วิ ปั ส ส น า ก ร ร ม ฐ า น แ ล ะ ส ม ถ ก ร ร ม ฐ า น

 

การเจริญกรรมฐาน มีอยู่ ๒ ประการ คือ การเจริญสมถกรรมฐานประการหนึ่ง และการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อีกประการหนึ่ง

การเจริญสมถกรรมฐานนั้น มีการเจริญกันแม้ในสมัยที่พระพุทธศาสนายังไม่ได้ อุบัติขึ้นในโลก แต่เมื่อถึงสมัยที่พระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในโลกแล้ว การเจริญ สมถกรรมฐานก็หย่อนความนิยมลง ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อบุคคลทั้งหลายได้รู้จัก คุณค่าของการเจริญวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ก็ได้หันมาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน กันเป็นส่วนมาก

แท้จริงการเจริญสมถกรรมฐานก็นับว่าเป็นภาวนามยกุศลอันประเสริฐอยู่ประการ หนึ่ง แต่ไม่มีคุณภาพพิเศษเท่าเทียมกับการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะการ เจริญสมถกรรมฐานนี้ ย่อมมีอยู่ทั้งสมัยนอกพุทธกาลและในพุทธกาล ซึ่งบรรดา บุคคลผู้ใฝ่ใจทั้งหลายอาจเจริญได้เสมอ

เราท่านทั้งหลายก็ได้เคยเจริญสมถรรมฐานกันมาแล้วด้วยกันทุกท่าน ถึงแม้ บางท่านจะไม่เคยเจริญในปัจจุบันชาตินี้ แต่ในอดีตชาติย่อมเคยเจริญมา ด้วยกันแล้วทั้งสิ้น และได้เคยเจริญกันมาจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้วด้วย นี้ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง อานิสงส์ของการเจริญสมถกรรมฐานนี้ จะได้ผลอย่างมาก เพียงไปเกิดใน พรหมโลก ภูมิใดภูมิหนึ่งตามกำลังที่ตนปฏิบัติได้ เมื่อสิ้น อานิสงส์ของกุศลนั้นแล้วก็ต้องกลับมาเกิดในกามสุคติภูมิ และต่อจากนั้น ก็อาจไปเกิดในภูมิใดๆ ตลอดลงไปจนถึงอบายภูมิก็ได้ แล้วแต่กรรมที่ แต่ละบุคคลได้กระทำไว้

จึงเป็นอันเห็นได้ว่า การเจริญสมถกรรมฐานนั้น ไม่สามารถจะนำสัตว์ ให้พ้นไปจากสังสารวัฏฏทุกข์ได้อย่างจริงจังประการใด ต่างกับการเจริญ วิปัสสนากรรมฐาน เพราะการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น จะมีได้แต่ใน สมัยพุทธกาลเท่านั้น สมัยนอกพุทธกาลไม่อาจมีขึ้นได้ ทั้งนี้เพราะว่า การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น จะบังเกิดมีขึ้นได้ก็โดยเฉพาะ พระสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะเท่านั้น ฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก การเจริญวิปัสสนากรรมฐานย่อมมีขึ้นไม่ได้

บุคคลใดๆ แม้จะมีความใฝ่ใจในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่ หากในสมัย พุทธกาลไม่ได้เกิดในภูมิประเทศอันเหมาะสมแล้ว ก็ไม่มีโอกาสจะได้เจริญ วิปัสสนากรรมฐานได้ เป็นอันเกิดมาเสียเวลาเปล่าไปชาติหนึ่ง การเกิดมา เสียเวลาเปล่าดังกล่าวนี้ของแต่ละบุคคลนั้น มีปริมาณมากมายเหลือที่จะคณนา ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้เป็นภาวนามยกุศลอันมีอยู่เฉพาะกาลดังนี้ จึงนับว่าเป็นคุณภาพพิเศษประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง อานิสงส์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สามารถนำบุคคล ผู้เจริญให้พ้นไปจากสังสารวัฏฏทุกข์ได้อย่างจริงจัง ผู้ใดปฏิบัติจนถึงมรรคผล เกิดขึ้นแก่ตนแล้ว ย่อมตัดภพชาติให้น้อยลง อย่างมากจะเหลืออีกเพียง ๗ ชาติ และถ้าสามารถเจริญจนอรหัตตมัคคอรหัตตผลจิตเกิดขึ้นแล้ว ย่อมตัดภพชาติ ให้สิ้นไปไม่มีเหลือ ไม่จำต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป การเจริญวิปัสสนา กรรมฐานนี้จึงนับว่ามีคุณภาพเป็นพิเศษอีกประการหนึ่ง ซึ่งเราท่านทั้งหลาย ยังไม่เคยได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานกันมาแต่ก่อน หรือจะได้เคยเจริญกันมา บ้างก็แต่เพียงเล็กน้อย ยังไม่ถึงขนาดที่มรรคผลเกิดขึ้นแก่ตน จึงยังไม่พ้น ไปจากสังสารวัฏฏทุกข์

