หากว่ากันโดยแก่นธรรมแล้ว เมื่อสรรพสัตว์เห็นทุกข์โทษภัยในวัฏฏสงสาร
ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย หวาดกลัวต่อทุกข์ ต่อการเวียนว่ายตายเกิด
ผู้ที่มุ่งออกจากทุกข์ จึงมักมุ่งตั้งจิต ตั้งใจมั่นหรือเรียกว่าอธิษฐานก็ได้
ว่าขอให้ได้พ้นทุกข์ เป็นสำคัญ
การอธิษฐานหรือตั้งจิต จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ ตั้งใจให้มั่น ระลึกถึงอยู่
เนืองๆ ก็ได้ ท่านว่าเหมือนเป็นการสั่งซ้ำย้ำเตือนจิต ตอกตะปูความ
ตั้งใจและความมุ่งมั่นให้ลึกลงๆ หนักแน่นขึ้นๆ เรื่อยๆ ไปตามกาล
อย่างเช่น ในการจบทานทุกครั้ง หลังการเดินจงกรมนั่งสมาธิทุกครั้ง
ในการสวดมนต์ไหว้พระทุกครั้ง และตลอดเวลาเมื่อไหร่ก็ตามที่นึก
ถึงเรื่องนี้
คำอธิษฐาน สำหรับผู้ที่มุ่งพ้นทุกข์ ก็อาจเป็นอะไรสั้นๆ ประโยคเดียว
ว่าขอให้
เหล่านี้ (แล้วแต่ว่าเรากำลังทำอะไร) เช่น ขอให้ผลบุญ
เหล่านี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้สิ้นทุกข์โดยเร็ว ฯลฯ
ถ้าจะเอาให้ละเอียดปลอดภัย ก็อาจเป็นประมาณนี้ว่า ขอให้ข้าพเจ้า
เป็นผู้เที่ยงต่อความเป็นสัมมาทิฏฐิ ตราบเท่าที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด
ก็ขอให้เป็นผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ได้เกิดและอยู่ในแวดล้อมของผู้มีสัมมาทิฏฐิ
มีผู้มีสัมมาทิฏฐิเป็นกัลยาณมิตร ขอให้ได้เกิดดี ได้มีโอกาสมาพบพระพุทธศาสนา
เข้าถึงแก่นแห่งพระธรรม ได้มีโอกาสปฏิบัติสติปัฏฐานสี่
และวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางที่ตรงและถูกต้องต่อเนื่องกันไป
จวบจบได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ฯลฯ
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ตั้งจิตจะต้องปฏิบัติตนคือปฏิบัติกายและใจ
โดยเพียรพยายามฝึกฝนตนเองให้เกิดปัญญารู้แจ้ง เพื่อให้ได้รู้เท่าทันโลก
และสรรพสิ่งตามความเป็นจริง รู้เท่าทันทุกข์ รู้เท่าทันพระไตรลักษณ์
รู้เท่ากันกิเลสตัณหา อุปาทาน ให้ยิ่งๆ ด้วยการเจริญสติ (สติปัฏฐานสี่)
และเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ให้เนืองๆ รวมทั้งหมั่นให้ทาน รักษาศีล
เจริญเมตตาธรรม เจริญพรหมวิหารสี่ มีชีวิตอยู่ในบุญในกุศลและ
มีสติอยู่เป็นนิจ
คุยกันได้เสมอที่
ห้องสนทนาธรรม ค่ะ