พระธรรมเทศนาเรื่องกุศล อกุศล
พระธรรมเทศนาโดย หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
กุศลธรรม อกุศลธรรม อพยากตธรรม
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่ละเอียดมาก
ทรงไปแสดงไว้ในสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ เพราะเหตุว่าเทวดามีกายละเอียด
จิตใจผ่องใส เพราะ
บนสวรรค์ไม่มีการทำบาป
คนที่ไปเกิดบนสวรรค์นั้นตอนเป็นคน
ก็เว้นโทษ ๕ ประการตลอดชีวิต (คือ อยู่ในศีล ๕
ไม่ละเมิดศีลห้า)
กุศลาธรรมา คือ ธรรมอันเป็นกุศล
อกุศลาธรรมา คือ ธรรมอันเป็นอกุศล
อพยากตธรรมมา คือ ธรรมอันไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป เป็นกลางๆ
ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เป็นกุศลไม่เป็นอกุศล
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ธรรม มีอยู่ ๓ ประการนี้
แต่ว่าแตก
กิ่งก้านสาขาไปได้มากมาย แตกร่มเงาให้คน สัตว์
ได้อาศัย
กุศลธรรม
คือ ธรรมอันดี พระพุทธเจ้าทรงส่งเสริมให้บุคคลทำ ก็คือ
ไม่ทำบาป
๕ ประการ (หนึ่ง) และ ไม่ทำบาปอื่นอีก (หนึ่ง)
ก็ได้ชื่อว่าเป็นบุญเป็น
กุศล ศีลห้าทำให้คนฉลาด คนไม่ฉลาดรักษาศีลห้าไม่ได้
ใครรักษาได้
ก็เป็นบุญกุศลของคนนั้น ได้ชื่อว่ามีบุญ กุศล
ความดีเป็นที่รั้งจิตใจ
ให้นึกดูว่าพวกเรามีศีลห้าบริสุทธิ์ไหม ถ้ามี
ก็แสดงว่าเรามีกุศลธรรม
(คือ ความฉลาด) อยู่ในใจ ใจมีความฉลาด
หาทางเลี่ยงจากโทษบาป
ทั้งหลายได้ ใครยังเลี่ยงไม่ได้ก็เพราะขาดปัญญา
ขาดความฉลาด
เมื่อมีปัญญาแล้ว ปัญญาก็มาสอนจิต
มีปัญญาเอาตัวรอดจากบาป
ผู้มีปัญญาเอาตัวรอดจากบาปได้ ถึงจะไม่เจริญด้วยลาภ ยศ
สรรเสริญ
ฯลฯ ก็ตาม ขอให้มีปัญญาเช่นนี้ ปราชญ์ทั้งหลาย
มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ย่อมสรรเสริญว่ามีปัญญาเอาตัวรอดจากทุกข์ได้
ถ้าเทศน์เรื่องอื่นจะไม่ใกล้การพ้นทุกข์ จึงนำเรื่อง
บุญ-บาป
มาเทศน์ให้ฟัง บุญ-บาป ก็อยู่ที่จิตใจเรานี้เอง
รังของบุญ-บาป ก็อยู่ที่
จิตเราเอง ให้ภาวนาดูจิตของเราเอง สังเกตดู
จิตของเราเป็นบุญหรือ
กุศล หรือเป็นกลางๆ ไม่บุญไม่บาป
หรือว่าเป็นบาปอย่างเดียว หรือว่า
จิตของเราเป็นทั้งบุญและบาป หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง
หรือสองอย่าง
หรือทั้งสามอย่าง ฯลฯ
จิตที่เป็นอกุศล ใครมาว่าก็โกรธแล้ว
ถ้ามีสติสัมปชัญญะก็จะรู้ตัว
ว่าจิตเป็นอกุศลอยู่ ยังโกรธคนอยู่
