นิพพาน
เห็นเนื้อหาเกี่ยวกับปลายทางแห่งการพ้นทุกข์นี้น่าสนใจดี
ทั้งหมดนี้คัดและตัดตอนมาจากหนังสือ "ผลึกแห่งธรรม"
(หนังสือเล่มนี้ค้นคว้าอ้างอิงมาจากหนังสือต่างๆ ประมาณ
คัดมาเฉพาะส่วนที่เป็นแนวคิดแบบเถรวาทค่ะ
ขออนุญาตคัดมาแบบไม่มีอ้างเชิงอรรถนะคะ
......................
"ความหมายของนิพพานตามรูปศัพท์"
คำว่า "นิพพาน" หากแยกตามศัพท์จะแยกได้เป็นสองส่วน
"ประโยชน์ของการใช้ภาษาอธิบายนิพพาน"
ในการศึกษาความหมายของนิพพาน
"นิพพานในฐานะจุดมุ่งหมายสูงสุด"
ในปาสราสิสูตร พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม ถึงการแสวงหา
สำหรับตัวอย่างที่จะทำให้เราเห็นชัดว่านิพพานเป็นภาวะที่เข้าใจยาก
ด้วยเหตุนี้ในทางพุทธปรัชญาเถรวาท เราจึงมักเห็นแต่การกล่าวถึง
"ภาวะของผู้พ้นทุกข์"
พุทธปรัชญาเป็นปรัชญาที่สามารถปฏิบัติให้เห็นประจักษ์จริง
ในส่วนของภาวะผู้หลุดพ้น พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต)
ก. ภาวะทางปัญญา
๑.
ข. ภาวะทางจิต มีความเป็นอิสระ
ค. ภาวะทางความประพฤติ
กล่าวโดยสรุป ผู้บรรลุนิพพานจะเป็นผู้ที่มีปัญญา
"การดำรงชีวิตของผู้ที่พ้นทุกข์"
ย่อโดยรวบรัดว่า ผู้ที่หลุดพ้นแล้วซึ่งในทางพุทธปรัชญา
๑.
ผู้บรรลุธรรมยังสามารถทำอะไรได้ไม่แตกต่างกับปุถุชน
"สรุป"
ในทางพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท การบรรลุธรรมได้รับการ
"เหตุใดนิพพานควรเป็นเป้าหมายชีวิตของเรา"
การบรรลุนิพพาน เป็นการมองเห็นโลกตามสภาพความ
ดังนั้นเนื่องจากเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์
พระราชาตรัสถามว่า..."พระคุณเจ้าผู้ใดไม่ปฏิเสธ เขาจะ
อย่างไรก็ตาม หากมองว่าผู้ที่หลุดพ้น
อีกประการหนึ่ง เราอาจมองว่า
"ผลึกส่วนนิพพานมีค่าแก่สังคมเพียงใด"
ในทัศนะของผู้เขียน ผลึกธรรมส่วนนิพพานนับว่า
สำนวนก็อ่านง่าย
เลยคัดมาให้อ่านผ่านๆ ตากันค่ะ
โดย จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี - นภาเดช กาญจนะ
๕๐ กว่าเล่ม เช่น หนังสือของท่านพุทธทาสฯ
หนังสือของพระประยุทธ์ ปยุตโต พระมหาประยูร ธัมมจิตโต
หลวงพ่อสด หลวงปู่ดูลย์ และ วิทยานิพนธ์ของสมเด็จพระเทพฯ
เรื่อง "ทศบารมี" เป็นต้น)
ไม่อย่างนั้นจะเยอะและยาวมากค่ะ
คือ นิ+วาน "นิ" แปลว่าพัน ส่วน "วาน" แปลว่าธรรมที่เป็นเครื่องเกี่ยวโยงไว้
หมายถึง ตัณหา เมื่อรวมกันเข้าจึงแปลว่าพ้นจากตัณหา
นอกจากนี้ ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ของพระเทพวาที
ได้ให้ความหมายของนิพพานว่า คือการดับกิเลสและกองทุกข์
เป็นโลกุตตรธรรม และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
และยังได้ให้ความหมายของโมกข์ คือความหลุดพ้นจากกิเลสคือนิพพาน
เราจำต้องใช้ภาษาอันเป็นเครื่องสื่อความหมาย
และแสดงถึงการคิดไตร่ตรองของตัวเรา
เพราะไม่ว่าคำว่านิพพาน ความหลุดพ้นหรือโมกษะ
ล้วนเป็นเพียงชื่อที่สมมติกันขึ้น ดังนั้นแม้เราจะไม่สามารถ
เห็นแจ้งพระนิพพานโดยอาศัยภาษา แต่การใช้ภาษาวิเคราะห์
