ตัวกู ของกู คน สัตว์ สิ่งของ ตัวตน เรา เขา

"ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา"

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ ธรรมะคือ ธรรม หรือ ธรรมชาติ นั้น
มีอยู่ ๒ ระดับ คือ

๑. ระดับโลกียะ เป็นธรรมะที่เป็นสมมุติทั้งสิ้น เป็น สมมติสัจจะ
(เป็น ความจริงโดยสมมุติเอา) เป็นธรรมะที่เกิดจากการบัญญัติ
เช่น รถ บ้าน ต้นไม้ คน ฉัน เธอ เขา สีเหลือง กลิ่นหอม ดอกมะลิ ฯลฯ

๒. อีกระดับคือระดับ โลกตุตระ หรือ ปรมัตถธรรม คือ
ธรรมที่มีจริงแท้ๆ คือ รูป จิต เจตสิกและพระนิพพาน
อย่างกายที่ว่าของเรานี่ ภาษาธรรมเรียกว่า "รูป"
ก้อนหิน ก็เป็น "รูป" กลิ่นอาหาร ก็เป็นแค่ "รูป"
รสของมะนาว ก็เป็นแค่ "รูป" ส่วน นาม ก็เช่น
โกรธ เป็น "นาม" รัก ก็เป็นแค่ "นาม" พอใจยินดีก็ "นาม" เท่านั้น

ดังนั้น ในความเป็นจริงแท้ๆ
ในความเป็นจริงที่ไม่ผันแปร
ในความจริงอันสูงสุดแล้ว
ไม่ได้มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราหรือเขา ในอะไรทั้งสิ้น
ล้วน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้ววันหนึ่งก็ต้องดับไป ทั้งสิ้น

ตามธรรมะนั้น ไม่ได้มีเรา ไม่ได้มีเขา ไม่ได้มีหญิง ไม่ได้มีชาย
มีแต่กายกับใจ รูปกับนาม แต่ทว่าอวิชชาพาให้เราหลง
เราเข้าไปยึดเข้าไปจับว่าเป็นตัวเราของเรา
เป็นเหตุให้เรายังต้องทุกข์ทรมานเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี่ล่ะค่ะ

************************

"ไม่มีการกลับชาติมาเกิด"

ในศาสนาพุทธ ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา
ต้องไปศึกษาเรื่องขันธ์ ๕ เรื่องกายกับใจ
จะเห็นว่า กายนี้ก็เกิดดับตลอดเวลา (ขอพูดสรุปๆ นะคะ)
เซลในกายเราก็ตายตลอดเวลา แพทย์บอกว่า
ภายใน ๗ ปีหลังจากเราเริ่มก่อตัวอยู่ในท้องคุณแม่จนกระทั่ง
คลอดออกมาและเจริญเติบโตนั้น
เซลแรกๆ ที่เกิดมา ณ จุดแรกนั้น ก็ตายหมดแล้ว
(เค้าค่อยๆ ทยอยตายไป แล้วเซลใหม่ก็เกิดมาแทน)

นั่นคือเรื่อง กาย หรือ รูป

ส่วนเรื่องใจ
ที่จริงท่านว่าจิตเกิดดับแปล๊บเดียวนี่แสนโกฎิขณะ
เอาเป็นว่าลองดูใจเราเองก็ได้ แค่เรื่องคิดนี่ก็เปลี่ยนไปอยู่
ตลอดเวลา ไม่เคยหยุดอยู่กับเรื่องเดียว
ปรุงแต่งโน่นนี่ไปเรื่อยๆ
สรุปว่า จิตก็เกิดดับตลอดเวลาต่อเนื่องกันไป แต่ต่อเนื่องจนเรา
ไม่อาจรู้ได้ เข้าใจไปว่าเค้ามีอยู่ดวงเดียว
เข้าไปยึดไปถือว่าเป็น "จิตของเรา"

ก็เลยวุ่นวายกันอยู่นี่ละค่ะ
เพราะ "อะไรก็ของเรา อะไรก็ตัวเรา"
ใครมาทำร้ายกาย "ของเรา" ก็โกรธ
ใครมาทำร้ายใจ "ของเรา" ก็โกรธ ก็ไม่พอใจ เป็นต้น