ก็ต้องละความโกรธด้วยการเจริญ
เมตตา ทำความรู้สึกเอ็นดูต่อเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่
เจ็บ ตาย
อารมณ์ต่างๆ นั้น เมื่อใจไม่ยึดถือ มันก็ดับไป
ฟังธรรมมาเยอะแยะแล้ว ควรชำระกายใจให้สะอาด ไม่ให้ความ
เศร้าหมองเกิดขึ้นในจิตใจ ขอเตือนพุทธบริษัททั้งหลาย
เพราะว่า
ชีวิต คือ จิตดวงนี้ เมื่อได้เสวยผลบุญที่ทำ
ก็มีความสุข ไปเกิดที่ใด
ก็มีความสุข เกิดภพใด ชาติใด
จิตใจก็มีความสุขอยู่ในภพที่เกิดนั้น
และจิตบาปอกุศล ก็จะหน่วงเหนี่ยวให้ไปเกิดที่ต่ำ
ไม่มีทางพาไปสู่
ที่สูง ที่ดี หลวงปู่เคยเทศน์ว่านรกอยู่ใต้ดินนี้เอง
ในตำราท่านว่าไว้
แต่ไม่รู้อยู่ลึกแค่ไหน มีสำนักงานของยมพบาล
มีสำนักงานของ
นายนิรยบาล ควบคุมสัตว์นรก สอบสวนสัตว์นรก
แล้วก็บอกว่า
นี่เป็นกรรมของเธอเอง เธอทำมาเอง
ตอนนี้ก็ต้องเสวยผลของ
กรรมนั้นของเธอเอง (นี่คือคำตัดสินโทษ)
ว่าแล้วก็จะโยนลงนรกไป
นายนิรยบาลเองก็เป็นทุกข์เพราะต้องคอยควบคุมสัตว์นรกอยู่
ส่วนยมพบาลผู้เป็นใหญ่นั้นไม่ค่อยทุกข์เพราะมีหน้าที่สอบสวน
สัตว์นรก การสอบสวน ก็คือ ถามว่าเคยทำบาปอะไรบ้าง เคย
ฆ่าสัตว์ไหม ตัวเล็กหรือใหญ่แค่ไหน
ฆ่าสัตว์เล็กก็บาปเล็กหนอ่ย
ฆ่าสัตว์ใหญ่ก็บาปมาก บาปมากก็ต้องตกนรกนาน
ดังนี้ พวกเราควรพากันสะดุ้งหวาดกลัว
อย่าเห็นแก่ปากท้อง
อย่าเห็นแก่ความสนุกสนานชั่วคราว
สุขในโลกนั้นสุขชั่วคราว
เท่านั้น ไม่ยั่งยืนอะไรเลย
เปรียบดังการรับประทานอาหาร
พอกินอิ่มก็สบาย แล้วความอิ่มก็หายไป
ก็ทุกข์อีกเพราะหิวอีก
เป็นนักปฏิบัติธรรม
ต้องพิจารณาให้เห็นทุกอย่างว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน
ควรรู้เท่าและอาศัยของไม่เที่ยงนี้ (กายก็ไม่เที่ยง
จิตก็อาศัยกายอยู่
อาหารที่อาศัยยังกายก็ของไม่เที่ยง)
ของไม่เที่ยงกับของไม่เที่ยงมา
บำรุงกัน ถ้าเที่ยงแล้วก็ไม่ต้องบำรุงกัน
เป็นอยู่อย่างไรก็เป็นอย่างนั้น
แต่ในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง มีแต่พระนิพพานที่เที่ยง
ไม่วิบัติ ไม่ผันแปร
เราก็ต้องทำใจให้ยินดีในพระนิพพาน
ด้วยการไม่ยึดถือในตัวตนขันธ์ ๕
อันไม่เที่ยง
ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน เมื่ออยาก ก็ยึด
ไม่ได้คราวนี้ ต่อไปก็จะต้องเอาให้ได้
ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
ขอให้เข้าใจ
อย่าคิดว่าเป็นผู้ครองเรือนปฏิบัติธรรมอันลึกซึ้งไม่ได้
พระโสดาบันมีสามี-ภรรยา-ลูก ทำไร่นา ทำงาน ค้าขาย
