'สติ' จำต้องปรารถนา ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ         

 

ลำดับความสำคัญในการเจริญสติ

การเจริญสติ แบ่งโดยนัยหนึ่ง มี ๓ อย่าง คือ
การมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในชีวิตประจำวัน - การเดินจงกรม - การนั่ง(วิปัสสนา)สมาธิ

(๑)
การมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในชีวิตประจำวัน
การเพียรมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกขณะในชีวิตประจำวัน คือ พยายามมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกๆ วินาที่ทีไม่ได้หลับ คือ นับตั้งแต่ตื่นเช้า ตลอดต่อเนื่องไปทั้งวัน จนกระทั่งจะหลับไป มีเรียกกันหลายชื่อ อาทิ 'การกำหนดอิริยาบทปัจจุบัน' 'การมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในชีวิตประจำวัน'

(๒)
การเดินจงกรม
สำหรับผู้ที่เอาจริงเอาจัง อยากที่จะแสวงหาทางออกจากทุกข์ นอกไปจากการเจริญสติตามข้อ (๑) คือ ในทุกๆ วินาที่ที่ตื่นอยู่และไม่เผลอสติไปแล้ว ยังเป็นสิ่งแนะนำว่า ควรเดินจงกรมและนั่งวิปัสสนาสมาธิทุกวันด้วย ท่านเปรียบการเดินจงกรมและการนั่งสมาธิ แบบวิปัสสนาว่าเป็นเสมือนการเข้าสนามรบ (รบกับความไม่รู้ คือ อวิชชา และรบกับกิเลส) การหมั่นเข้าสนามรบอยู่เนืองๆ คือ ให้ต่อเนื่องทุกๆ วันได้ เสมือนนักกีฬาที่ออกกำลังฝึกซ้อมทุกวัน ร่างกายและจิตใจย่อมจะแข็งแรง แข็งแกร่ง ขึ้นเวทีแข่งขันอยู่ทุกวัน จึงพร้อมอยู่เสมอที่จะจัดการกับข้าศึก)
ในการเจริญสติปัฏฐานสี่และวิปัสสนากรรมฐานนั้น จะให้เกิดปัญญารู้แจ้งแทงตลอดได้ ก็จะต้องอาศัย พละ ๕ คือ ศรัทธาพละ วิรยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ จะปฏิบัติให้ก้าวหน้านั้นศรัทธากับปัญญาจะต้องเสมอกัน ไม่มีอันใดอันหนึ่งล้ำหน้าอันใดอันหนึ่งล้ำหน้าอันอื่นๆ และวิริยะจะต้องพอดีๆ กับสมาธิ เป็นของคู่กัน จะต้องมีเสมอๆ กัน ไม่ใช่อันหนึ่งอันใดยิ่งหย่อนหรือมากเกินกว่ากัน ‘การเดินจงกรม’ เรียกได้ว่าเป็นการเจริญวิรยพละ ท่านจึงแนะนำว่า ให้เดินจงกรมและนั่งสมาธิคู่กันไปทุกครั้ง ที่ทำได้

(๓)
การนั่ง(วิปัสสนา)สมาธิ
เมื่อเดินจงกรมเสร็จแล้วท่านแนะนำให้ประคองสติจากการเดินจงกรมนั้น แล้วค่อยๆ นั่งลงเจริญสมาธิต่อไป เป็นการเจริญสมาธิแบบวิปัสสนากรรมฐาน คือ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกๆ ขณะ ท่านบอกว่าเมื่อบุคคลเดินจงกรมก่อนหน้า เมื่อประคองสติลงนั่งสมาธิจิตก็จะสงบได้เร็ว เจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อได้ทันที ปัญญาก็เกิดได้ง่ายขึ้น เพราะพละทั้ง ๕ สมดุลย์กันได้พอสมควร (เรื่องการประคับประคองพละทั้ง ๕ ให้ได้ดุลย์กันดีนั้น สำหรับตัวผู้ฝึกฝนปฏิบัติโดยเฉพาะผู้ฝึกฝนใหม่ๆ ก็อาจจะยังไม่สามารถประคับประคองไปด้วยตัวเอง ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ที่ดีตรงและถูกต้องมาคอยแนะนำประคับประคองให้ จนกว่าจะปฏิบัติชำนาญคล่องตัวพอสมควรแล้ว ก็จะค่อยๆ เข้าใจหลักการ วิธีการและทางดำเนิน ก็จะสามารถปฏิบัติไปด้วยตนเองได้พอสมควร)

สรุปว่า สำหรับผู้เอาจริงเอาจัง อยากเข้าใจโลกเข้าใจธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริง อยากกำจัดอวิชชาคือความไม่รู้ อยากจะเข้าใจตน เข้าใจกายและใจตน เข้าใจโลก เข้าใจทุกข์ เข้าใจกิเลส รู้เท่าทันกิเลส ตัณหา อุปาทาน อยากจะออกจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว ท่านแนะนำว่าควรเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติทั้ง ๓ อย่าง คือ
(๑) การเจริญสติในทุกๆ ขณะในชีวิตประจำวัน ทุกๆ วันทุกๆ เวลา
(๒) การเดินจงกรมทุกวัน
(๓) การนั่งวิปัสสนาสมาธิต่อเนื่องกับการเดินจงกรมทุกครั้ง

เรื่องการพยายามปฏิบัติตนให้ได้ทุกวันนั้น วันไหนมีเวลามาก ก็ทำให้มาก คือ เดินจงกรมนั่งสมาธิให้มาก อาจจะหลายครั้งหรืออาจจะเดินจงกรมให้ได้นานพอสมควร นั่งสมาธิให้ได้นานพอสมควร ในทุกๆ วัน ส่วนวันไหนไม่มีเวลาจริงๆ ก็แนะนำว่าพยายามอย่าให้ขาดตอนคือเจียดเวลาแม้เพียงนิด มีเวลา ๑๐ นาทีก็เดินจงกรม ๕ นาที นั่งสมาธิ ๕ นาที ก็ยังดีกว่าขาดตอนไป ไม่ได้ทำเลย ในแต่ละวันนั้นๆ

       เจริญในธรรม       

| ใหม่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕- วันมาฆบูชา |
| deedi_deedi@email.com |
1