อธิบายก็สามารถช่วยให้เราพอมองเห็นแนวทาง
เพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติ
ที่เหมาะควรได้ไม่น้อย
ว่ามี ๒ อย่าง คือการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ กับการแสวงหาอันประเสริฐ
ซึ่งการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ ได้แก่การแสวงหาสิ่งที่ยังนำมา
ซึ่งความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความเศร้าหมอง
ส่วนการแสวงหาอันประเสริฐ คือการแสวงหาพระนิพพาน
ที่ไม่มีความเกิดขึ้นในสังสารวัฏ (การเวียนว่ายตายเกิด) อีก
ทำให้การพิจารณาเรื่องนี้เป็นสิ่งดูจะเหนือวิสัยที่จะหาคำอธิบาย
ที่หลากหลาย ในความคิดของพุทธปรัชญาเถรวาท ดังในมิลินทรปัญหา
ที่พระนาคเสนให้ทูลแก่พระยามิลินทรว่า
"การที่จะทูลชี้แจงพระนิพพาน ถวายให้ทรงเห็นชัดๆ
ก็เกินกำลังความสามารถของอาตมภาพเช่นเดียวกัน
เพราะอาตมภาพกล่าวได้แต่วิธีที่จะกระทำพระนิพพานให้แจ้ง
แต่ไม่อาจแสดงเหตุที่อาศัยให้เกิดพระนิพพานได้
การที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าพระนิพพานเป็นอสังขตธรรม
ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง รู้ไม่ได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย
จะพึงรู้พึงเห็นได้ก็แต่พระอรหันต์ผู้มีจิตสงบ
และละเอียดเท่านั้น"
มรรค หรือวิถีทางปฏิบัติเสียมากกว่าการอธิบายสภาวะนิพพาน
ที่เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดว่าเป็นอย่างไร
และเป็นประโยชน์ต่อชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งการวิเคราะห์
ความหมายของนิพพานโดยสะท้อนภาพ
บุคลิกของผู้บรรลุนิพพานเป็นตัวอย่างให้ประจักษ์
อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เรามีความเห็น (มโนทัศน์)
เกี่ยวกับนิพพานชัดขึ้นได้
ได้แบ่งได้ ๓ ทาง
ผู้บรรลุนิพพานจะมองสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นจริง
รู้อารมณ์ทางอายตนะ ด้วยจิตเป็นกลาง มีสติประกอบ
๒.
ผู้บรรลุนิพพานจะรู้เท่าทันสังขารว่าเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์
๓.
ผู้บรรลุนิพพานจะไม่ติดในสมมติของภาษา
๑. ไม่ตกเป็นทาสอารมณ์
๒. ไม่ติดในอารมณ์
๓. ไม่หวังสิ่งใด
๔. มีความสงบ
๕. ไร้กังวล
๑.
ศีลสมบูรณ์เพราะเป็นวิถีชีวิตของท่านอยู่แล้ว
๒.
เป็นเพียงกิริยา ปราศจากกรรม
๓.
กระทำด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยอวิชชา (ความไม่รู้)
ตัณหา (ความอยาก) อุปาทาน (ความยึดติด)
๔.
เป็นแบบอย่างที่ดี
มีความเป็นอิสระทางจิต และมีเมตตากรุณาเป็นเครื่องหมาย
แสดงสู่ภาวะจิตดังกล่าว ดังจะเห็นได้ในพระพุทธคุณ ๓
คือ พระปัญญา พระกรุณาและพระบริสุทธิคุณ
ที่ชาวพุทธระลึกถึงคุณสมบัติของพระพุทธเจ้านั่นเอง
แบ่งเป็น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรลุด้วยตัวเอง
สั่งสอนธรรมช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์
๒.
พระปัจเจกพุทธเจ้า บรรลุด้วยตนเอง ไม่สั่งสอนผู้อื่น
๓.