การที่กล่าวว่าเราท่านทั้งหลายเคยเจริญสมถกรรมฐานกันมาแต่อดีตชาติ มากมายหนักหนาจนนับครั้งไม่ถ้วนนั้น ก็โดยอาศัยหลักฐานอันเป็น พุทธวจนะตรัสเทศนาไว้ว่า มหากัปป์คือโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ได้ถูกทำลาย ด้วยไฟ ด้วยน้ำ ด้วยลมมามากมาย จนไม่สามารถจะนับจะประมาณได้ว่า เป็นจำนวนกี่ครั้งกี่หน เมื่อโลกจะถูกทำลายแต่ละครั้งนั้น บรรดาสัตว์ ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในโลกก็ต้องไปเกิดในพรหมภูมิด้วยกันทั้งสิ้น และการ ที่สัตว์จะไปเกิดในพรหมภูมิได้ก็ต้องอาศัยอานิสงส์ของฌาน ฉะนั้น จึงเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า เราท่านทั้งหลายนี้ได้เคยปฏิบัติสมถรรมฐาน กันมาจนถึงได้ฌานนั้น มากมายหลายชาติจนไม่สามารถจะนับ จะประมาณได้เช่นกัน

เหตุที่เราท่านทั้งหลายได้เจริญสมถกรรมฐานจนถึงได้ฌานและได้ไปเกิด ในพรหมภูมินั้นก็คือ ก่อนที่โลกจะถูกทำลายแต่ละครั้งย้อนถอยหลังไป ประมาณ ๑ แสนปี มีเทพยดาองค์หนึ่งมีนามว่า โลกพยุหะ ได้มาประกาศ ก้องไปทั่วท้องจักรวาล เพื่อให้ปวงสัตว์ทั้งหลายได้สำนึกตนว่า อีก ๑ แสนปี โลกนี้จะถึงซึ่งความพินาศ และเพื่อให้สัตว์ทั้งหลายได้พ้นไปจากโลกนี้ ก่อนที่โลกจะถูกทำลาย จึงเชิญชวนให้บรรสัตว์ทั้งหลายได้เจริญ พรหมวิหารธรรม ๔ ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เมื่อโลกพยุหเทพเจ้าได้ประกาศไปเช่นนี้แล้ว สัตว์ทั้งหลายจะรู้สึก ตระหนกตกใจ ต่างก็จะละซึ่งอกุศลที่ตนกระทำอยู่โดยฉับพลัน และหัน มาเจริญพรหมวิหารธรรมกันทันที เมื่อสัตว์ทั้งหลายได้ละอกุศลกรรม และมั่นอยู่ในพรหมวิหารธรรมโดยทั่วกันเช่นนี้ อปราปริยเวทนิยกรรม ฝ่ายกุศลก็มีโอกาสสนับสนุน จนกระทำให้สัตว์ทั้งหลายสามารถเจริญ สมถกรรมฐานจนได้บรรลุฌาน อันมีอานิสงส์ให้สัตว์ทั้งหลายได้ไป บังเกิดในพรหมภูมิโดยทั่วกัน ดังที่สาธกหลักฐานกล่าวไว้ใน วิสุทธิมรรคอรรถกถาว่า

