ผู้สนใจธรรมหรือผู้ปฏิบัติธรรมจะโชคดีอยู่อย่าง
อย่างที่มีในคติพุทธศาสนาว่า "สุขอื่นใดเหนือความสงบ ไม่มี"
ดังนั้น ปุถุชนอย่างเราๆ ถ้าใครสามารถทำงานไปตามหน้าที่
และยิ่งถ้าใครสามารถวางความอยากก้าวหน้าลงเสียได้
และหากลาภหรือความก้าวหน้าที่คาดหวังไว้หรือว่าที่ควรจะได้
"ความสุขกับปัจจุบันในการทำงาน"
คงต้องเริ่มจากความเข้าใจและยอมรับอย่างถ่องแท้ในหน้าที่ในโลก
อันนี้สติปัฏฐานสี่ช่วยได้เรื่องการทำงานให้มีความสุขกับปัจจุบัน
แต่ถ้าหมายถึงความสุขในปัจจุบันขณะคือแต่ละขณะจิต
ภาคปฏิบัติ
ตัวอย่างเช่นถ้าหากงานมาไม่รู้จบ งานนี้จบก็มีงานใหม่ต่อ
ลองอย่างนี้ ... เมื่อได้งานใหม่มาปั๊บก็เอาสติไปรู้ว่า
พองานเก่าเสร็จ ก็ "เสร็จหนอ" "ดีใจหนอ" "อยากพักหนอ"
พอพักเสร็จก็ "งานใหม่หนอ" "อยากทำหนอ" "ตั้งใจหนอ"
ทำอย่างนี้...มีความสุขกับปัจจุบันได้แน่นอนค่ะ
"ทำอย่างไรจะไม่เป็น workaholic"
ถ้าทำสองข้อต้นได้ อาการ workaholic น่าจะเบาบางลง
หรือทำงานมาจนดึกแล้ว ร่างกายไม่ไหวแล้ว ก็จะเริ่ม
เบื่องาน "เบื่อ ซ้ำซาก เป็นวงกลม"
ใช่แล้วค่ะ พระไตรลักษณ์กำลังปรากฏตรงหน้า
เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย - เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย -เกิด - - -
เป็นอย่างนี้ไป หมุนวนไม่สิ้นสุด
เรายังสร้างเหตุเกิด...เราก็เลยยังต้องเกิด
ถ้าหากว่าเบื่องานแต่ว่ามีทางเลือกเช่นถ้าออกจากงานนี้
ภาคปฏิบัติ
แต่ถ้าต้องออกจากงาน โดยยังเคว้งคว้าง ภาระหน้าที่ยังมี
กระซิบว่าวิชาสติปัฏฐานสี่นี้สนุกมาก
แถมถ้าทำได้ จะพบกับความสุขอีกแบบ ความสุขแบบมี
อยู่ในปัจจุบันได้อย่างเป็นสุข
หากต้องการสนทนาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือข้อธรรมอื่นใด
(ความจริงไม่ควรใช้คำว่า "โชค" แต่ไม่ทราบจะใช้คำอะไรดี
ก็เลยขอเป็นคำนี้ไปก่อนแล้วกันค่ะ) ตรงที่เข้าใจซาบซึ้ง
ใน โลกธรรมแปด (ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ
เสื่อมยศ นินทา ทุกข์) ได้พอสมควร รู้และตระหนักว่า
เมื่อลาภมา วันหนึ่งความเสื่อมในลาภนั้นก็จะตามมาเช่นกัน
อย่างนี้เป็นต้น
ดังนั้น ถ้าใครทำงานหรือมีชีวิตในทุกๆ ด้าน โดยมีความสงบ
ในจิตใจเป็นพื้นฐาน ย่อมเป็นผู้มีความสุขอย่างยิ่ง
จะอยู่ในโลกอันวุ่นวาย ก็วุ่นวายไปแต่กิริยา ขยับทำไปตามหน้าที่
แต่ใจไม่ได้วุ่นวายด้วย ใจวาง ใจสงบ ใจรู้ ใจมีสติ
ระลึกรู้อยู่ว่านี่เป็นหน้าที่ทางโลก หน้าที่ของกายนี้ใจนี้ในปัจจุบันชาติ