ตามความ
สามารถอยู่ แต่ท่านไม่ทำบาป ขอทานก็เป็นพระโสดาบันได้
(เคยมีคนโรคเรื้อน ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้า
ก็บรรลุโสดาบัน
แล้วกราบปฏิญาณตนถึงพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์
พระอินทร์
ได้ยินข่าวเรื่องนี้เข้า ก็ลงมาทดสอบ
ให้ปฏิเสธคุณพระพุทธพระธรรม
และพระสงฆ์แล้วจะหายาแก้โรคเรื้อนมาให้หายจากโรค
ชายโรคเรื้อน
นั้นก็ตอบพระอินทร์ว่า ท่านเป็นใคร
จึงมาแนะให้ข้าพเจ้าถอนตัว
จากที่พึ่งอันประเสริฐคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ข้าพเจ้า
ถอนไม่ได้ หาได้หวั่นไหวกับโรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้ไม่
พระอินทร์ฟังดังนี้
จึงไปกราบต่อพระพุทธเจ้าว่า
ผู้นี้บรรลุโสดาบันแล้วจริงๆ ด้วย ได้ไป
สัมภาษณ์มาแล้ว)
ขอให้เข้าใจ มรรคผล ธรรมวิเศษ ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย
แต่จิต
เอาร่างกายเป็นอารมณ์ เห็นว่ากายนี้ไม่เที่ยงหนอ
เมื่อโรคภัย
มากระทบร่างกาย ก็มากระทบจิต จิตก็เดือดร้อน
พระโสดาบันอาจจนกาย แต่ทรัพย์ภายในไม่จนเลย
ความเห็นของ
พระโสดาบันก็คือ สิ่งใดมีความเกิดขึ้นแล้ว
สิ่งทั้งปวงย่อมมีความ
ดับไปเป็นธรรมดา ด้วยอำนาจแห่งปัญญา
ใครได้บรรลุความเห็น
เช่นนี้ ด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ แล้ว
ท่านผู้นั้นก็จะบรรลุ
พระโสดาบัน ความเห็นอย่างนี้ ต้องเกิดจาก ศีล เมื่อศีล
บริสุทธิ์ ก็น้อมเป็น สมาธิ แล้วก็สงบขึ้น
(ขออภัย
ที่จุด ๓
จุดไว้ตรงนี้คือจดไม่ทัน
จำไม่ได้แล้วว่าหลวงปู่กล่าวต่อว่าอย่างไร
ค่ะ - deedi) เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
นี่เรียกว่าพระโสดาบัน
รุกขเทวดาสองแม่ลูก ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ด้วยใจสงบ
ด้วยความเคารพ ฟังจบ ก็บรรลุโสดาบันได้
มรรคผล อยู่กับผู้มีบุญ ผู้มีบุญแก่กล้าก็จะบรรลุ
เบื่อหน่าย
คลายความยึดถือ แล้วก็วาง จิตใจก็รวมเข้าสู่มรรค
ถอนออกจาก
ความสงบก็รู้แจ้งว่า "ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ทั้งสังขาร
ที่มีวิญญาณครองและสังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง
เป็นธรรมดา"
เห็นแล้ว มีปัญญาแล้ว ก็เบื่อหน่าย
ความเบื่อหน่าย มีหลายขั้นตอน เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว
ก็ไม่
ทำบาป เพราะทำบาปแล้วต้องลงนรก