อปราปริยเวทนิยกมฺม รพิโต สํสาเรสํสรนฺโต สตฺโต นาม นตฺถิ
ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ไม่มีสัตว์ใดเลยที่จะพ้นไปจากอปราปริยเวทนิยกรรม

อันการที่สัตว์ทั้งหลายจะได้ไปบังเกิดในพรหมภูมินั้น ย่อมแล้วแต่ความ สามารถในการเจริญสมถกรรมฐานของตนๆ แต่อย่างน้อยที่สุด ก็จะต้อง พ้นไปจากเขตการทำลายของโลก คือ

ถ้าสมัยใดโลกถูกทำลายด้วยไฟ ก็ทำลายถึงปฐมฌานภูมิ สมัยนั้นสัตว์ ทั้งหลายจะต้องเจริญสมถกรรมฐานให้ได้ผลถึงทุติยฌานกุศล เพื่อไป บังเกิดในทุติยฌานภูมิ

สมัยใดโลกถูกทำลายด้วยน้ำ ก็ทำลายถึงทุติยฌานภูมิ สมัยนั้นสัตว์ ทั้งหลายจะต้องเจริญสมถกรรมฐานให้ได้ผลถึงตติยฌานกุศล เพื่อไป บังเกิดในตติยฌานภูมิ

สมัยใดโลกถูกทำลายด้วยลม ก็ทำลายถึงตติยฌานภูมิ สมัยนั้นสัตว์ ทั้งหลายจะต้องเจริญสมถกรรมฐานให้ได้ผลถึงจตุตถฌานกุศล เพื่อไป บังเกิดในจตุตถฌานภูมิ (ฌานกุศลที่ได้กล่าวมานี้ หมายถึงฌานกุศล ที่นับตามจตุถนัย)

สำหรับผู้ที่มีอินทรีย์แก่กล้าอาจเจริญสมถกรรมฐานให้ได้ผลสูงยิ่งขึ้นไป จนถึงได้ไปเกิดในภวัคคภูมิ อันจะมีอายุยืนอยู่ในภูมินั้นนานถึง ๘๔๐๐๐ มหากัปป์ก็ได้

การปฏิบัติสมถกรรมฐานได้ อันมีผลให้เกิดในพรหมภูมิอันมีอายุยืนนานนั้น ไม่ใช่เป็นการพ้นทุกข์อย่างจริงจังประการใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้ ทรงสรรเสริญเพราะเป็นการเสียเวลาเปล่า เมื่อสิ้นอานิสงส์แห่งกุศลนั้นแล้ว ก็ย่อมต้องกลับมาเกิดในกามสุคติภูมิ และต่อไปถ้าขาดความสำรวมระวัง ให้ดีแล้ว ก็อาจจะไปสู่อบายภูมิ อันเป็นที่เกิดของสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และดิรัจฉานได้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

อันหลักฐานที่พระพุทธองค์ไม่ทรงสรรเสริญการไปเกิดในพรหมภูมินั้น อาจสันนิษฐานได้จากเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ได้ทรงระลึกถึงท่าน อาฬารดาบสและท่านอุทกดาบสทั้งสอง ก็ปรากฏในพระญาน (ต้นฉบับ ตรงนี้สะกดคำว่าฌานนี้ไว้เช่นนี้ค่ะ - deedi) ว่าท่านทั้งสองนี้ได้ไปปฏิสนธิ ในอรูปพรหมเสียแล้วทั้งสองท่าน จึงทรงพระอุทานว่า "เสียเวลาเสียแล้ว" ดังนี้ เป็นต้น นอกจากนั้น ในสมัยพุทธกาลได้มีพรหมองค์หนึ่งพิจารณา เห็นความเดือดร้อนของบุคคลทั้งหลาย ได้มากราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า บุคคลทั้งหลายเหล่านี้มีความเดือดร้อนเสมือนมีศรปักอยู่ที่ทรวงอก และมีไฟสุมอยู่เบื้องต่ำ ขอให้พระพุทธองค์ทรงหาอุบายที่จะให้บุคคล ทั้งหลายได้พยายามศึกษาสมาธิธรรมเพื่อว่าเมื่อตายแล้วจักได้ไปเกิด ในพรหมภูมิ จะได้เสวยความสุข พ้นจากทุกข์ทั้งปวง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า การเจริญสมาธิธรรมอาจให้ผลดังกล่าวนั้น แต่ว่าไม่ใช่การ พ้นทุกข์อย่างแน่นอน เพราะในพรหมภูมินั้นยังไม่สิ้นโมหะ บุคคลทั้งหลาย ที่มีทุกข์อยู่ก็โดยที่มีสักกายทิฏฐิอยู่ในสันดาน อันอุปมาเท่ากับมีศรเสียบ อยุ่ที่อุระประเทศ มีไฟสุมอยู่เบื้องล่าง บุคคลที่จะถอนออกซึ่งศรที่เสียบ อยู่พร้อมกับรักษาพิษของมันนั้น จะต้องใช้ปัญญาประกอบกับความ พยายาม ถึงพร้อมด้วยสติเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จึงจะสามารถ ถอนสักกายทิฏฐิออกจากสันดานได้ อันนี้จึงจะเป็นการพ้นทุกข์ ได้แน่นอน

