นรก สวรรค์ ภพภูมิ

 

พุทธศาสนาพูดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร พูดถึงเรื่องภพภูมิ เอาไว้ ว่าสรรพสัตว์เวียนว่ายตายเกิดมายาวนานเพราะมีอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เป็นเหตุให้เวียนเกิด เวียนตาย เวียนทุกข์ เวียนโลภ โกรธ หลง เวียนไม่รู้ ฯลฯ อยู่ในสังสารวัฏหรือวัฏสงสาร (Wheel of Birth/ Wheel of Rebirth)

สังสารวัฏหรือธรรมฝ่ายทุกข์ ธรรมฝ่ายโลก (โลกียธรรม) ในคติพุทธพูดเอาไว้ ว่ามีอยู่แบ่งอย่างย่อยๆ ได้ ๓๑ ภพภูมิ หรือแบ่งหยาบๆ ได้ ๖ ภพภูมิ คือ
ก.
ทุคติภูมิ
มี ๓ คือ
นรก (๑) เปรตและอสุรกาย (๑) สัตว์เดรัจฉาน (๑)
ข.
สุคติภูมิ
มี ๓ คือ
มนุษย์ (๑) สวรรค์ (๑) พรหม (๑)

ทั้ง ๖ ภพภูมินี้จัดเป็น 'ทาง ๖ สาย' ในสังสารวัฏหรือในโลกียภูมิ แต่ยังมีทางอีกสายหนึ่งที่เรียกว่าเป็นทางสายที่ ๗ อันนี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกสังสารวัฏ นอกวัฏฏสงสาร เป็นทางสายประเสริฐ อันพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เป็นโลกุตตรธรรม เป็นโลกุตตรภูมิ
นั่นก็คือ พระนิพพาน (หรือการดับกิเลสได้หมดสิ้น หรือการสิ้นกิเลส) นั่นเอง

อย่างย่อๆ สำหรับเรื่องภพภูมิต่างๆ ในสังสารวัฏ ก็คือ ทำไม่ดี มากไปด้วยไฟโกรธ มากไปด้วยโทสะ หรือผิดศีลแต่ละข้อ อย่างร้ายแรงก็ไปสู่นรก ทำไม่ดี มากไปด้วยโลภะ ความห่วงหวงสิ่งของทรัพย์สิน ความตระหนี่ ก็ไปสู่เปรตหรืออสุรกาย ทำไม่ดี มากไปด้วยโมหะ ก็ไปสู่สัตว์เดรึจฉาน (ย่อหน้านี้เขียนเอาตามที่พอจะจำได้ หากผิดพลาดประการใดในรายละเอียด โปรดอภัยให้ด้วยนะคะ)

อยากจะเชิญชวนว่าหากสนใจจะลองอ่านให้พอได้ภาพทั้งหมดของทั้ง ๓๑ หรือทั้ง ๖ ภพภูมิสำคัญที่มีอยู่ในวัฏฏสงสารนี้ รวมทั้งทางสายที่ ๗ คือ พระนิพพาน นี้ อยากจะเชิญชวนให้อ่านไฟล์ ภูมิวิลาสินี ดิฉันย่อมาจาก หนังสือเรื่อง 'ภูมิวิลาสินี' ของพระพรหมโมลี ซึ่งมีรายละเอียดและข้อมูลจาก พระไตรปิฎก มีที่อ้างอิงและเป็นเนื้อหาที่ฟังมีเหตุมีผล น่านำมาคิดพิจารณา ต่อไป เพื่อให้เข้าใจภาพรวมอีกภาพหนึ่งของสังสารวัฏอันน่ากลัว มีแต่โทษ มีแต่ทุกข์ภัยนี้ (เรื่องภูมิวิลาสินีนี้ยาวมาก ขนาดย่อมาแล้ว แต่หากอ่านได้ สักรอบ ก็จะนับว่าได้อ่านผ่านๆ ตาเอาไว้นะคะ ชวนให้ลองอ่านกันดูค่ะ)

