจคิดอย่างไร เอาสติมารู้กายว่ากาย "ปวดท้อง" แล้วก็เดิน ขวา ซ้าย (เอาสติไปกำหนดรู้ที่ขาแต่ละก้าวตามที่กำลังเคลื่อนอยู่จริงๆ) แล้วก็ทำกิจกรรมในห้องน้ำไป โดยกำหนดรู้ให้เยอะๆ

ทำสวน
กำหนดรู้ที่ใจ "อยากทำสวน" ดูใจที่อยากทำ เมื่อใจอยาก กายก็จะลุก (ตามกำหนดรู้อาการลุกให้ละเอียดที่สุดเท่าที่ จะทำได้ แต่อย่าเครียดนะคะ ดูๆ เค้าไป ได้แค่ไหนแค่นั้น นานๆ ไปก็จะชำนาญและละเอียดขึ้นเองไปตามลำดับ ถ้ามี ความตั้งใจจริง) กำหนดรู้อาการเดินไปเรื่อยๆ กำหนด ที่เท้าว่า "ซ้าย" "ขวา" "ซ้าย" "ขวา" ไป จนถึงเครื่องมือ ใจก็จะอยากหยิบละ ก็กำหนดรู้ใจที่อยากนั้นสักคำ (คิดในใจ ไม่ต้องเปล่งเสียงออกมานะคะ ทั้งหมดนี่ไม่ต้องเปล่งเสียง แต่ถ้าใหม่ๆ ยังไม่ชำนาญ สติยังไม่ค่อยแข็งถ้าอยู่คนเดียว แนะนำให้ลองออกเสียงดูก่อน ออกดังๆ ได้ยิ่งดี จะเห็น ว่ายึดสติเอาไว้ได้เยอะเลยค่ะ ช่วยมากทีเดียว) เมื่อใจอยาก แล้วก็จะเห็นอาการตอบสนองของกายทันที (ค่อยๆ กำหนด รู้ตามไปด้วยนะคะ) คือ ตาเค้าก็จะมองสอดส่ายหาเครื่องมือ (กำหนดรู้ไปด้วย) เมื่อเห็นสิ่งที่ต้องการ กำหนด "เห็น" สักคำ แล้วจะเห็นกายค่อยๆ คู้ลงๆ มือจะค่อยๆ เอื้อมไป เมื่อใกล้ สิ่งที่ต้องการ มือจะอ้าออกเล็กน้อย (กำหนดรู้ให้หมด - ดู และสังเกตอาการของกายนี้ให้ละเอียด) แล้วก็จะเก็บเข้า เพื่อจับหรือหยิบของนั้น เช่นสายยางที่จะมารดน้ำต้นไม้ ละกัน อีกมือก็จะเอื้อมไปเปิดน้ำ ให้สังเกตอาการเคลื่อน ของแขน ของมือ อาการบิดก๊อก ดูเค้าไป บางท่านอาจพบ ว่านี่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามือของเราเวลาจะหยิบ จะจับอะไรเค้ามีอาการต่างๆ เหล่านี้เองละหรือ ทั้งๆ ที่เกิดมา เป็นพันๆ หมื่นๆ วัน ทำอะไรต่ออะไรทั้งวัน ไม่เคยรู้เลย เป็นต้นค่ะ จากนั้น ดูกายที่เดินไปที่ต้นไม้ ดูมือที่จับสายยาง เคลื่อนไป รดน้ำไป ตอนนี้ อะไรชัดก็กำหนดตรงนั้น เช่นกลิ่นดอกกุหลาบมากระทบ ก็กำหนด "กลิ่น" (กำหนดที่ตรงจมูกค่ะ เพราะกลิ่นต้องมากระทบจมูก ผัสสะจึงจะเกิด) ตาเห็นใบไม้ที่กำลังผลิใหม่ ก็กำหนด "เห็น" กำลังมองใบไม้อยู่ กลิ่นน้ำกระทบดินเป็นกลิ่น ดินเปียกน้ำ มากระทบจมูกชัดเจนกว่าอาการเห็น ก็กำหนด "กลิ่น" ถ้าชอบกลิ่นดินนั้นก็กำหนดรู้ใจที่ ชอบหนึ่งคำว่า "ชอบ" ลองสังเกตสักนิดก็ได้ว่า เจ้าอาการ "ชอบ" นี้เป็นอย่างไร ก่อให้เกิดปฏิกิริยา อะไรกับกายบ้าง สนุกแน่ค่ะ :>