ส่วนที่ว่าเมื่อสิ้นอานิสงส์แห่งการเจริญสมถกรรมฐานแล้ว จะต้องกลับมา เกิดในกามสุคติภูมิ และถ้าขาดการสังวรที่ดีแล้ว ก็อาจต้องไปเกิดใน อบายภูมินั้น ตัวอย่างที่จะชี้ให้เห็นง่ายๆ ในขณะนี้ก็คือ การที่ได้ไปเกิดใน พรหมภูมิดังกล่าวมาแล้วนั้น มิใช่เฉพาะเราท่านทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ ณ ที่นี้เท่านั้น แม้บุคคลที่อยู่ในที่อื่นตลอดจนสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย มีจิ้งจก ตุ๊กแก นก หนู ที่เห็นๆ อยู่เหล่านี้เป็นต้น ก็ล้วนแต่ได้เคยไปเกิด ในพรหมภูมิจนนับครั้งไม่ถ้วนมาด้วยกันแล้วทั้งนั้น และเมื่อหมดอานิสงส์ แห่งกุศลนั้นแล้วก็ปรากฏให้เห็นๆ อยู่ดังนี้ ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าการเจริญ สมถกรรมฐานนั้นไม่สามารถจะนำสัตว์ให้พ้นไปจากสังสารวัฏฏทุกข์ได้ อย่างแท้จริงประการใด

ส่วนการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งได้กล่าวว่าเราท่านทั้งหลายไม่เคยได้ ปฏิบัติกันหรือหากจะได้ปฏิบัติมาบ้างก็ยังไมถึงขนาดที่มรรคผลเกิดขึ้น แก่ตนนั้น ก็เพราะการเจริญวิปัสสนากรรมฐานก่อนที่จะถึงซึ่งความสำเร็จ คือ การที่มัคคผลจตจะเกิดขึ้นนั้น จะต้องประกอบพร้อมด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และในโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น ย่อมมี สัมมัปปธานเป็นองค์ประกอบด้วยประการหนึ่ง และองค์หนึ่งแห่ง สัมมัปธาน ๔ นั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า

อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ อุปฺปาทาย วายาโม
ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ความเพียรเพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เคยเกิดให้ เกิดขึ้น อันเราท่านทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารนี้ ย่อมมีชาติความเกิดนับถอยหลังไปไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้น กุศลใดๆ ที่นอกจากโลกุตตรกุศลแล้ว ที่ยังไม่เคยเกิดในสันดานของแต่ละบุคคล นั้น ย่อมไม่มี บรรดาโลกียกุศลทั้งหลายย่อมเคยเกิดมาแล้วทั้งนั้น ฉะนั้น คำว่ากุศลที่ยังไม่เคยเกิดในพุทธวจนะนี้ ย่อมหมายเอา โลกุตตรกุศล เพราะ โลกุตตรกุศลจะเกิดขึ้นได้ก็โดยอาศัยการเจริญ วิปัสสนากรรมฐานโดยเฉพาะเท่านั้น ถึงแม้ว่าชาติคือความเกิด ของแต่ละบุคคล เมื่อนับถอยหลังไปไม่มีที่สิ้นสุดก็ดี แต่โอกาสที่จะ ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานก็ย่อมหาได้ยาก เพราะการเจริญ วิปัสสนากรรมฐานนั้นมีอยู่แต่ในสมัยพุทธกาลอันเป็นเฉพาะกาล ไม่ได้มีอยู่เสมอไป โอกาสที่บุคคลแต่ละคนจะได้ปฏิบัติจึงหาได้ยาก ดังกล่าวแล้วประการหนึ่ง และถ้าเราท่านทั้งหลายได้เคยปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานกันมาจนถึงขั้นมรรคผลเกิดแล้ว เราท่านทั้งหลาย ก็คงจะได้พ้นไปจากสังสารวัฏฏทุกข์นี้แล้ว ไม่จำต้องเวียนว่ายตายเกิด ตลอดมาจนบัดนี้ นี้ก็เป็นข้อยืนยันอีกประการหนึ่ง

การเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่วามีอยู่แต่ในสมัยพุทธกาล นอกสมัยพุทธกาล ไม่อาจเกิดมีขึ้นได้นั้น ถาจะกล่าวอย่างรวบรัดก็อาจกล่าวได้ว่า เพราะการ เจริญวิปัสสนากรรมฐานั้น ต้องมีรูปนามขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ และรูปนามขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นปรมัตถสภาวะนั้น ย่อมมีพระไตรลักษณ์ปรากฏอยู่ เมื่อใช้สติกำหนด รูปนามอยู่อย่างไม่ขาดสายแล้ว พระไตรลักษณ์ ก็ย่อมจะปรากฏ แต่อย่างไร ก็ดี พระไตรลักษณ์ที่จะเป็นอารมณืของวิปัสสนากรรมฐานได้นั้น จะต้อง เกิดจากสัพพัญญุตฌาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะ นอกจาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีใครจะสามารถนำมาสั่งสอนได้ เว้นแต่จะได้ ฟังคำสั่งสอนมาจากพระพุทธองค์ก่อน ดังปรากฏหลักฐานในสัมโมหวิโนทนี อรรถกถาว่า

อนฺตลกฺขณํ ปญฺญาปนสฺส อญฺญสฺส กสฺสจิ อวิสโย สพฺพญฺญุพุทฺธานเมว วิสโย เอวเมตํ อนตฺตลกฺขณํ อปากฏฺํ ตสฺมา สตฺถา อนฺตตลกฺขณํ ทสฺเสนฺโต อนิจฺเจน วา ทสฺเสติ ทุกฺเขน วา อนิจฺจทุกเขหิ วา
ซึ่งแปลเป็นใจความว่า อนัตตลักขณะเป็นวิสัยของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระองค์เดียว ผู้อื่นไม่สามารถสอนได้ เพราะว่าอนัตตลักขณะนั้นสุขุม คัมภีรภาพยิ่งนัก ไม่อาจจะเห็นได้ชัดโดยง่าย ในการเทศนาของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงเทศนาอนิจจังทุกขังก่อน แล้วจังเทศนาอนัตตา ต่อภายหลัง ดังมีเรื่องกล่าวว่า สมัยนอกพุทธกาล มีพระดาบสองค์หนึ่ง นามว่า สรภังคดาบส ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยที่เสวยพระชาติ เป็นพระบรมโพธิสัตว์กำลังสร้างพระบารมีอยู่นั้นเอง ได้ทรงสอนให้สัตว์ ทั้งหลายรู้จักอนิจจังและทุกขัง ส่วนอนัตตานั้นไม่สามารถจะสอนได้ และแท้จริงอนิจจังทุกขังที่ท่านสรภังคดาบสสอนนั้นก็ไม่ใช่อนิจจังทุกขัง แท้ เป็นเพียงอนิจจังทุกขังเทียม เพราะอนิจจังทุกขังที่ท่านสรภังคดาบส สอนนั้น ถือสมมติบัญญัติเป็นอารมณ์ หาใช่ปรมัตถอารมณ์ไม่ เช่น ถ้วยโถโอชามแตกก็สอนว่าเป็นอนิจจัง หรือแม้ที่สุดเมื่อมีสัตว์หรือ บุคคลใดถึงแก่ความตาย ก็สอนว่าลักษณะเช่นนั้นแหละเป็นอนิจจัง ส่วนทุกขังนั้นก็เมื่อบุคคลใดได้รับความลำบาก มีการเจ็บป่วยหรือ ถูกภัยใดๆ เบียดเบียน ก็กล่าวว่านี้แหละเป็นทุกขัง ส่วนอนัตตานั้น ท่านไม่อาจสอนได้