กดอ่านภูมิวิลาสินี ตรงนี้ค่ะ

+ + + + + + + + + + + + + + +

การนำเรื่องของนรก-สวรรค์ สวรรค์ในอกนรกในใจ หรือเรื่องภพภูมิต่างๆ มาสนทนากันในโฮมเพจนี้ เป็นเพราะว่า หากจะเข้าใจหรือเข้าถึงแก่นของธรรมะ ได้ ก็ควรต้องเห็นภาพหรือเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องของ วัฏฏสงสารหรือสังสารวัฏ การศึกษาเรื่องภพภูมิต่างๆ จะช่วยให้พอเห็นรูปแบบ แนวทางในการสร้างกรรม (กรรมมีทั้งกรรมดี กรรมชั่วและกรรมกลางๆ คือ ไม่ดีไม่ชั่ว) ทั้งนี้ ตามที่คติพุทธเน้นเสมอถึงเรื่องของ 'ปัจจุบัน'

'ปัจจุบัน' เกี่ยวโยงกับ อดีตและอนาคต

กล่าวคือ อดีตนั้น กระทำไปแล้ว ก็ให้ผลเป็นปัจจุบัน จะกลับไปแก้อดีตเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่ปัจจุบันต่างหากที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นโอกาสในการสร้างเหตุ กล่าวคือ หากใครอยากไปดี ไปทางสว่าง ไปทางที่สบาย เป็นสุข ก็ให้หมั่นเป็นคนดี ทำความดีในปัจจุบัน (ความดีก็มีให้ศึกษาอีก ว่าจะทำความดีแบบโลกๆ ความดีแบบยังเวียนว่ายตายเกิด ยังมีความสุขกับการเวียนว่ายตายเกิด คือ เกิดให้ดี เกิดให้มีความสุข ฯลฯ ก็ได้ หรือจะเลือกทำความดีแบบที่มุ่งออกจากทุกข์ พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ในสังสารวัฏ ก็ได้อีก มีบอกมีแนะนำไว้หมดในพระธรรม)

เหล่านี้เป็นเหตุผลทั้งปวงที่นำเรื่องนรก-สวรรค์และภพภูมิต่างๆ มานำเสนอไว้ในโฮมเพจนี้

+ + + + +

ส่วนเกร็ดข้อคิดแนวคิดย่อยๆ ต่างๆ เกี่ยวกับนรก สวรรค์ หรือที่มักจะพูดกันว่า สวรรค์ในอกนรกในใจ ฯลฯ นั้น เคยสนทนาธรรมโดยเฉพาะเรื่อง นรก-สวรรค์ เรื่อง สวรรค์ในอก-นรกในใจ ไว้กับเพื่อนๆ ผู้สนใจในธรรมในหลายๆ ที่ หลายครั้ง และได้เก็บรวบรวม คำสนทนาเหล่านั้นเอาไว้ ขอนำมาใส่ไว้ในนี้พอเป็นอีกแนวคิด อ่านกันพอผ่านๆ ตานะคะ

สวรรค์ในอก นรกในใจ หรือมีนรกสวรรค์จริงๆ

คำตอบจากประสบการณ์ส่วนตัว

เวลาที่ดิฉันพูดว่าเชื่อในสวรรค์นรก นั้น ไม่เคยพูดว่าเคยเห็นสวรรค์หรือนรกด้วยตัวเองจริงๆ เลยค่ะ และถ้าใครถามก็คงจะขอไม่ตอบว่าเคยเห็นไหม เพราะนิมิตต่างๆ นั้น "เห็นจริงๆ แต่สิ่งที่เห็นอาจจริง หรือไม่จริงก็ได้" (ส่วนมากจะไม่จริงเสียด้วย เพราะมักเป็น การปรุงแต่งของจิต) ที่ไม่ตอบเพราะไม่มีประโยชน์ที่จะตอบ เพราะยังไม่รู้จริงชัดแจ้ง

แต่ที่มักจะบอกว่าเชื่อทั้ง "สวรรค์ในอก นรกในใจ" และเชื่อใน "นรก สวรรค์" ตามคติพุทธ นั้น เห็นหรือไม่เห็นด้วยตา (ที่เปิดหรือปิดอยู่ก็ตาม) ไม่สำคัญ แต่สามารถเห็นได้จากธรรมะที่ปฏิบัติ เมื่อได้ธรรมะจากการปฏิบัติเป็นประสบการณ์อันพระพุทธองค์ ทรงกล่าวไว้แล้วว่า เป็น "ปัจจัตตัง" คือ รู้ได้เฉพาะตัวแล้ว ก็จะค่อยๆ เข้าใจตัว เข้าใจกายและใจ เข้าใจใน "โลก" (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เข้าใจเรื่องกรรม เมื่อเข้าใจเรื่องกรรมก็จะ พลอยเข้าใจเรื่องเวียนว่ายตายเกิด เมื่อเข้าใจเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ก็จะเห็นสวรรค์นรกตอนนั้นแหละค่ะ เห็นได้ด้วยใจ ด้วยความเข้าใจ