ถ้าหากไม่ทำบาปแล้วไม่มีกิน
ก็ยอมตายไปซะดีกว่าตกนรก ใจนั้นไม่ตาย มีแต่กายที่ตาย
เมื่อรู้เช่นนี้
ก็จะไม่หวาดกลัวต่อความตาย
เมื่อจิตเห็นแจ้งตามปัญญา ก็จะไม่เดือดร้อนแล้ว
ใกล้ตายลมหายใจ
ก็จะสั้นเข้าๆ ลมหายใจหมดเสียงดัง 'พ็อก'
แสดงว่าจิตออกจากกาย
แล้ว หมด นี่สำหรับคนสามัญ
แต่พระอริยเจ้าทั้งหลายนิพพาน
ไม่มีเสียงดังพ็อก มีแต่เงียบไปเฉยๆ
เพราะว่าจิตไม่ได้ห่วงกังวล
อะไรแล้ว วางทุกอย่างเรียบร้อยหมดเลย
กุศลธรรม คือ ความฉลาด คือ อยู่ในศีลห้า
เป็นผู้มีปัญญา
มีความฉลาด
อกุศลธรรม คือ ความไม่ฉลาด คนไม่ฉลาดชอบทำแต่บาป
แต่กรรมใส่ตัวเอง
อพยากตธรรม คือ เวลาปกติ ใจกลางๆ ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป
ความชั่ว - อกุศล - บาป
บุญ ก็คือการทำความดี การทำสิ่งดีๆ ความประพฤติดีประพฤติชอบทางกาย
บาป ก็คือการทำสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูก ไม่ควร ไม่เหมาะสม ทำแล้วก็เป็นอกุศล
บุญนั้น ท่านว่าควรประกอบให้มาก ควรประกอบอยู่เนืองๆ ควร
คำว่า ผู้มีบุญ ก็คือ ผู้ที่ทำสิ่งดีๆ เหล่านี้ทั้งทางกาย วาจา ใจ
ตรงกันข้ามกับบุญ กับ กุศล ก็คือ บาป อกุศล
ก็คือการไม่ตั้งอยู่ในความประพฤติทั้งทางกาย วาจา ใจ ที่ดีที่
+ + + + + + + + + + + + + + +
(ข้างล่างนี้เป็นคำสนทนาธรรมเกี่ยวกับเรื่องบุญคืออะไร มีผู้ตั้งคำถามว่า
บุญมีรูปร่างอย่างไร ก็เลยคัดที่สนทนาเรื่องนี้เอาไว้ มาใส่ไว้เป็นอีกแนวคิด
ตรงนี้ค่ะ)
บุญมีรูปร่างเป็นความสุข ความอิ่มเอิบใจ ความผ่องใส
สบายใจ ยินดี ปลื้มปีติ
บุญมีรูปร่างเป็นกุศล รู้ว่าได้กระทำสิ่งดีๆ ลงไป
รู้ว่าได้เป็นผู้ให้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (คือให้ด้วยใจ
เช่นให้กำลังใจ ให้คำธรรมะ ให้ความคิดเห็นดีๆ
หรือให้เป็นสิ่งของวัตถุ เช่นบริจาคเงินช่วย
ผู้ประสบภัยน้ำท่วม บริจาคสิ่งของในโอกาสต่างๆ
ตามสมควร ถวายหรือให้สิ่งของเครื่องใช้แด่พระผู้
สืบทอดพระศาสนาหรือให้กับผู้ที่ยากจน พิการ
หรือต้องการความช่วยเหลือ)
ท่านว่าบุญนั้น จะให้ดีก็ต้องครบทั้ง ๓ กาลคือก่อนให้ (๑)
ระหว่างที่ให้ (๑) และหลังจากให้ไปแล้ว (๑)
อย่างเช่น ครูบาอาจารย์เคยบอกว่า อาทิเมื่อจะใส่บาตร
ตอนเตรียมการก็เตรียมด้วยใจที่ปีติยินดีที่ได้เตรียมการ
จะทำสิ่งดีๆ ปลาบปลื้ม สมมุตขณะจัดอาหารเตรียม
ก็ทำด้วยความสุขใจ ยินดีในสิ่งที่กำลังกระทำ
ประณีตทั้งใจ ประณีตทั้งกายคือจัดทำเตรียมด้วยความ
