+ + + + + + + + + + + + + + +
โดยทั่วๆ ไปในทางธรรม เวลาพูดกันถึงคำว่า 'นิมิต' เรามักหมายถึง
นิมิตในการปฏิบัติธรรม (จากข้อ ๓ ข้างบน ส่วนที่พูดว่า 'ภาพที่เห็น
ในใจของผุ้เจริญกรรมฐาน') คือสิ่งที่ผู้เจริญกรรมฐานมักจะเห็นหรือ
สัมผัสในขณะที่กำลังปฏิบัติกรรมฐาน เช่นเห็นสิ่งต่างๆ ขณะกำลัง
หลับตานั่งสมาธิ
นิมิตเหล่านี้ ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่าเห็นจริงๆ คือบุคคลที่กำลังทำ
กรรมฐานเห็นสิ่งเหล่านั้นจริงๆ แต่สิ่งที่เห็นนั้นมักจะไม่จริง ไม่ใช่
เป็นของจริง อาทิ เห็นต้นไม้ ป่าเขา เทวดา ผีปีศาจน่ากลัว ฯลฯ
ผู้ที่เห็นนิมิตเหล่านี้ หากเป็นผู้มีจิตอ่อน กลัวง่าย ตกใจง่ายประกอบกับ
ความไม่รู้คืออาจไม่มีผู้ที่รู้ตรงรู้ถูกต้องมาคอยชี้แนะ หากเจอหรือเห็น
สิ่งที่น่ากลัวก็อาจขาดสติไปได้จริง หรือบางครั้งก็เห็นแสงสีเสียงต่างๆ
ทำให้เข้าใจผิดเอาว่าตนเองบรรลุธรรม สำเร็จแล้ว เป็นต้น อันนี้ก็
ทำให้ขาดสติ เข้าใจผิด เหมาเอาผิดๆ สำคัญผิดไปได้ก็มี
เหล่านี้เป็นอีกเหตุผลว่า เหตุใดผู้ปฏิบัติจึงควรมีครู จึงควรแสวงหาครู
ที่รู้ดีรู้ตรงรู้ถูกต้องตามแนวทางที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็เพื่อจะได้มีครูเหล่านี้
คอยประคับประคองชี้แนะแนวทางเมื่อถึงทางแพร่งทางแยกหรือถึง
จุดที่อาจมีอันตรายหรืออาจทำให้ไขว้เขวเข้าใจผิด สำคัญผิดไปได้
ในการปฏิบัติ (ซึ่งมีอยู่หลายจุด หลายตอน)
เหล่านี้ เป็นอีกเหตุผลว่า เหตุใดพระพุทธองค์จึงทรงแนะแนวทางแห่ง
ปัญญาและสัมมาทิฏฐิเอาไว้ว่า จะต้องประกอบไปด้วยศีล-สมาธิ-ปัญญา
กล่าวคือ บุคคลควรเริ่มด้วยการมีศีลก่อน เมื่อเรามีศีลที่มั่นพอสมควรแล้ว
อยู่ในศีลแล้ว พร้อมกับมีครูดีมีเมตตาและรู้จริงมาคอยประคับประคองชี้แนะ
อยู่ด้วย ก็จะเหมือนมีเกราะป้องกันภัยอันตรายใดๆ จากการปฏิบัติ
โดย ศีล จะเป็นเครื่องสร้างความมั่นใจ สร้างความอุ่นใจให้กับผู้ปฏิบัติ
ว่าตนเป็นผู้อยู่ในคุณความดี ไม่ได้คิด-พูดหรือทำร้ายล่วงเกินชีวิตอื่นใด
ไม่ว่าทางกาย วาจาหรือใจ เมื่อศีลบริสุทธิ์ก็ไม่เกรงกลัวไม่หวั่นเกรง
ภัยอันตรายใดๆ จิตใจอบอุ่นมั่นคง พร้อมต่อการมุ่งเดินหน้าปฏิบัติธรรม
ปฏิบัติกรรมฐานเพื่อให้เกิดปัญญาขจัดทุกข์โทษภัยในวัฏฏสงสารได้ยิ่งๆ ขึ้นไป
การรับมือกับนิมิต
ในโฮมเพจนี้เน้นเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญา ตามแนววิปัสสนากรรมฐาน
ดังนั้น วิธีรับมือกับนิมิตนี้ เป็นวิธีรับมือกับนิมิตสำหรับการปฏิบัติธรรม (เดินจงกรม
นั่งสมาธิและมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในอาการของกายและใจ) ตามแนววิปัสสนา
กรรมฐานและสติปัฏฐานสี่เท่านั้น ไม่ใช่สำหรับการปฏิบัติกรรมฐานเพื่อมุ่งเอาสิ่งอื่น
อาทิ มุ่งเอาฌาน (การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิหรือสมาธิ
ที่ลึกดิ่งมาก) การมุ่งเอาอิทธิฤทธิ์ใดๆ เช่นหูทิพย์ ตาทิพย์ แสดงฤทธิ์ได้ ฯลฯ
วิธีรับมือกับนิมิต
ขณะที่ทำกรรมฐานอย่างมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่นั้น หากเกิดนิมิตทางตา จะแบ่งออกได้
เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ เห็นสิ่งมีชีวิต (๑) หรือเห็นสิ่งไม่มีชีวิต (๑)
ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตใดๆ อาทิเห็นต้นไม้ ภูเขา ลำธาร ตึก บ้าน ฯลฯ ก็กำหนดรู้ว่ามีรูป
มาสัมผัสกับตา กำหนดรู้อาการเห็นนั้น ประมาณไม่เกิน ๗-๘ ครั้ง ไม่ควรอยากรู้
ไม่ควรตามไปดู ไม่ควรเพลิดเพลินไปกับสิ่งนั้น กำหนดรู้ว่าเห็นแล้วก็วางการเห็นนั้นลง
กลับมาเอาใจจรดจ่อตามดูอาการของอารมณ์กรรมฐานต่อไป อาทิ กำหนดรู้ลมหายใจ
กำหนดรู้อาการพองยุบที่ท้อง ฯลฯ
ถ้าหากเห็นสัตว์ สิ่งมีชีวิต เห็นคน เห็นสิ่งที่เรียกกันว่าผี หรือเห็นเทวดา ฯลฯ ที่ล้วน
เป็นสิ่งมีชีวิตในอัตภาพใดอัตภาพหนึ่ง ก็กำหนดสติรู้ว่ากำลังเห็น แล้วกำหนดรู้อาการ
เห็นนั้นไป ถ้าอยากรู้หรือสงสัยว่าเป็นอะไร หรือเกิดความกลัวสิ่งที่เห็น กลัวอันตราย ฯลฯ
ก็กำหนดรู้ไปตามความเป็นจริง เช่น กำหนดรู้ใจที่อยากรู้ กำหนดรู้ใจที่สงสัย กำหนดรู้
ใจที่กลัว แล้วแผ่หรืออุทิศส่วนกุศลไปให้ อาทิ
(๑)
เครื่องหมาย ได้แก่วัตถุอันเป็นเครื่องหมายแห่งสีมา วัตถุที่ควรใช้เป็นนิมิต
มี ๘ อย่าง ภูเขา ศิลา ป่าไม้ ต้นไม้ จอมปลวก หนทาง แม่น้ำ น้ำ
(๒)
(ในคำว่าทำนิมิต) ทำอาการเป็นเชิงชวนให้เขาถวาย ขอเขาโดยวิธี
ให้รู้โดยนัย ไม่ขอตรงๆ
(๓)
เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการเจริญกรรมฐาน ภาพที่เห็น
ในใจของผู้เจริญกรรมฐาน ภาพที่เป็นอารมณ์กรรมฐาน มี ๓ คือ
(ก)
บริกรรมนิมิต
นิมิตแห่งบริกรรม หรือนิมิตตระเตรียม ได้แก่ สิ่งที่เพ่งหรือกำหนดนึก
เป็นอารมณ์กรรมฐาน
(ข)
อุคคหนิมิต
นิมิตที่ใจเรียน หรือนิมิตติดตาติดใจ ได้แก่ สิ่งที่เพ่งหรือนึกนั้นเอง
ที่แม่นในใจ จนหลับตามองเห็น
(ค)
ปฏิภาคนิมิต
นิมิตเสมือน หรือนิมิตเทียบเคียง ได้แก่อุคคหนิมตินั้น เจนใจจนกลาย
เป็นภาพที่เกิดจากสัญญา (ความจำได้หมายรู้- deedi) เป็นของ
บริสุทธิ์ จะนึกขยายหรือย่อส่วนก็ได้ตามปรารถนา
(๔)
สิ่งที่พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นก่อนเสด็จออกบรรพชา ๔ อย่าง
(พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระธรรมปิฎก ป.อ. ปยุตโต)
"เห็นหนอ ข้าพเจ้าเคยทำกรรมไว้กับท่านผู้ใดไว้เมื่อไหร่
ข้าพเจ้าไม่ทราบ ข้าพเจ้าขอแผ่ (กรณีสิ่งที่เห็นเป็นสิ่งยังมีชีวิต)
และอุทิศ (กรณีสิ่งที่เห็นเราคิดว่าไม่มีชีวิต คือไม่ใช่คนนั่นเอง)
ส่วนกุศลของข้าพเจ้าไปยังท่านด้วย จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด
อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม
กับท่าน (หรือ ท่านทั้งหลาย - กรณีที่เห็นเกิน ๑) ด้วย""
ฯลฯ ต่อจากนั้นไม่
ควรอยากรู้ต่อ ควรวางความสงสัยลง วางความอยากรู้ลง ไม่ควรตามไปดู (บางครั้งจะ
เหมือนภาพยนตร์ฉายที่เราจะตามไปดูเรื่องราวต่อไปได้ ฯลฯ) แต่หากกำหนดรู้ว่าเห็น
เช่นกำหนด 'เห็นหนอ' หลายๆ ครั้งแล้ว ภาพนั้นหรือสิ่งที่เห็นนั้นๆ ยังไม่หายไป
ยังไม่ดับไป ก็อาจค่อยๆ ลืมตาอย่างมีสติ แล้วกะพริบถี่ๆ หลายๆ ครั้ง
เมื่อหลับตาลงอีกครั้งภาพนั้นควรหายไปแล้ว ก็สามารถกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐาน
ต่อไป