ก็จะโชคดียิ่ง ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ตามขั้นตอนของโลก
(เพราะอย่างไรเสีย ตั้งใจทำงาน ก็ย่อมต้องก้าวหน้าอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยากได้ก็ตาม) หรือมีสติรู้จักเค้าว่าก็เป็นเพียง
"ลาภ" (หนึ่งในโลกธรรมแปด) อีกชิ้นหนึ่งเท่านั้น ก็จะยิ่ง
โชคดีเข้าไปใหญ่ เมื่อลาภคือความก้าวหน้ามาถึง ก็ไม่ดีใจจน
เกินเหตุ เพราะรู้เท่าทันเสียแล้ว ทำให้ใจหนักแน่น มั่นคง มีสติ
พร้อมต่อการเผชิญทุกสิ่งทุกอย่าง เผชิญงานที่หนักหนาสาหัส
ยิ่งกว่า ได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ในเวลานั้นเวลานี้ ไม่มีมา ก็จะได้ไม่ฟูมฟาย ทุกข์ทรมาณ
โกรธตัวเอง โกรธโลก จนเกินเหตุ เพราะก็รู้เท่าทันความไม่เที่ยง
ความไม่แน่นอนในโลก เสียแล้วเช่นกัน
เสียก่อนว่า เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เรามีหน้าที่มากมายที่ต้องปฏิบัติ
ใครเป็นลูก ก็มีหน้าที่ของลูก พ่อแม่ก็มีหน้าที่ของพ่อแม่ เป็นต้น
งานก็เช่นกัน เป็นหน้าที่ของมนุษย์ กายนี้มีให้ใช้ให้เคลื่อนไหว
ใจมีให้ฝึกเพื่อประโยชน์โลกประโยชน์ธรรม สรุปก็คือ ต้องพิจารณา
ใคร่ครวญให้เข้าใจและรู้ในหน้าที่ของตัวเราเองในทุกบทบาท
รวมทั้งบทบาทการทำงานด้วย จากนั้นก็ทำใจให้ยอมรับ
ว่าจะทำงานตามหน้าที่ให้ดีที่สุดอย่างมีความสุข ไม่ใช่ฝืนทำ
ไปวันๆ ถ้าหากยังฝืนใจ ยังไม่มีความสุข อาจต้องลองพิจารณา
ปรับความคิดเสียใหม่
แต่ละวินาที ก็ตอบว่าต้องพึ่งพระสติ ใช้สติปัฏฐานสี่
"งานใหม่หนอ" "รู้หนอ" แล้วก็ทำงานเก่าไปด้วยสติจนเสร็จ
(ทำงานด้วยสติก็คือ "อยากทำงานหนอ" ตอนจะเริ่มงานตอนเช้า
ก็ "ตั้งใจหนอ" "ทำหนอ" "เขียนหนอ" "คิดหนอ" "พูดหนอ"
"คีย์หนอ" ฯลฯ)
"พักหนอ" (กำหนดสติทุกครั้ง อย่าลืมกำหนดให้ถูกฐาน (คือถูกที่ตามความ
เป็นจริงนะคะ
ดีใจกำหนดที่ใจ อยากอะไรกำหนดที่ใจ เห็นกำหนดที่ตา
ได้ยิน กำหนดที่หู ได้กลิ่นกำหนดที่จมูก เป็นต้น)
"ทำหนอ" แล้วก็ทำต่อไป เท่านี้เอง จะกี่งานกี่งานมาต่อกัน
ก็ไม่เป็นไรเลย เราก็ทำไปเรื่อยๆ ตามหน้าที่
ความเครียดความเกร็งที่จะต้องทำจะลดน้อยหรืออาจหายไปก็ได้
ด้วยเพราะเรามีสติกำกับตลอด เพราะเมื่อสติมา ปัญญาก็เกิด
อวิชชาและกิเลส (เช่นความไม่อยากทำงาน) ออกทำงานไม่ได้
หรือออกทำงานได้ยากขึ้นค่ะ
เพราะเราทำด้วยสติ มีชีวิตอยู่กับสติ ทำงานไปอย่างมีสมาธิ
รู้ว่ากายนี้ใจนี้สักแต่ว่าทำหน้าที่ในแต่ละปัจจุบันขณะเท่านั้น
เมื่อตกเย็น ทำงานมาเหนื่อยแล้ว ท้องเรียกร้องว่า "หิวหนอ" ก็ต้อง