ประณีตเท่าที่จะทำได้ (๑) - เมื่อถึงเวลาใส่ ก็ใส่ด้วยใจเต็มเปี่ยม
ยินดี (๑) - หลังจากใส่บาตรเสร็จแล้วก็ปลาบปลื้มยินดีในสิ่ง
ดีสิ่งประณีตทั้งหมดทุกขั้นตอนที่ได้ทำมา (๑)
ดิฉันมีเคล็ดวิธีที่จะให้ทำบุญแล้วสบายใจ ไม่เกิดทุกข์
มาลองเล่าให้ฟังนะคะ เผื่อจะเป็นอีกไอเดีย :)
เนื่องจากจะเป็นคนที่เคารพอะไรยากแต่ก็อยากจะให้การ
ทำบุญ (เวลาใส่บาตร) ครบทั้ง ๓ กาล คือทั้งก่อนให้ ทั้งขณะ
ที่กำลังกระทำและทั้งหลังการให้ ก็เลยจะเลือกสถานที่เสียก่อน
เช่น เลือกวัดที่จะไปทำบุญ ว่าเป็นวัดดี มีปฏิปทาที่ดี พระในนั้น
เป็นแนวพระสุปฏิปันโน (สุปฏิปันโน คือ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี คือ
ปฏิบัติตามหลักมิชฌมาปฏิปทา ปฏิบัติสอดคล้องกับคำสอน
ของพระพุทธเจ้า ดำรงอยู่ในธรรมวินัย) เมื่อค่อนข้างแน่ใจ
สบายใจในจุดนี้แล้ว ก็เตรียมการได้อย่างอิ่มใจ สบายใจใน
การกระทำดีๆ (บุญ) ที่กำลังจะทำในอนาคต แล้วพอถึงเวลา
ก็ทำด้วยใจที่เต็มร้อยไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยลังเลใจ
กลับมาบ้านก็สบายใจ อิ่มเอิบยินดี :)
หรืออีกวิธี เวลาอยากใส่บาตรแบบไม่เจาะจงพระ ก็จะตั้งใจ
ว่าคราวนี้ จะใส่บาตรกับพระรูปไหนก็ได้ที่เจอบนท้องถนน
แล้วก็จะไปตามถนนที่พระมีกิริยาแบบพระจริงๆ คือสำรวม
เดินไม่ใส่รองเท้า ฯลฯ หรือไม่เช่นนั้นก็เลือกใส่บาตร
หรือถวายข้าวของเครื่องอุปโภคบริโภคกับพระที่เราแน่ใจ
จริงๆ ว่าเป็นพระสุปฏิปันโน เป็นพระปฏิบัติ ฉันมื้อเดียว
ฉันในบาตร ไม่จับเงินทอง ไม่สะสมของ มีความเป็นอยู่สมถะ
มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อขัดเกลากิเลสตนและนำธรรมะมา
ช่วยให้สาธุชนได้ขัดเกลาอบรมจิตใจให้อยู่ในบุญ (ความดี
ความสุขจากความดี กุศล) ไปเลย ... อะไรทำนองนี้ค่ะ
ถ้าเป็นทัศนะทางธรรม ท่านว่าการพ้นทุกข์มีอยู่
แต่จะเดินทางไปถึงการพ้นทุกข์ได้นั้น ต้องอาศัยการบ่มเพาะ
ทางแห่งการพ้นทุกข์กันนานพอสมควร (ที่ศัพท์ธรรมะใช้ว่า
'สร้างบารมี') ดังนั้น ระหว่างที่บุคคลยังไม่พ้นทุกข์
ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารหรือสังสารวัฏ
ครูบาอาจารย์บอกว่า ระหว่างทางไปสู่การพ้นทุกข์นั้น
คือ หมายความว่า การพยายามอยู่ในศีลในธรรม (หรือก็คือ
การไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่นชีวิตอื่น ทั้งทางกาย
วาจาและใจ) ก็ทำให้ทางของบุคคลนั้นๆ ปลอดภัยขึ้น สะดวก