ดังนั้นที่พูดอยู่ตลอดเวลานั้น เป็นการเชื่อด้วยใจ เชื่อจากเหตุผลที่ใจสัมผัสได้ ไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมเลยค่ะ นามธรรมล้วนๆ ที่เชื่อ

นี่ตอบตามคติพุทธนะคะ

+++++

(ช่วงนี้สนทนาเรื่องประมาณว่า ถ้าหากว่าความดีความชั่วเป็นสากล
นรกสวรรค์เป็นสากล ฯลฯ แล้วฝรั่งหรือชาติอื่นที่ตายแล้วฟื้นนั้น เห็นสวรรค์และนรกแบบเดียวกับชาวพุทธเห็นหรือเปล่า หากเป็นสากลจริง)

คงต้องแจกแจงคำว่า สากล เสียก่อน

อย่างเช่น อัตภาพมนุษย์ เป็นสากล เช่นไร ก็คือมีประกอบไปด้วยกายและใจ มีสองแขน สองขา มีศีรษะ มีหน้าตา มีหู มีอวัยวะภายใน ๓๒ ไม่ว่าเราจะใช้บัญญัติ (คือ การตั้งชื่อ) อย่างไร จะเรียก 'มนุษย์' 'man' 'human-beings' ก็รู้กันว่าหมายถึงอะไร

'ต้นไม้' หรือ 'tree' หรือภาษาใดจะเรียกอะไร ก็ เป็นต้นไม้

อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ก็เช่นกัน ความสุข หรือ 'happiness' ความทุกข์ ความเจ็บปวดทางกาย ความริษยา ความโกรธ ความสงสาร ความเมตตา ความดีใจ เป็นต้น เป็นเรื่องที่ผู้เป็นมนุษย์ก็ย่อมรับรู้ได้ มีอารมณ์ต่างๆ อันเป็นสากลนี้เหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะทราบบัญญัติหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเรียกชื่อถูกหรือไม่ก็ตาม

นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง ในหมู่มนุษย์ด้วยกัน

...

ที่นี้ ลองกลับมาดูกันที่ภาษาหรือความรู้สึกสากลระหว่างสรรพสิ่ง อันนี้พูดยาก ต้องอ้างอิงสิ่งที่ได้ยินได้ฟังได้ศึกษามาเพราะยังไม่รู้เอง อย่างที่ท่านว่า จริงๆ สรรพสิ่งสามารถสื่อกันด้วยจิต เป็นภาษาของใจ เป็นคลื่น ขอพูดสั้นๆ นะคะ เดี๋ยวจะนอกเรื่องไป อย่างเช่น จริงๆ เราสามารถสัมผัสความรู้สึกของสัตว์ต่างๆ หรือที่เค้าทดลองกันว่า ต้นไม้ก็ชอบฟังเพลง ชอบให้ดูแลเอาใจใส่ ชอบคำพูดเพราะๆ อ่อนโยน (คลื่นที่ดีๆ พลังที่ดีๆ - หรือเปล่า) หรืออย่างเช่นได้ยินกันบ่อยๆ ว่าพระที่มีอภิญญา ท่านสามารถพูดคุยกับสัตว์ต่างๆ หรือสิ่งมีชีวิตในรูปแบบอื่นๆ ที่คนธรรมดาสัมผัสไม่ได้ ก็น่าจะคุยด้วยภาษาใจนี่แหละนะคะ

อย่างวิชาทางจิตหลายๆ วิชา คนไทยหรือชาติไหนเรียน ก็เห็นใช้ได้เหมือนๆ กัน แม้จะเรียกต่างกัน เช่น คนฝรั่งเรียก universal energy คนไทยเรียก พลังจักรวาล อะไรทำนองนี้เป็นต้น

...