ที่จิตนี้ยังเกิดดับต่อเนื่องไปจนแม้กายนี้ดับไปแล้ว
จิตก็ไปจุติใหม่ (ทันที) ในภพชาติใหม่
ก็เพราะ ยังมี อวิชชา ยังมี "กรรม" ทำให้เกิด
เราลิขิตอะไรไม่ได้ แต่แท้จริง กรรมที่เราทำมานั้นเอง
ที่ลิขิตทางไปของเรา เพียงแต่เราไม่รู้ขบวนการ
เรารู้ไม่เท่าทันกิเลสที่ครอบโลก ครอบเราอยู่
(ท่านถึงได้ว่า เอาให้ปลอดภัย
ก็ทำดี ถือศีลห้า ไว้ก่อนละ ปลอดภัยกว่า
ท่านว่า นรก นั้นน่ากลัวนัก- นอกเรื่องไปหน่อย ขอโทษค่ะ)

************************

"เราทุกคนเวียนว่ายมานักต่อนัก"

ศาสนาพุทธพูดถึงเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
กรรมมีทั้งกรรมดี กรรมชั่ว และกรรมกลางๆ คือไม่ดีไม่ชั่ว
ผลของกรรมจึงมีทั้งผลดี ผลไม่ดี
ที่ไปก็เลยมีทั้ง สวรรค์และนรก รวมทั้งสวรรค์ในอกนรกในใจ
(พระนิพพานนั้น ไม่ขอพูดถึง เพราะอยู่นอกสังสารวัฏ
อยู่นอกการเวียนว่ายตายเกิด หมดสิ้นแล้วซึ่งอวิชชา
กิเลส ตัณหา ไม่ยึด ไม่ถือ แล้ว ... จึงจะไปถึงได้)

ท่านว่าไว้ว่า จะหาคนๆ ไหน ที่เราเดินสวนอยู่ตามถนนก็ตาม
ที่ไม่เคยผูกพันเกี่ยวข้องอะไรกันมากับเรานั้น ยากมากๆ

ดังนั้น ดิฉันคนหนึ่งละ ที่ไม่อยากรู้เรื่องชาติก่อนๆ เคยเป็นอะไรเลย
คงวุ่นพิลึกถ้ารู้ เพราะคงเกี่ยวพันกันอีรุงตุงนังไปหมด
รู้แล้วคงปวดหัวมากกว่าสบายใจนะคะ :>

************************

ภาคปฏิบัติ

"ต้องปฏิบัติ ทาน ศีล ภาวนา จึงจะรู้ได้"

สิ่งที่คุณ ruthless กังวลอยู่ เมื่อเอาธรรมะข้างบนมาจับแล้วละก็
นับว่าไม่ต้องกังวลกันอีกต่อไปเลย ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะว่า
เราจะจำตัวเองได้หรือไม่ เพราะว่าถ้าจับเอาตามแนวคิดเหล่านี้
ยังไงเสียก็จำไม่ได้ค่ะ ถึงจำได้ก็ไร้ความหมายเพราะไม่ได้มีตัวเรา
จริงๆ ไม่ได้มี ของเราจริงๆ สักนิดเดียว

ที่สำคัญที่อยากจะเน้นว่าควรคิด ควรกลุ้มใจ
ควรเร่งทำเป็นที่สุด
คือ เร่งสร้างกรรมดี ไว้ดีกว่า
แล้วก็เร่งทำให้ตัวเองมี สติ มี ปัญญา (ปัญญาแบบรู้แจ้ง
ปัญญาที่เรียกว่า "ภาวนามยปัญญา" เป็นปัญญาที่สามารถ
พาออกจากทุกข์ได้)

ถ้าพูดตามหลักคิดว่ามีสวรรค์ นรก แล้วละก็ ท่านบอกว่า
เมื่อเราไปจุติในภพภูมิและอัตภาพใหม่ปุ๊บ เราก็จะจำอันเก่าไม่ได้เลย
(แต่กรรมที่ทำไว้ทั้งดีและชั่วยังติดตามไปเสมอ บันทึกไว้อย่างดีในจิต
พร้อมให้ผลเมื่อได้จังหวะและโอกาส)