ขึ้น โอกาสที่จะหล่นลงหุบเหวเจออันตรายหรือบาดเจ็บก็
น้อยลงลดลง ปลอดภัยมากขึ้นในระหว่างทาง (ที่ยังต้อง
เวียนว่ายตายเกิดอยู่)
ส่วน ทาน นั้น ก็เหมือนกับ เราให้อะไรหรือทำอะไรลงไป
เราก็จะได้ผลตอบแทนมาเช่นนั้น อาทิ เราทำดีกับคนอื่นคนอื่น
เค้าก็ย่อมจะดีกับเรา เราไม่ดีกับเขาเขาก็ไม่ชอบเราตอบคืนมา
ฯลฯ ดังนั้น การให้สิ่งดีๆ อาหารดีๆ (เท่าที่กำลังกายกำลัง
ทรัพย์กำลังสิ่งของของเราจะมีให้ คือ เป็นการให้ที่ไม่ได้ทำให้
ตัวเองหรือใครอื่นต้องเดือดร้อน) ยิ่งทำด้วยใจเท่าไหร่
ทำอย่างเต็มใจเท่าไหร่ ผลก็มากเพิ่มพูนตามนั้น ฯลฯ
ท่านว่า ระหว่างทางไปสู่การพ้นทุกข์ (= ระหว่างที่ยังต้อง
เวียนว่ายตายเกิดอยู่) ก็จะได้ไม่ลำบากนัก มีกินมีใช้
มีที่อยู่อาศัย มียารักษาโรค ไม่อดอยาก ฯลฯ
ผลที่เห็นชัดที่สุด ทันตาที่สุด สั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ ทำแล้ว
สบายใจ ยินดี อิ่มอกอิ่มใจ เป็นสุข :) นี่ก็คือบุญคือกุศล
อยู่ในตัวแล้วค่ะ และทุกขณะที่จิตของบุคคลเป็นบุญเป็นกุศล
(คือสบายใจ ยินดี ปลาบปลื้ม อิ่มเอมในความดีนั้นๆ)
ใจเรา-กายเรา-วาจาเราก็กำลังทำดีคือไม่ได้ทำบาป
ไม่ได้ก่อสิ่งที่เป็นอกุศลหรือเป็นทุกข์หรือที่จะให้ผลเป็นทุกข์
ฯลฯ ไปด้วยในตัว
สรุป บุญมีไว้ให้เกิดใจที่เป็นบวก เกิดการกระทำที่เป็นบวก
(คือใจที่คิดดี กายที่ทำดี วาจาที่ดี มีประโยชน์กับตนและผู้อื่น)
มีแล้วก็เอาบ่มเพาะให้มากๆ เข้า ทำให้มากๆ เข้า ใจก็จะเป็น
กุศลยิ่งๆ อิ่มอยู่ในความสุขในความดีที่กระทำบ่อยยิ่งๆ ขึ้น
กุศลคือคุณความดีก็เพิ่มขึ้นๆ ไม่พาไปสู่ใจที่ตกต่ำ
และยังช่วยพาใจพากายและวาจา ให้ออกจากสิ่งที่เป็นอกุศล
ให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปด้วย ก็จะยิ่งไปในทางที่สว่าง โล่ง สะดวก
สบายยิ่งๆ ขึ้น เพราะรู้อยู่ว่าทำแต่สิ่งที่ดี คิดแต่สิ่งที่ดี
พูดแต่สิ่งที่ดี เป็นกุศล เป็นบุญอยู่เนืองๆ เสมอๆ
หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เคยแสดงพระธรรมเทศนาสั้นๆ เข้าใจง่าย
และชัดเจนมาก เกี่ยวกับเรื่องกุศลและอกุศล (ซึ่งก็คือ ความดี-ความชั่ว
หรือบุญกับบาป นั่นเอง เป็นเรื่องเดียวกัน) เอาไว้ เคยจดคำแสดงธรรม
นี้ไว้และเคยนำลงเป็นกระทู้พระะรรมเทศนาในบอร์ดลานธรรมและ
อาจในบอร์ดอื่นๆ อีก (จำไม่ค่อยได้แล้วค่ะ) จึงขอนำมาลงเป็น
คำอธิบายขยายความอันชัดเจนแจ่มแจ้งเกี่ยวกับเรื่องความดี - ความชั่ว
