"ดูกรอานนท์ ผู้ใด จักเป็นภิกษุ ภิกษุณี ก็ตาม
         เป็นอุบาสก อุบาสิกา ก็ตาม
         เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิ่บัติชอบยิ่ง
         ปฏิบัติตามโลกุตตรธรรม
         ผู้นั้นชื่อว่า สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ตถาคต
         ด้วยการบูชาอย่างสูงยิ่ง"

 

การปฏิบัติธรรมคืออะไร

๑.          ธรรมคืออะไร

ธรรมะ คือธรรมชาติ พระพุทธองค์ทรงสอนไว้อย่างนี้
ธรรมชาติก็คือคนเรา สรรพสิ่ง สรรพสัตว์
แต่ธรรมชาติ มีธรรมชาติภายนอก กับธรรมชาติภายใน
ธรรมชาติภายนอกก็คือสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราทั้งปวง
บ้านเรือน เพื่อนฝูง ผู้คน ภูเขา ต้นไม้ นก หมู ไก่ ปลา ฯลฯ

ศาสนาพุทธท่านสอนว่าให้ดูธรรมชาติภายในตัวเรานี่เอง
คือกายที่ยาววา หนาคืบเท่านี้ รวมทั้งใจ จิต ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ
เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ออกไปดูนอกกายนอกใจนี้ก็ย่อมจะวุ่นวาย
ย่อมจะเป็นทุกข์ เมื่อนั้น

ดังนั้น ธรรมะ คือธรรมชาติ
กายและใจก็คือธรรมชาติภายในที่ต้องดูต้องปฏิบัติให้รู้ ให้รู้จัก
ตามความเป็นจริงให้ได้

ที่ว่าดูก็คือดูสิ่งที่มากระทบ ดูอาการเคลื่อนไหวเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ
ขึ้นกับกายนี้ใจนี้ คือ การเห็น (ด้วยตา) การได้ยิน (ด้วยหู) การได้กลิ่น (ด้วยจมูก)
การรู้รส (ด้วยลิ้น) การรู้สัมผัส (ด้วยส่วนต่างๆ ของร่างกาย)

ส่วนทางใจก็จะเป็นการรู้อารมณ์ต่างๆ รู้เวทนาคือความรู้สึกทุกข์

ไม่ทุกข์หรือรู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ ไม่สุข

๒.          วิธีปฏิบัติธรรม

วิธีแรก
เป็นวิธีธรรมชาติ ต้องค่อยๆ ฝึกฝนค่อยๆ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ
คือฝึกสังเกตสิ่งที่มากระทบกับกายนี้ใจนี้และฝึกสังเกตความเคลื่อนไหวของกายและใจ
ทำได้ทุกเมื่อที่นึกได้ ก็จะค่อยๆ เห็นกายเห็นใจ รู้จักกาย รู้จักใจของตัวนี้ได้ชัดเจนขึ้น
ค่อยๆ มองเห็นตามความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

วิธีที่สอง
เป็นวิธีแบบเข้าสนามรบ คือการนั่งสมาธิหรือทั้งเดินจงกรมและนั่งสมาธิ
ถ้าต้องการปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบก็นั่งสมาธิแบบสมถกรรมฐาน ถ้าต้องการมุ่งให้เกิดปัญญา
เพื่อการพ้นทุกข์ก็เดินจงกรมและนั่งสมาธิแบบวิปัสสนากรรมฐาน
วิธีการนั้น เริ่มต้นต้องมีครูบาอาจารย์ที่ดีที่ตรงที่รู้จริงสอนและคอยชี้แนะประคับประคอง
เพื่อจะได้ทราบแนวทางและเพื่อป้องกันการไปผิดทางหรือการเข้าใจผิดต่างๆ
อันจะเป็นอันตรายเพราะจะเสียเวลาไปเปล่าๆ

 

การปฏิบัติธรรมง่ายหรือยาก

ยากในแง่นี้

ณ วันที่จะทรงตรัสรู้
ทรงเสี่ยงทายถาดว่าถ้าจะทรงได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ก็ขอให้ถาดทองนั้นลอยทวนน้ำ
แล้วถาดทองนั้นก็ลอยทวนน้ำไป

มีผู้ตีความว่าการลอยทวนน้ำก็คือการทวนกระแสโลก กระแสกิเลส

เมื่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ผู้ยังเป็นแบบ "โลกๆ" อยู่เต็มเปี่ยม
คิดจะทวนกระแสโลก จะเป็นสิ่งที่ง่ายไปได้อย่างไร
นั้นจึงยากยิ่ง
ยากเสียจนพระพุทธองค์ทรงเปลี่ยนพระทัย
หลังจากทรงตรัสรู้แล้ว
ว่าไม่ทรงเผยแพร่พระศาสนาจะดีกว่า
จะสอนสิ่งที่ยากยิ่งและทวนกระแสโลกที่สัตว์โลกคุ้นเคยยิ่งนั้น
โชคดีที่ทรงเปลี่ยนพระทัย
พวกเราจึงได้มีที่พึ่งพิงอยู่ในวันนี้