เราจะลืม สัญญา (ความจำได้หมายรู้) เดิมๆ แล้วก็มาเริ่มต้น สัญญา ใหม่
มีชีวิตใหม่ตามแบบที่ภพภูมิใหม่และอัตภาพใหม่เป็น เป็นอย่างนี้ไม่รู้จบ
ท่านว่า (อีกแล้ว) เราทุกคนเคยอยู่มาแล้วทุกภพภูมิค่ะ
(นรก เปรตอสุรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา พรหม) เห็นมั้ย เรายังจำอะไรไม่ได้เลย
เมื่อสิบวันที่แล้วตอนมื้อเที่ยง รับประทานอะไรเป็นอาหารกลางวัน
รับประทานไปกี่คำ ยังจำไม่ได้เลย ... นับประสาอะไรกับอดีตล่วงชาติ
เลยกลับไปไกล

ดังนั้น อยากแนะนำให้ศึกษาธรรมะให้เยอะๆ
พยายามถือศีลอย่างน้อยศีลห้าให้มั่น (เป็นการสร้างกรรมดี
เพื่อให้ส่งผลให้อนาคตที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ดีไปด้วย
ไม่ไปเกิดในที่ๆ ไม่ดี ที่ๆ ทุกข์) ทำทาน (เพื่อฝึกความเมตตา
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ฝึกความรักในเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย
และเพื่อเป็นเสบียงไว้ เกิดชาติใดๆ ก็จะได้ไม่อดไม่อยาก)
และที่สำคัญอีกประการ เจริญภาวนา วิปัสสนาภาวนา
ตามแนวสติปัฏฐานสี่ (ดูกาย เวทนา จิตและธรรม)
อันเป็นการเจริญภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญาและได้พบทางพ้นทุกข์

เมื่อได้ปฏิบัติ ทาน ศีลและภาวนาแล้ว ความสงสัยก็จะค่อยๆ สิ้นไป
ความมั่นใจก็จะปรากฏ จะไม่หวั่นเกรงต่อภัยภายนอก (นอกกาย
นอกใจของเรา) และภัยภายใน (คือความทุกข์ ความเจ็บป่วย ความ
ตาย) เพราะเมื่อเข้าใจ รู้เท่าทันเค้าเสียแล้ว รู้จักเค้าเสียแล้ว
เค้าก็มาทำอะไรให้เรากลัวหรือไม่มั่นใจได้อีกต่อไป

การเจริญสติ ตามแนวสติปัฏฐานสี่นี้แหละค่ะ
ที่จะช่วยได้ เมื่อทุกข์กายหรือใจ สติและปัญญาที่มีก็จะ
ช่วยให้ทุกข์คลาย ได้จริงๆ
เมื่อจะตาย สติ ตัวนี้แหละค่ะ จะพาให้ตายดี ตายอย่างรู้ตัว
ตายอย่างมีสติ ตายแบบไม่ต้องกลัวตาย
(ความตาย ที่จริง ก็ไม่ได้น่ากลัวหรอกนะคะ
ที่จริง ตามความเป็นจริง เราไม่ได้ตายเลย
ที่จริงก็คือไม่ได้มีใครเกิดหรือตายเลย มีแต่เหตุปัจจัย
ยังเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เราแค่ดับจากภพชาติ
จากอัตภาพนี้ ไปสู่ภพชาติอัตภาพใหม่ เท่านั้นเอง
แล้วก็เวียนทุกข์เวียนสุข เวียนว่ายตายเกิดกันต่อไป ไม่รู้จบ)

อันนี้ ปัจจัตตัง จริงๆ คือ ใครทำใครรู้
อย่างที่มีเพื่อนท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า
พระพุทธศาสนา เป็นศาสนา "ปฏิบัติ" (คือต้องลงมือทำเอง)
ไม่อย่างนั้น ก็จะสงสัยอยู่เรื่อยๆ ไปค่ะ

| deedi_deedi@email.com |
1