กรรม กฏแห่งกรรม

 

กรรม และ กฏแห่งกรรม

ในคติพุทธ กรรม (คือ การกระทำ) มีจริง
กฏแห่งกรรม ก็มีจริง

เรื่องของกรรมและกฏแห่งกรรมเป็นเรื่องซับซ้อนนัก
เพราะกรรมนั้นมีหลายแบบ กรรมดี กรรมชั่ว กรรมกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว
กรรมหนัก กรรมเบา กรรมหนักสุดๆ กรรมมีผลมาก กรรมมีผลน้อย
กรรมที่ให้ผลปัจจุบันทันที กรรมที่รอให้ผลในอนาคตทั้งใกล้และไกล
กรรมที่เป็นอโหสิกรรมไป ฯลฯ

ความจริงเรื่อง กรรม เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงบอกว่าไม่ควรคิด
หากขืนคิดก็จะยิ่งงงงวยสับสนไม่เข้าใจไปได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เป็นเพราะ
ว่าตามแนวธรรมะแล้ว แต่ละชีวิตล้วนเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วมากมาย
จนนับชาติไม่ถ้วนในสังสารวัฏหรือกงล้ออันไม่รู้จบแห่งกรรมนี้

เมื่อเราเกิดมาแล้วมากมาย แต่ละชีวิตก็อาจเคยเจอะเจอ ผูกพัน สร้างเวร
สร้างกรรมต่อกันและกันมาแล้วมากมาย กรรมคือการกระทำต่างๆ ก็มากมาย
ละเอียดพิสดาร ซ้ำซ้อนกันเป็นชั้นๆ แม้จะจำอดีตชาติไม่ได้ว่าเคยเกิดเคยตาย
ตรงไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เคยทำอะไรเอาไว้บ้างทั้งดีและไม่ดี แต่ทุกอย่างได้
บันทึกเอาไว้หมดแล้วโดยไม่ตกหล่น ด้วยกฏแห่งกรรม เมื่อกระทำสิ่งใด
ก็ต้องได้รับผลอันเหมาะกับการกระทำนั้นๆ เสมอ ไม่ช้าก็เร็ว

แม้ว่าเรื่องของกรรมจะไม่ควรคิดให้มาก แต่หากเราใฝ่ใจศึกษาหาความรู้
และที่สำคัญหากเราใฝ่ใจเพียรปฏิบัติกายปฏิบัติใจเพื่อให้เกิดปัญญายิ่งๆ
(ปัญญาแท้ๆ ที่จะเข้าไปรู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันเหตุและผลต่างๆ ในโลก
รู้เท่าทันพระไตรลักษณ์ ฯลฯ) เราก็อาจพอจะเข้าใจได้บ้าง เราก็จะทราบว่า
ที่แท้ ที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เกิดมาอย่างนี้ ได้อัตภาพอย่างที่เป็นตอนนี้
ต้องมาเสวยทุกข์หรือได้มาเสวยสุขเช่นปัจจุบันนี้ ทุกอย่างเราล้วนทำมาเอง
ทั้งนั้นในอดีต และปัจจุบันก็คือผลจากอดีต

เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดตระหนักได้เช่นนี้ ก็จะหวาดผวา กลัวต่อการสร้างกรรมไม่ดี
เพราะรู้แน่อยู่ว่าวันหนึ่งต้องได้รับผลแน่นอน อาจไม่ใช่ชาตินี้ก็ได้ แต่ผลรออยู่
อย่างแน่นอน เมื่อหวาดผวากลัวการก่อกรรมไม่ดี สร้างเหตุไม่ดีแล้ว ก็จะ
เริ่มพยายามตั้งตัวตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติกายและใจให้ทำแต่กรรมอันดี
ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันนี้เองที่จะไปเกิดเป็นผลหรือผลกรรม
ในอนาคตอย่างแน่นอน

เมื่อเห็นจริงถึงภัยดังกล่าว ในขั้นแรกๆ ก็จะเพียรพยายามระมัดระวังสำรวม
กายวาจาและใจให้อยู่ในความดีงาม เพื่อไม่สร้างกรรมไม่ดี ไม่สร้างกรรมอัน
เป็นอุกศล ดำรงตนอยู่ในความดี

จากนั้น ก็จะค่อยเห็นจริงว่า การที่ยังต้องมีกรรม ต้องสร้างกรรม ต้องรับผลแห่ง
กรรมทั้งหลาย แม้จะเป็นกรรมดี ทำดีก็เถอะ ก็ยังไม่หมด ยังไม่จบ ยังไม่หลุด
ไปจากกฏแห่งกรรม วงเวียนและวังวนแห่งกรรมไปได้ ก็จะพยายามดิ้นรน
ขวนขวาย หาทางออกจากวงเวียนกรรมอันน่ากลัวนี้ ไปสู่ความไม่ต้องสร้างเหตุ
ไม่ต้องรับผลใดๆ อีกเลย ไปสู่ความสุขสงบอันถาวรเป็นนิรันดร์ ไม่ต้องเกิดแก่
เจ็บตาย เวียนสร้างกรรมและเวียนรับผลต่างๆ จากการกระทำอีกเลย

