ดังนั้น ในฐานะผู้มุ่งเดินตามแนวทางของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง กล่าวคือ
มุ่งมองและตั้งใจไปที่แก่นแห่งพระธรรมนี้ นั่นคือว่าด้วยทุกข์-เหตุแห่งทุกข์-
วิธีการปฏิบัติตนให้ออกจากทุกข์ได้-และพ้นทุกข์ได้ในที่สุด แล้ว อะไรๆ ก็จะ
เป็นไปอย่างเรียบง่าย
อาทิ การมุ่งเป็นผู้อยู่ในศีล ก็สามารถทำได้อย่างเรียบง่าย ด้วยการตั้งใจมั่นที่จะอยู่ในศีล
ถือเอาความตั้งใจเป็นสำคัญ และให้ความสำคัญกับการลงมือกระทำตนจริงๆ คือมุ่งทำตน
ให้ไม่พลั้งเผลอผิดหรือพร่องในศีลทุกข้อที่ตั้งใจจะถือเป็นสำคัญ (แล้วแต่ว่าจะตั้งใจ
ถือศีลอะไรก็ตาม) หรืออาจสมาทานศีลหน้าพระพุทธรูปด้วยตนเอง เท่านั้น
ครูบาอาจารย์ก็บอกว่าพอแล้ว ดีด้วยเพราะว่าถือว่าเป็นการตั้งใจออกมาจาก
ใจของบุคคลนั้นๆ เอง ไม่ต้องมีใครมาบอก มาชี้แนะ มาสั่งหรือบังคับหรือ
ไม่ต้องสมาทานศีลแค่พอเป็นพิธี แต่มีความตั้งใจจริงเป็นหลักสำคัญ
ท่านเรียกว่า 'สัมปัตตวิรัติ' คืองดเว้นเอาเอง (งดเว้นจากการทำบาปทั้งปวง
ตามที่ศีลนั้นๆ ระบุ อาทิ ศีลห้า)
ดังนี้ จะเห็นว่าที่แท้จริงแล้ว ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจและการกระทำหรือ
การวางตัวของเราเองเป็นสำคัญ เป็นเอก เป็นเรื่องหลัก เป็นแก่น
อย่างไรก็ตาม ในฐานะสมาชิกส่วนหนึ่งของตัวบุคคล ครูบาอาจารย์ก็สอน
เอาไว้ว่า ศาสนานั้นมีทั้งเปลือกทั้งแก่นและกระพี้ เปรียบดังต้นไม้ ถ้ามีแต่
แก่นต้นไม้ก็อยู่ไม่ได้ ก็ต้องมีเปลือกด้วย เป็นต้น ดังนี้บางครั้งเรื่องของ
พิธีการ พิธีกรรมต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องมีบ้างอย่างพอดี อย่างพอเหมาะพอดี
ไม่มากจนเกินไป ไม่รกรุงรังจนเกินไป อาจเพื่อเป็นการจัดระเบียบสังคม
ในคนหมู่มาก หรืออาจเป็นไปเพื่อเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งที่สมควรแก่ธรรม
เรื่องนั้นๆ ประเด็นนั้นๆ ดังนั้นเพียงให้ทราบว่าอะไรเป็นเปลือก อะไรเป็นแก่น
อะไรเป็นกระพี้ แล้วมุ่งประเด็นไปที่แก่น ตระหนักรู้ว่าแก่นอยู่ตรงไหน
มั่นใจและเดินไปตามแก่นแกนที่มุ่งหมายแล้ว ส่วนส่วนประกอบอื่นๆ
จะมีบ้าง ก็รับและเข้าใจได้ เพราะทราบดีอยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร
และปฏิบัติตรงส่วนไหนเพื่ออะไร เช่น รักษาทั้งเปลือกแก่นและกระพี้เอาไว้
เพื่อรักษาชีวิตต้นไม้ทั้งต้นโดยรวมให้อยู่รอดปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เพื่อถนอมรักษาแก่นเอาไว้ให้มั่นคงถาวรสืบไป