ทั้งสองส่วนนี้มารวมกันละค่ะ ที่ดิฉันว่าเป็นสากล สรุป เมื่อความเกิดเป็นสากล เอามนุษย์แล้วกัน ก็ล้วนต้องคุณแม่ตั้งท้อง คุณแม่คลอดออกมา คราวนี้แหละ บางชาติ ก็ได้ยิน ว่า อุแว้ๆ ชาติอื่นๆ เค้าก็ได้ยินเป็นภาษาของเค้าไป (เริ่มแตะบัญญัติ)

ดังนั้น ความตายก็เป็นสากล อาการตายมันน่าจะเหมือนๆ กันนะ เพียงแต่ว่า สัญญา (คือความจำได้หมายรู้) และบัญญัติ (ชื่อ ที่เรียกสิ่งต่างๆ อาการต่างๆ) ไม่เหมือนกัน เพราะสั่งสมกันมา ยาวนานตลอดชีวิต ดังนั้น คนฝรั่งสิ้นชีวิตแล้วกลับมาเล่า ก็จะเล่าถึงสวรรค์ขาวๆ สว่างๆ นางฟ้า เทพบุตรมีปีก

ถ้าเป็นคนไทย ชาวพุทธไปแล้วกลับมาเล่า ก็มักเป็นสวรรค์สว่างๆ มีปราสาทสีทองๆ มีนางฟ้าเทพยดาใส่ชฎา อะไรประมาณนั้น แต่ที่จริง ก็ สวรรค์ เหมือนกัน จะพูดอะไรออกไปเยอะ ก็ยังพิสูจน์ด้วยตัวเองไม่ได้

ส่วนบางทีฝรั่งที่มีประสบการณ์ตายแล้วกลับมาเล่า มักเล่าถึงอุโมงค์ที่ยาวๆ และแสงสว่าง มักเป็นสีขาวๆ แต่ของคนไทย มักพูดถึงสวรรค์เลย อันนี้ ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกัน

แต่ถ้าเป็นนรก มักเล่าเหมือนๆ กันนะ แปลกมั้ยคะ คนไทยก็มีนรกแบบปีนต้นงิ้ว ของฝรั่งก็รู้สึกจะมีนะ (ไม่แน่ใจเหมือนกัน) ถึงแม้ยมพบาล หรือ พญายม จะเป็นแบบไทยกับฝรั่งต่างกันอีกแล้ว ก็เพราะคนกลับมาเล่ายังไม่ตาย เล่าแบบมนุษย์ ซึ่งต้องไปรู้ ไปเห็น ไปสัมผัส ด้วยทวารทั้ง ๖ และเท่าที่ ความสามารถของทวารทั้งหก มีให้ รวมทั้งสัมผัสด้วย สัญญา สังขาร และ วิญญาณ แบบมนุษย์ๆ แล้วก็กลับมาเล่าด้วยสัญญา สังขาร และ วิญญาณ แบบมนุษย์ๆ อีก

แต่ประสบการณ์ส่วนตัวนั้นพอมี พอที่จะยันว่าตัวเองเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูดไป

+++++

กระทู้สนทนาเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์หรือสวรรค์ในอกนรกในใจ เพิ่งมีในห้องสมุดนี้เมื่อเดือนก่อน ดิฉันก็เลยขอยกเอาที่ตัวเองตอบไว้เมื่อเดือนก่อน มาปรับแต่งเล็กน้อยให้เข้ากับคำถามในกระทู้นี้มาตอบใหม่เลยค่ะ :>

***************************

เริ่มด้วยเห็นแบบ "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" ก่อนก็ได้ค่ะ

ทำดีได้ดีจริงมั้ย ลองดูตัวเองเวลาได้ช่วยคนที่ตาบอด ข้ามถนนสิคะ ว่าสุขใจแค่ไหน

ทำชั่วได้ชั่วจริงหรือไม่ ลองดูว่าถ้าโกหกคุณแม่ว่าสอบได้ทั้งที่สอบตก (ขออภัย อยากยกอะไรที่เห็นชัดๆ น่ะค่ะ) จะมีความสุขไหม ใจจะอิ่มเอิบหรือจะร้อนรน

ที่แน่ๆ ทำดีได้ดี - ได้สร้างกุศลกรรมจริงๆ ทำชั่วได้ชั่วแน่ - ได้เพิ่มอกุศลกรรมให้กับตัวเอง

***************************

ถาม

ผมขอถามว่า ฝรั่ง หรือชาติอื่นที่ตายแล้วฟื้นนั้น เห็นสวรรค์และนรก แบบเดียวกับชาวพุทธเห็นหรือเปล่าครับ หากเป็นสากลจริง