"อยากพักหนอ" "หิวหนอ" "รับประทานหนอ" "ทานหนอ" ไป
เรียกว่าหน้าที่อะไรเด่นสุด หน้าที่อะไรควรทำที่สุด
เมื่อใช้สติกำหนดอยู่แล้ว สติเค้าจะช่วย ปัญญาที่เกิดจะ
บอกเราเองว่าตอนนี้เป็นเวลาพักนะ ตอนนี้เป็นเวลางานนะ
ตอนนี้ต้องเร่งทำงานนะ เป็นต้น
"ง่วงหนอ" "อยากพักหนอ" ถ้ายังอยากทำงานต่อก็ต้อง
ใช้สติปัญญาเข้ากำหราบหน่อยละค่ะ ว่า "อยากทำงานหนอ"
"ไม่ทำหนอ" "ต้องพักแล้วหนอ" อะไรก็ว่าไปตามจริงนะคะ
กำหนดและพิจารณาตามสมควรไปเรื่อยๆ
สังสารวัฏกำลังเผยโฉมหน้าให้เห็นชัดๆ
(ใช้เป็นเครื่องพิจารณาให้ปัญญาเกิดก็ได้ ถ้าต้องการ)
วงเวียนชีวิตแต่ละวัน วงเวียนการทำงาน
หรือวงเวียนการเวียนว่ายในสังสารวัฏ ก็เหมือนๆ กัน
เป็นวงเวียน - วนเวียน แบบโลกๆ มีอยู่เท่านี้เองจริงๆ
เราก็เลยยังมี "ผลกรรมเก่า" ที่ต้องมารับ
เราก็เลยยังต้องมี "หน้าที่ปัจจุบัน" ที่ยังต้องทำ
แล้วมีงานใหม่รองรับ มีเงินรองรับ ไม่ลำบากเรื่องเศรษฐกิจ
คุณแม่คุณพ่อ ครอบครัว ไม่ทุกข์ใจ เราสุขใจ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร
นั่นก็ลำบากหน่อย ขอแนะนำว่าถ้ายังไม่เคยลองให้ลอง
ฝึกใช้สติปัฏฐานสี่เข้ามาในชีวิตประจำวันแบบที่
แนะนำไว้แล้วข้างบน จะช่วยแก้เบื่อแก้เซ็ง
ได้เยอะ เวลาเบื่อก็กำหนด "เบื่อหนอ" แล้วดูอาการเบื่อไป
ขี้เกียจก็กำหนด "ขี้เกียจหนอ" แล้วดูอาการขี้เกียจซิว่า
เค้าหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่ว่าอารมณ์อะไรจะเกิด กำหนดรู้
ดูเขาไปตามความเป็นจริง
วิชานี้ของพระพุทธองค์ ช่างเลิศจริงๆ
ถ้าใครหมั่นกำหนดไปกับชีวิตประจำวันเรื่อยๆ จะรู้ว่า
วันๆ นึงแค่มานั่งกำหนดสติ
นี่ก็ไม่มีเวลาให้ฟุ้งซ่านเลยแล้ว กำหนดไม่ทันด้วยซ้ำ
เพราะกายและใจเราเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา
เกิด-ดับ เกิด-ดับ ตลอดเวลา มีงานให้สติทำอยู่ตลอดเวลา
พร้อมๆ ไปกับการดำเนินชีวิตประจำวันไปตามปกติ
ทุกอย่างนี่แหละ
ปัญญาแท้ๆ ที่พาพ้นทุกข์ได้ (ภาวนามยปัญญา) และจะได้พบ
ความมหัศจรรย์ของพระสติ ที่เล่ายังไงก็ไม่เหมือนได้สัมผัส
ด้วยตัวเองนะคะ โลภ โกรธ หลง จะค่อยๆ เบาบางลง
เข้ามามีอิทธิพลกับใจเราได้น้อยลงๆ เรื่อยๆ
อวิชชาจะทำงานยากขึ้น วิชชาหรือปัญญาแท้ๆ
รู้โลกรู้ธรรมตามความเป็นจริง จะค่อยๆ บังเกิด
ไม่ได้กำลังสร้างเหตุไม่ดีหรือเหตุแห่งทุกข์ในอนาคตที่ยังต้องเวียนว่าย
และกำลังสร้างสม แผ้วถางทางไปสู่ความพ้นทุกข์
คือพระนิพพาน
คุยกันได้เสมอที่
ห้องสนทนาธรรม ค่ะ