เข้านอน
ตัวอย่างสุดท้าย ขอเอาตอนจบของวันมาปิดรายการนะคะ จะได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปในตัว
เพราะทั้งวันก็กำหนดไปได้ตามที่ลองยกรายละเอียดมาแล้ว ลองเอาไปประยุกต์ดูนะคะ

เวลาที่ต้องทำอะไรเร็วๆ กำหนดคำเดียวเช่น "อยากขับรถ" "ตั้งใจ(ขับรถ)" "ระวัง(ในการขับรถ)" แล้วก็ขับไป
เวลาทำงานก็ "อยากทำงาน" หรือ "อยากคิดงาน" "ตั้งใจ(ทำงาน)" แล้วก็ลงมือทำไป
ทำงานบ้าน ทำครัว อาบน้ำให้ลูก ทำอะไรทั้งหมด สามารถกำหนดสติได้ทั้งสิ้นค่ะ
ค่อยๆ ลองดูนะคะ

เอาละ จะนอนละนะคะ ก็กำหนดรู้อาการนั่งอยู่บนเตียง หนึ่งแว่บ แล้วก็กำหนดรู้ที่ใจ "ง่วง" "อยากนอน" ดูอาการของใจ ดูอาการของกาย แล้วก็จะเห็นว่า กายตอบสนองใจด้วยการเอนตัวลง ขาค่อยๆ ยกขึ้น ก็กำหนดรู้ตามไปเรื่อยๆ เมื่อศีรษะถึงหมอนก็กำหนด รู้ว่า "ถูก" "นุ่ม" เป็นต้น แล้วเมื่อทั้งกายนอนลงไป ก็กำหนดรู้กายสัมผัสที่นอน ว่า นุ่มหรือแข็งอย่างไร ซักอย่างละแว่บ คราวนี้มาดูที่ตา จะรู้สึกตาหนักๆ เปลือกตาจะปิด ให้กำหนดรู้ไปตลอด รู้จริงๆ นะคะ รู้ไปทีละขณะ ทีละวินาทีที่กายและใจเคลื่อนไปจริงๆ จนกระทั่งตาปิด ก็กำหนดรู้ตาที่ปิดเต็มที่ จากนั้น กำหนดรู้กายทั้งตัวอีกซักแว่บก็ได้ แล้วก็กำหนดว่า "นอน" แล้วก็หลับไปได้เลย ใครยังไม่หลับทันที ก็นอนกำหนดลมหายใจเข้าออกไปก็ได้ ใครมีจริตแบบพองยุบนี่ง่ายเลยค่ะ นอนกำหนด พองยุบไปเรื่อยๆ อย่าไปใส่ใจเค้ามากนะคะ ไม่งั้นจะนอนไม่หลับ ดูเค้าไปๆๆ เดี๋ยวก็หลับไปเองค่ะ

*************************

สตินั้น ใชัจับธรรมของกายและใจของเรา
ได้ถึงสี่อย่างตามที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ในสติปัฏฐานสูตร
นั่นคือ ใชัดูและรู้ กาย รู้เวทนา รู้จิตและรู้ธรรม
สี่อย่างนี้ ดูได้ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไปในวันๆ หนึ่งก็เกินจะพอ
ดูจริง เมื่อสติคมชัดและฝึกได้ดีพอสมควรแล้ว จะมีงานให้สติทำ ทั้งวันเลยค่ะ