นี้จะเห็นได้ว่า แม้แต่พระบรมโพธิสัตว์ ก่อนแต่การตรัสรู้ซึ่งสัพพัญญุตญาณนั้น ก็ไม่อาจจะสอนพระไตรลักษณ์ให้สมบูรณ์ได้ ถึงแม้การสอนเพียงอนิจจังทุกขัง ก็ถือสมมติบัญญัติเป็นอารมณ์หาใช่ปรมัตถอารมณ์ไม่ อนิจจังทุกขังดังกล่าว นั้นจึงยังหาใช่อารมณ์วิปัสสนากรรมฐานไม่ และการพิจารณาโดยถือสมมติ บัญญัติเป็นอารมณ์เช่นนั้น ไม่อาจเป็นเหตุให้อนัตตาปรากฏเกิดขึ้นได้เลย จึงไม่สามารถอน สักกายทิฏฐิ อันอุปมาเหมือนศรเสียบอยู่ที่อุระประเทศ ออกได้เลย อนัตตาลักขณะจะปรากฏเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการพิจารณา อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะอันเกิดจากปรมัตถอารมณ์ และได้เห็น ลักษณะทั้งสองนั้นอย่างแจ่มชัดแล้ว เมื่อนั้นแหละอนัตตลักษณะ จึงจะปรากฏเกิดขึ้นได้

(จาก 'วิปัสสนาธุระ'
โดย ดร. ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหกัมมัฏฐานจริยะ
พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์
สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม
หน้า ๑๐๗ ถึง ๑๑๓)

+ + + + + + + + + + + + + + +

สมถกรรมฐาน กับ วิปัสสนากรรมฐาน

(๑)
สมถะ
คือธรรมเป็นเครื่องสงบระงับจิต ธรรมยังจิตให้สงบระงับ การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ
วิปัสสนา
คือ ความเห็นแจ้ง คือ เห็นตรงต่อความเป็นจริงของสรรพสิ่ง ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง- ความไม่เที่ยง ทุกขัง- ความ เป็นทุกข์ อนัตตา- ความไม่เป็นของใคร ไม่อยู่ในบังคับบัญชา ของใครทั้งสิ้น) อันสามารถค่อยๆ ช่วยถอนความหลงผิดรู้ผิดใน สรรพสิ่งเสียได้ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัด ภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่เค้าเป็นของเค้าเอง)

(๒)
สมถะ
สมถกรรมฐาน ใช้ 'สมาธิ' ล้วนๆ
วิปัสสนา
วิปัสสนากรรมฐาน ต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบ ๕ ตัว คือ ศรัทธา (๑) วิริยะ (๑) สติ (๑) สมาธิ (๑) ปัญญา (๑) โดยศรัทธานั้นมาคู่กับปัญญา ต้องสมดุลย์ได้ดุลย์กัน และสมาธิกับวิริยะก็คู่กัน คือต้องได้ดุลย์กัน พอดีกัน ส่วนสตินั้น ยิ่งมีมากเท่าไหร่ยิ่งดี