พระอรหันต์ ผู้บรรลุโดยรู้ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ต่างกันเพียงแต่ว่าผู้ที่หลุดพ้น ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวตน
แม้จะมีการรับรู้อยู่ก็ตาม ดังในวิสุทธิมรรคความว่า
"อันทุกข์มีอยู่แท้ แต่ใครๆ ผู้รับทุกข์ไม่มี
ผู้ทำไม่มีแต่การกระทำมีอยู่แท้
ความดับมีอยู่ แต่คนผู้ดับไม่มี..."
พิสูจน์ให้เห็นจริงจากการปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยมีลักษณะการปฏิบัติไปตาม
ลำดับขั้นตอน ได้แก่ การมีศีลเป็นเบื้องต้น
แล้วสร้างความสงบและพลังงานทางจิตจากสมาธิ
จึงนำมาพิจารณาธรรมในขั้นวิปัสสนาจนเกิดปัญญา
หลุดพ้นจากกองทุกข์ไปในที่สุด อย่างค่อยเป็นค่อยไป ...
เป็นจริง อันทำให้หลุดพ้นจากทุกข์และการเวียนว่าย
ตายเกิดทั้งปวง สู่ความสุขที่เกิดจากการปล่อยวาง
ไม่ติดข้องในสิ่งต่างๆ ด้วยการมีปัญญารู้เท่าทัน
ความเป็นจริง
นิพพานในทัศนะของพุทธปรัชญาจึงเป็นสิ่งที่ควรมุ่งหมาย
แม้ว่าจริงอยู่ที่ผู้หลุดพ้นจะปราศจากทุกข์ใจ
แต่มีทุกข์กายไปตามสภาพร่างกาย
ทว่าก็มิได้ทำให้ผู้หลุดพ้นทุกข์ใจแม้แต่น้อย
ดังข้อความในมิลินทปัญหาที่ว่า
เสวยเวทนาที่เป็นทุกข์หรือไม่" พระนาคเสนทูลตอบว่า
...เสวยเวทนาที่มีกายเป็นสมุฏฐาน (เหตุให้เกิด)
ไม่เสวยเวทนาที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน
เมื่อละสังขาร (ร่างกาย) นี้แล้วจะไม่มีการเวียนว่าย
ตายเกิดอีก ก็จะไม่มีกายสังขารอีก ซึ่งก็เท่ากับว่า
ไม่มีทุกข์ทางกายอีกตลอดไป
นิพพานเป็นสิ่งที่ควรมุ่งหมายในแง่ที่ว่า
นิพพานทำให้เรามีเสรีภาพ ไม่ถูกกำหนดจากสิ่งภายนอก
เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ ซึ่งแม้เรายังไม่บรรลุนิพพาน
แต่หลุดพ้นจากทุกข์ในระดับอริยบุคคลเพียงขั้นใด
ก็จะทำให้เราประสบสุขและมีเสรีภาพทางใจมากกว่า
ผู้มัวเมาในกิเลส หลงยาเสพติด วัตถุ เงินตราที่มีค่า
ยิ่งกว่าพระเจ้าองค์ใดๆ ไม่น้อย
มีคุณค่าแก่สังคมอย่างมหาศาล เนื่องจากถ้าสังคมใด
ประกอบไปด้วยผู้บรรลุหลุดพ้น ซึ่งเป็นผู้กระทำดี
มีจิตใจบริสุทธิ์เป็นธรรม มีเมตตากรุณา
ไม่คิดเบียดเบียน อยู่โดยปกติธรรมชาติของท่าน
สังคมนั้นก็จะมีแต่ความสงบสุขร่มเย็น
นอกจากนี้ ท่านผู้บรรลุหลุดพ้นแล้วอาจยังสามารถ
ช่วยสั่งสอนอบรมคนทั้งหลายในสังคม
ให้อยู่ในศีลในธรรมได้อีกด้วย
สังคมก็จะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ไม่สับสนวุ่นวาย ประการสำคัญ
ความหลุดพ้นของพุทธปรัชญาเป็นสิ่งที่เกิดจาก
การใช้ปัญญา มองเห็นสัจจะ ความเป็นจริงของ
สรรพสิ่ง รวมทั้งชีวิตมนุษย์เรานี้ ดังนั้น
หากคุณค่าที่เรามองสังคมที่หวังให้เป็น
คือปราศจากทุกข์และเป็นสังคมของผู้มีปัญญา
แล้วไซร้ ความหลุดพ้นของพุทธปรัชญาจะเป็นสิ่ง
ที่มีคุณค่าและมีความหมายที่สุดในสังคมนั้น