ง่ายในแง่นี้

ผู้ที่เริ่มเห็นโลกและชีวิตเป็นทุกข์
เริ่มดิ้นรนหาทางออก
แล้วได้พบหลัก วิธีการ แนวทาง

หัวใจ จิต ความทุกข์ที่สัมผัสรู้ได้ด้วย โลกธรรมแปด
(ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์)
ที่เห็นด้วยความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาใคร
ทุกข์ด้วยความไม่รู้ (ไม่รู้อดีตว่าเคยเป็นอะไร ไม่รู้อนาคตว่าจะไปอย่างไร)

เมื่อใจดิ้นรนแสวงหาอีกฟากฝั่ง
ก็จะเริ่มศึกษาหาความรู้หาครูบาอาจารย์
เริ่มฝึกเริ่มปฏิบัติการค่อยๆ ฆ่ากิเลส

ตรงนี้จะรู้ตัวแล้ว
ว่ากำลังพยายามทำให้ถาดทองคำลอยทวนกระแสน้ำอยู่
จะรู้ดีว่ายากเหลือเกิน ยากยิ่ง
จะตระหนักว่าอาจยังอีกยาวไกล

แต่ธรรมที่ได้ค่อยๆ สัมผัสนั้น
ก็ช่างร่มเย็น เป็นจริง
จนเป็นกำลังใจเมื่อนึกทดท้อ
เมื่อรู้สึกว่าพลาดไป ไม่เท่าทันกิเลส
เมื่อรู้ตัวว่าไม่มีเวลา
ก็เริ่มต้นใหม่ ฟาดฟันกับกิเลสใหม่
เท่าที่เวลาและโอกาสอำนวย
แล้วก็เพียรพยายามต่อไป

เพราะรู้ตัวว่ามีแผนที่อยู่ในมือแล้ว
ทางเดินแม้ลำบากอย่างไร
แต่ผลตอบแทนก็แสนคุ้ม
กว่าอะไรทั้งหมด

ยิ่งมาได้เพื่อนทางธรรม
ผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา
อย่างพวกเราทั้งหมด
ชี้แนะ ชี้อุบายกันและกัน
ช่วยกันหาทางเมื่อคนใดทางหนึ่งประสบปัญหาในการปฏิบัติ
อย่างนี้ … ถึงท้อก็ไม่มีถอย

แม้ยากก็รู้ว่าต้องไปให้ได้
จะทำได้ช้า ได้เร็ว หรือได้มากน้อยเพียงใด
ไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า
ได้เริ่มต้นทำแล้ว ได้รู้แล้วว่าฝั่งนั้นมีอยู่แน่

 

อุปกรณ์การปฏิบัติธรรม - กายกับใจ (รูปกับนาม)

สรุปก็คือ การปฏิบัติธรรม ใช้อุปกรณ์เพียง ๒ อย่างง่ายๆ คือ
กายกับใจ ของเราแต่ละคน

ทำไมจึงพูดว่าเป็นกายกับใจของเราแต่ละคน
ก็เพราะว่า เป็นการต้องกลับเข้ามาดูที่ตัวเรา คือ กายเราเอง และ ใจเราเอง เท่านั้น
การปฏิบัติธรรมหรือการเฝ้าเพียรมีสติตามสังเกต ตามดูตามรู้อาการต่างๆ ทั้งหลาย
ที่เกิดขึ้นกับกาย (คือ รูป) และใจ (คือ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ) นี้เอง
ที่เป็นเพียงเส้นทางเดียวให้บุคคลสามารถรู้และเข้าใจโลก เข้าใจธรรมชาติ
ของตัวเอง เข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งได้จริงๆ

ดังจะได้ยินพระป่าครูบาอาจารย์สอนเสมอว่า
"อย่าส่งจิตออกนอก"
ก็คือให้เอาสติตามดูตามรู้กายและใจตัวเอง
ไม่ต้องออกไปที่อื่น เช่น ไม่ต้องออกไปที่คนอื่น สิ่งของอื่นๆ ที่อยู่นอกตัวเรา
แม้แต่ความคิดก็เช่นกัน เมื่อส่งออกนอก เช่นคิดถึงคนนั้น คนนี้ สิ่งนั้น
สิ่งนี้ ที่นั้น ที่นี้ ก็จะต้องตามดูตามรู้และเมื่อรู้ตัวว่าคิดไปข้างนอกแล้ว
ก็กลับเข้ามามีสติอยู่ที่ตัวเองเท่านั้น

[ ดังคำหลวงปู่ดูลย์อันทรงความหมายอมตะล้ำค่าสำหรับผู้ใฝ่ใจฝึกฝนกายใจทั้งหลายว่า ]
จิตที่ส่งออกนอกเป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตส่งออกนอกเป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตเป็นนิโรธ

 

       เจริญในธรรม       

 

| deedi_deedi@email.com |
1