(๓)
สมถะ
สมถกรรมฐานใช้อะไรหลายๆ อย่างกำหนด เช่น บางคนเพ่งสีขาว บางคนเพ่งไฟ บางคนเพ่งสีแดง ฯลฯ (กรรมฐาน ๔๐ = อุปกรณ์
ในการฝึกอบรมจิต สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา ที่ตั้ง แห่งการทำงานของจิต มี กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อัปมัญญา ๔ อาหาเร ปฏิกูลสัญญา; จตุธาตุววัฏฐาน; อรูป ๔) ซึ่งเป็นสิ่งภายนอก (นอกกายและใจของผู้ปฏิบัติสมาธินั้นๆ)
วิปัสสนา
วิปัสสนากรรมฐาน ใช้การดูเข้ามาที่ 'กายและใจ' ของผู้ปฏิบัติ แต่ละคนเอง ไม่ส่งออกนอก (คือ ไม่มีการส่งออกนอกของกาย
และใจของตัวผู้ปฏิบัติเลย) เพราะเหตุว่าต้องมาดู มา มารู้ มามีสติอยู่ ที่สภาวะต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับกายและใจของเรา ณ ขณะปัจจุบัน นี้เอง บุคคลจึงจะสามารถเข้าไปรู้จัก กายและใจของตนนี้ตามความเป็นจริงได้

(๔)
สมถะ
สมถกรรมฐาน - ฝึกให้มากแล้วได้ 'ฌาน' (อ่านว่า 'ชาน' - ฌาน คือ การเพ่งอารมณ์ จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมีสมาธิเป็น องค์ธรรมหลัก)
วิปัสสนา
วิปัสสนากรรมฐาน - ฝึกให้มากแล้วได้ 'ญาณ' (อ่านว่า 'ยาน' - ญาณ คือ ความรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ปรีชากำหนดรู้) เกิด 'ปัญญา' ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา เข้าไปรู้ความเป็นจริงของโลกตามที่เป็นความจริงแท้ๆ

(๕)
สมถะ
เมื่อฝึกสมถะกรรมฐาน จิตจะมีพลังมาก สงบมาก มักเกิดความสุขยิ่ง (ความสุขอื่นใดเหนือความสงบไม่มี) สมถกรรมฐานนี้ แต่ไม่เกิดปัญญา ได้แต่ความสงบ ความสุขอันประณีตในฌาน ได้อภิญญา อาจมีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้ แต่ไม่พาไปพ้นทุกข์ (เพราะการไปพ้นทุกข์ได้ต้องอาศัยสิ่งเดียวคือการสร้างสมให้เกิด
ปัญญารู้แจ้ง รู้เท่าทันตามความเป็นจริงของสรรพสิ่ง)
วิปัสสนา
วิปัสสนากรรมฐาน เมื่อฝึกให้มาก ปฏิบัติกายและใจให้มาก
ก็จะยิ่งเกิด 'ปัญญา' เมื่อปัญญาเกิดมากเข้าๆ ก็จะค่อยๆ รู้เท่าทัน ในความเป็นจริงของสรรพสิ่ง รู้เท่าทันกิเลส เมื่อเริ่มรู้ก็จะเริ่ม เกิดความเบื่อ (ไม่ใช่ความเบื่อแบบโลกๆ) เมื่อเกิดความเบื่อ ก็จะเกิดความหน่าย เมื่อหน่ายก็จะคลาย เมื่อคลายก็จะหลุด เมื่อหลุด (จากกิเลส คือ ประหารกิเลสได้หมด) ก็พ้น (คือพ้นทุกข์ พ้นจาก กิเลส พ้นจากอวิชชา พ้นจากสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิด)

**********************

วิปัสสนากรรมฐาน (ตามแนวสติปัฏฐานสี่) อันเป็น เอกายนมรรค (คือ พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า สติปัฏฐานสี่ เป็นเอกายนมรรค คือ ทางสายเอก ทางสายเดียว สู่การพ้นทุกข์ - ก็คือทางแห่งปัญญา นี้เอง) นี้ สามารถทำให้ 'ปัญญา' ตัวดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริงก็ด้วย การปฏิบัติตัวปฏิบัติใจของเราแต่ละคนด้วยตัวเอง ดังพระพุทธเจ้า ทรงกล่าวไว้ว่า "ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น แต่เธอทั้งหลาย ต้องทำเอาเอง"

ดังนั้น ด้วยการฝึกสติปัฏฐานสี่ (คือ พยายามฝึกสติให้มีสติรู้ตัว ทั่วพร้อมในกายและใจของเราเอง) และวิปัสสนากรรมฐานนี้เอง ที่จะพาบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปสู่การเกิดปัญญา และไปสู่การ พ้นทุกข์ได้จริงในที่สุด