ตอบ

ที่ยก "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" ขึ้นมานั้น เป็นเพราะเป็นระดับความคิด ความรู้สึกและความจริง ในระดับที่ใครที่เกิดเป็นมนุษย์ ก็รู้สึก รับรู้ได้เสมอกัน เป็นสากล

โดยส่วนตัวดิฉันนั้นสมัครเป็นนักเรียนวิชา ของพระพุทธองค์อย่างไม่มีเงื่อนไขแล้ว ไม่มีกังขาแล้ว เพราะศึกษามาพอควร ปฏิบัติมาจนคิดว่า พอได้คำตอบที่ตัวเองเชื่อได้ว่าจริงแล้ว

รวมทั้งจากประสบการณ์หลายๆ อย่าง พบว่า มีหลายอย่าง ที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยตา แต่ก็มีอยู่จริง หลายอย่างที่ไม่อาจสัมผัสได้ด้วยหู จมูก ลิ้น กาย ก็มีอยู่จริง

สำหรับดิฉัน "สวรรค์ นรก มีจริงค่ะ" ทางทั้งเจ็ดสายคือ นรก เปรตอสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ สวรรค์และพรหมโลก มีจริง และทางแห่งการพ้นทุกข์หรือการถึงที่สุดแห่งทุกข์ คือ พระนิพพาน ล้วนมีจริง (ถ้าอยากอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับภพภูมิทั้งเจ็ด ดิฉันมีข้อมูลที่พิมพ์ไว้แล้วนะคะ ยาวมาก แต่ถ้าอยากอ่านก็ บอกมาได้ในกระทู้นี้ ดิฉันจะได้พยายามหาวิธีให้ได้อ่านกันค่ะ)

"ดีชั่ว มีจริง" "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นจริง" ค่ะ

+++++

สาธุค่ะ

ดิฉันเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเต็มร้อย จะมาบอกว่าดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ ถือเอาพระไตรปิฎกเป็นสรณะ เป็นหลัก อย่างมั่นคงทั้งพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ถึงแม้จะยังอ่านและศึกษา ไปได้นิดเดียวค่ะ (นี่คือหลังจากศึกษา สงสัย หาเหตุผล มาจนแน่ใจแล้วว่าจะเชื่อ ไม่ได้เชื่อแบบงมงาย)

เห็นด้วยกับที่กล่าวเรื่องแก่นของพระพุทธศาสนา ขอเสริมกระทู้นี้นิดว่า นรก-สวรรค์ เป็นเรื่องดีควรศึกษา แต่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด คือวิชาอันประเสริฐที่ พระพุทธองค์ทรงค้นพบ เพื่อนำมาโปรดเหล่าสัตว์ ให้พ้นทุกข์ก็คือวิชาสติปัฏฐานสี่ อันต้องลงมือปฏิบัติเองด้วยตน จึงจะได้ ให้มีสติรู้ กาย เวทนา จิต ธรรม ในปัจจุบันขณะ เมื่อมีสติรู้ เมื่อสติคมชัดเข้า ก็จะรู้จักกายนี้ใจนี้ (โลก คือ ขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ) เห็นพระไตรลักษณ์ เห็นทุกข์ เห็นโทษภัย ในวัฏสงสาร แล้วก็จะเห็นคำตอบเรื่องนรกสวรรค์ ได้เองโดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องค้นหาเลยค่ะ เห็นได้แบบรู้แจ้งด้วยปัญญาที่ไม่ใช่ปัญญาแบบโลกๆ เพียงมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะของกายนี้ใจนี้ให้มากที่สุด

พระพุทธศาสนาใกล้จะหมดลงแล้ว พระธรรมแท้มีแต่จะเลือนลางไป ปนเปไป ตอนนี้ทางแท้ๆ ชัดๆ ยังอยู่ ขอเชิญพวกเรามาเร่งปฏิบัติตนกันดีกว่า เพราะเมื่อเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ผลนั้นจะแผ่ออกไปถึงคนใกล้ชิดและขยายกว้าง ออกไปเรื่อยๆ แน่นอน

 

หากต้องการสนทนาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือข้อธรรมอื่นใด
คุยกันได้เสมอที่ ห้องสนทนาธรรม ค่ะ

| deedi_deedi@email.com |
1