กุศล - อกุศล หรือ บุญ - บาป ไว้ตรงนี้เลยนะคะ
๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๓
ณ บ้านลานทอง
+ + + + + + + + + + + + + + +
ความดี - กุศล - บุญ
ความดีคืออะไรที่ทำแล้วสบายกายสบายใจโดยไม่เดือดร้อนหรือเบียดเบียน
ตนและคนอื่นหรือว่ายิ่งเป็นประโยชน์ทั้งประโยชน์คน (ประโยชน์สำหรับ
ตัวผู้กระทำเอง) และประโยชน์ท่าน (ประโยชน์ต่อผู้อื่น ชีวิตอื่น) สิ่งนั้น
ก็คือ 'ความดี' อันเป็นกุศล เป็นบุญ ก่อให้เกิดความสุข ร่มเย็น สบายใจ
ในทางกลับกัน อะไรก็ตามคิดหรือทำแล้ว ไม่ว่าทางกายหรือวาจา ทำให้
เป็นทุกข์ ร้อนรุ่ม ไม่สบายใจ ไม่ว่าต่อตัวเองเหรือต่อผู้อื่นชีวิตอื่น
ทำแล้วให้ผลเป็นทุกข์ ไม่ว่าทุกข์กายหรือทุกข์ใจของตนเองหรือของ
ผู้อื่น ทำแล้วเป็นบาป ได้บาป เป็นอกุศล นี่ก็คือ 'ความชั่ว ความไม่ดี
สิ่งที่ไม่ควรคิดไม่ควรกระทำ' ทั้งปวง
วาจาและใจ ทำแล้วเกิดกุศล เป็นกุศล ทำแล้วก็ทำให้มีความสุข
เกิดอกุศล ทำแล้วทำให้เป็นทุกข์ เกิดทุกข์
ประกอบให้เป็นพื้นของกายวาจาและใจ ให้กายวาจาใจตั้งมั่นอยู่ใน
บุญในกุศล ก็จะเป็นการสร้างพื้นฐานดีๆ ให้กับกายและใจ
ให้กายและใจเป็นกุศล ดีงามอยู่เสมอ ด้วยการมีศีลเป็นพื้นฐาน
อย่างต่ำศีลห้า พยายามรักษาไว้ไม่ให้ศีลพร่องศีลขาด มีชีวิตอยู่
กับสติ ไม่ลื่นไหลหรือหลงไป คล้อยตามไปกับสิ่งที่ไม่ดี ที่เป็นบาป
หมั่นทำบุญทำทาน มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นและสัตว์ร่วมโลก
ทั้งหลาย อีกบุญที่เป็นบุญสูงสุดกับตัวเองก็คือ การฝึกสัมมาสมาธิ
ชำระจิตใจให้สงบ สะอาด บริสุทธิ์ แล้วเจริญสติ เจริญภาวนาตาม
แนวสติปัฏฐานสี่ เพื่อให้ใจที่อยู่ในศีลแล้ว สงบสะอาดบริสุทธิ์แล้ว
ได้เกิดปัญญา พาตัวเองออกจากความเห็นผิด (โมหะ อวิชชา)
ไปสู่ความเห็นที่ถูกต้อง ตรงและดี เพื่อนำพาตัวเองออกจากทุกข์
ในที่สุด การทำบุญทั้งหมดนี้ ค่อยๆ ทำไปเป็นขั้นตอน ตามกำลัง
ตามโอกาส กายและใจก็จะดีงาม เปี่ยมไปด้วยบุญ พัฒนาไปใน
ทางที่ดีงาม ถูกต้องไปเรื่อยๆ ยิ่งๆ
มาดีแล้ว สะสมมามากแล้ว และก็ยังเพียรสะสมแผ้วทาง
สร้างบุญต่างๆ นี้ให้กับตัวเองให้ยิ่งๆ ต่อๆ ไปเรื่อยๆ
เหมาะสม ตรงกันข้าม กลับประกอบแต่สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ส่งผลให้
ต้องเกิดความทุกข์ เดือดร้อนกายใจ ทำให้จิตใจเสื่อม ตกไปสู่
ทางที่แย่ลงเสื่อมลงไปเรื่อยๆ
ศีล เป็นสะพาน
ทาน เป็นเสบียง