-สรุปสั้นๆ อีกทีว่า-

วิปัสสนาและสติปัฏฐานสี่ เป็นเรื่องของการฝึกฝนกายและใจ เจริญทาน-ศีล-ภาวนา ไปพร้อมๆ กัน กับการเจริญสติการเจริญ วิปัสสนา และด้วยการค่อยๆ ฝึกฝนสั่งสมอบรมเหตุปัจจัยนี้เอง บุคคลก็จะค่อยๆ เข้าไปเกิดปัญญารู้ เป็นการค่อยๆ รู้ ค่อยๆ ลด ค่อยๆ ละและค่อยๆ เลิกจากการตกเป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของอวิชชา ซึ่งต้องทำกันข้ามภพข้ามชาติ เรียกว่าเป็นการค่อยๆ สั่งสมอบรมบารมี (บารมีก็คือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุ

จุดหมายอันสูงยิ่ง) เพื้อเป้าหมายอันสูงสุด เลิศสุด คือ การพ้นทุกข์ การหมดสิ้นกิเลส อันเป็นความสุขที่สุด ประเสริฐที่สุด นั่นเอง

วิปัสสนาจะดูสิ่งที่เคลื่อน คือกายและใจ ที่ทำโน่นทำนี่ มีอาการโน่นนี่ เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ และ ดับไป อยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรนิ่งอยู่กับที่ เช่นยืน ขยับ เดิน นั่ง นอน เปลี่ยนท่า เปิด คิด หงุดหงิด พอใจ สุข ไม่พอใจ สบาย ร้อน หนาว ฯลฯ

ส่วนใจก็มีธรรมชาติของเค้าคือ 'การคิด' เค้ามักคิดโน่นคิดนี่ซัดส่ายไม่เคยได้หยุด ไม่ได้พัก กายก็เช่นกัน จะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด -ยืนแล้วก็เดิน -เดินเมื่อยก็นั่ง -นั่งเมื่อยก็นอน -นอนเมื่อยก็ลุกมาเดิน จะเห็นว่า จะมีเหตุและปัจจัยให้กายและใจ เคลื่อนอยู่เสมอ

และด้วยการมาตามดู ตามรู้ ตามสังเกตความ เคลื่อนไป ความแปรเปลี่ยนไป ของกายและใจ ของเราแต่ละคนเองนี่เอง โดยตามรู้ ตามมีสติ ดูเค้าไปเรื่อยๆ ตามที่เค้าเป็นของเค้าจริงๆ ตามที่เค้าเคลื่อนและเลื่อนไหลไปเรื่อยๆ นี่เอง ที่จะทำให้บุคคล สามารถพบความเป็นจริงจริงๆ ในกายและใจของตน

สำหรับคำถามว่าควรปฏิบัติอะไรก่อน ก็อยากจะแนะนำ (ตามความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ) ว่าเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้มาพบพระพุทธศาสนาแล้ว (ท่านว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นเรื่องยากนักหนา แล้วก็การได้มีโอกาสมาพบพระพุทธศาสนาเช่นนี้ ยิ่งยากเข้าไปใหญ) อยากแนะว่าน่าจะฝึกวิปัสสนา กรรมฐานไปเลย โดยที่ในการทำวิปัสสนาก็จะต้องมี สมาธิร่วมด้วยอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ใช่สมาธิที่ลึกมาก เหมือนการฝึกสมาธิอย่างเดียว

ที่แนะนำเช่นนี้ เพราะแก่นของพระพุทธศาสนา คือการมุ่งพ้นทุกข์ และตัวที่จะสามารถเป็นบาทเป็นฐานให้บุคคล สามารถพ้นทุกข์ได้จริงๆ ก็คือ วิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวสติปัฏฐานสี่ นี้ละค่ะ เป็นเอกายนมรรค

 

หากต้องการสนทนาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือข้อธรรมอื่นใด
คุยกันได้เสมอที่ ห้องสนทนาธรรม ค่ะ

| deedi_deedi@email.com |
1