อย่างเช่น เมื่อตื่นก็มีสติรู้ตัวว่าตื่น มีสติมารู้กายที่กำลังนอน
มีสติรู้ที่เปลือกตา มีสติรู้ความอยากจะลืมตา มีสติรู้ขณะค่อยๆ ลืมตา
มีสติรู้ขณะมองเห็น สิ่งต่างๆ มีสติรู้ความอยากจะลุกขึ้น
มีสติรู้อาการที่กายกำลังเปลี่ยนจากนอนเป็นนั่ง
มีสติรู้อาการที่กายกำลังเปลี่ยนจากนั่งเป็นยืน
มีสติรู้จิตที่อยากเดิน มีสติรู้กายที่กำลังเดิน (อาจรู้ที่เท้าที่เดินสลับซ้ายขวาไปก็ได้)
มีสติรู้การทำกิจกรรมต่างๆ ในห้องน้ำอย่างละเอียด
แปรงฟันก็มีสติรู้เมื่อจมูกได้กลิ่น หรือลิ้นสัมผัสรสของยาสีฟัน
จะขับถ่ายก็มีสติรู้อาการของท้อง ลำไส้ที่บีบตัวเป็นต้น

เมื่อมาในชีวิตประจำวัน
สมมุติว่าเดินเข้าไปในที่ทำงานแล้วได้กลิ่นน้ำหอมที่ฉุนกึก
ก็มีสติรู้ว่าจมูกกำลังสัมผัสกลิ่น มีสติรู้ว่าจิตเกิดความไม่พอใจ
มีสติรู้ว่ากายกำลังเดินไปที่โต๊ะทำงาน
มีสติรู้ว่าทำงาน ถ้ากดคอมพิวเตอร์ อาจมีสติกำหนดรู้
เสียงตึ้กๆ เวลากดแป้นพิมพ์แต่ละครั้ง
หรืออาจกำหนดรู้ตาที่กำลังเห็น กำลังมองจอคอมพิวเตอร์อยู่ก็ได้
เมื่อเสียงนาฬิกาหมดเวลาทำงานดัง
สติก็รู้ว่าหูได้ยินเสียง(นาฬิกา)

มีสติรู้ว่าใจกำลังดีใจที่หมดเวลาทำงานไปอีกวัน

เรียกว่าอะไรก็ได้ ที่เกิดขึ้น ณ ขณะปัจจุบันจริงๆ
เป็น ณ กาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม
ในกายนี้ใจนี้ก็กำหนดได้หมดทั้งนั้น
(ขอแต่เพียงอย่างออกไปนอกกายนี้ใจนี้เท่านั้นเป็นสำคัญ)
ดังนี้เป็นต้น ก็จะสามารถกำหนดรู้ต่อเนื่องไปได้ตลอดวัน
กำหนดกันไม่ทันเลยค่ะ เพราะมีงานให้สติทำตลอดเลย

เมื่อไหร่ที่ลืมกำหนดสติไป เมื่อนึกได้ก็กำหนดรู้ว่า "เผลอไป" สักครั้ง
เพื่อเป็นการเตือนตัวเองว่าคราวหน้าอย่าเผลอ
แต่ก็จะมีเผลอไปเรื่อยๆ ล่ะค่ะ ตราบเท่าที่เรายังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์
เอาเป็นว่าพยายามกำหนดให้มากที่สุดก็เลิศแล้ว

ที่สำคัญคืออย่าพยายามส่งออกนอกกายนี้ใจนี้
โดยมีหลักอยู่ว่า

๑. กายนี้ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้นและกาย ส่วนใจก็อีกอันหนึ่ง รวมทั้งหมดก็มีทวารที่ต้องกำหนดอยู่ถึงหกทวาร

๒. บางครั้งเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กันเช่นมีอาการคันที่มือเพราะ ถูกยุงกัด มีอารมณ์ไม่พอใจความคันนั้น มีเสียงคนปิดประตูดังปัง คราวนี้มีอารมณ์โกรธขึ้นมาทันที ถ้ามีถึงสามอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ครูบาอาจารย์ท่านว่า ให้เลือกกำหนดตัวที่ปรากฏชัดที่สุดขณะนั้น เช่นอาจชัดที่ความโกรธ ก็ให้ไปกำหนดรู้ความโกรธนั้น

๓. เวลากำหนดสติให้รู้ตัว ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์หรือใคร่ครวญ หาเหตุผลอะไรทั้งสิ้น รู้ไว้อย่างเดียว รู้ให้ทันกับปัจจุบันจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นจินตามยปัญญาไป และทำให้จิตไม่ได้อยู่ กับปัจจุบันจริงๆ ของกายและใจไปค่ะ

       เจริญในธรรม       

| deedi_deedi@email.com |
1