ข้างล่างต่อไปนี้ เป็นเรื่องของกรรมล้วนๆ เป็นทฤษฎีทางพระพุทธศาสนา
ว่าด้วยกรรมและกฏแห่งกรรม จำแนกแจกแจงไว้อย่างละเอียด แม้อาจอ่านยาก
เพราะมีศัพท์ต่างๆ อยู่พอสมควร แต่ก็ควรค่าอย่างยิ่งแก่การศึกษาทำความเข้าใจ
เรียบเรียงมาจากหนังสือ วิสุทธิ ญาณ นิเทส ตำราคู่มือวิปัสสนากัมมัฏฐาน
โดย ธนิต อยู่โพธิ์ แปลและเรียบเรียง จาก
พระบาลีคัมภีร์วิสุทธิมัคคปริจเฉทที่ ๑๘ - ๒๓

*****************************************

เรื่องของกรรมวัฏและวิบากวัฏ

กำหนดรู้ปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ

พระภิกษุอีกรูปหนึ่ง ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป
ทางกรรมวัฏ และวิปากวัฏ อย่างนี้ว่า "ธรรม ๕ อย่างคือ;
โมหะในกรรมภพก่อน ได้แก่ อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำไว้ใน
กรรมภพก่อน ได้แก่ สังขาร ๑ ความใคร่ ได้แก่ ตัณหา ๑
ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่ อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ ภพ ๑
ในกรรมภพก่อน เหล่านี้ เป็นปัจจัยของปฏิสนธิในภพนี้

ธรรม ๕ อย่าง คือ; ปฏิสนธิในภพนี้ ได้แก่ วิญญาณ ๑
การก้าวลง (ในครรภ์มารดา) ได้แก่ นามรูป ๑ ประสาท
ได้แก่ อายตนะ ๑ สิ่งที่สัมผัสถูกต้อง ได้แก่ ผัสสะ ๑ การ
เสวยอารมณ์ ได้แก่ เวทนา ๑ ในอุปปัติภพนี้ เหล่านี้
เป็นปัจจัยของกรรมที่ทำไว้ในภพก่อน เพราะเหตุที่
อายตนะทั้งหลายแก่กล้าในภพนี้แล้ว ธรรม ๕ อย่าง คือ;
โมหะ ได้แก่ อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำ ได้แก่ สังขาร ๑
ความใคร่ ได้แก่ ตัณหา ๑ ความยึดมั่นถือมั่น ได้แก่
อุปาทาน ๑ เจตนา ได้แก่ ภพ ๑ ในกรรมภพนี้ เหล่านี้
เป็นปัจจัยของปฏิสนธิ (ในภพ) ต่อไป"
ดังนี้

ว่าด้วยกรรม ๑๒ ชนิด

(ชื่อกรรม ๑๒ ในภาษาไทย แปลตามพระนิพนธ์ สมเด็จพระ
มหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในธรรมวิภาค
ปริเฉทที่ ๒)

ในกรรมวัฏและวิปากวัฏนั้น กรรม (ให้ผลตามคราว) มี ๔ อย่าง คือ

๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพนี้
๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลต่อเมื่อเกิดแล้วในภพหน้า
๓. อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพสืบๆ ไป
๔. อโหสิกรรม กรรมให้ผลสำเร็จแล้ว

ในบรรดาจิต ๗ ดวง (ซึ่งดำเนินไป) ชวนะวิถี เดียวกัน
นั้น ชวนะเจตนา ดวงแรก เป็นกุศล หรืออกุศล ก็ตาม มีชื่อเรียก
ว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม นั้น
ให้ผลในอัตตภาพนี้เท่านั้น แต่เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) อย่างนั้น
ก็มีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ไป ที่เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า
อโหสิกรรม ตามหลักของหมวด ๓ (ติกะ) ดังนี้ คือ "ผลของกรรม
มิได้มีแล้ว ๑ ผลของกรรมจักไม่มี ๑ ผลของกรรมไม่มีอยู่ ๑"

ส่วน ชวนะเจตนา ดวงที่ ๗ ซึ่งทำให้สำเร็จความประสงค์
มีชื่อเรียกว่า อุปปัชชเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม นั้น
ให้ผลในอัตตภาพถัดไป เมื่อไม่สามารถ (ให้ผล) ตามนั้น ก็เป็น
กรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม ไป โดยนัยดังกล่าวแล้วเช่นกัน
ชวนะเจตนา (อีก) ๕ ดวง ในระหว่างชวนะเจตนา ๒ ดวง (คือ
ดวงที่ ๑ และที่ ๗) มีชื่อเรียกว่า อปราปรเวทนียกรรม
อปราปรเวทนียกรรม นั้น ได้โอกาสเมื่อใดในกาล
อนาคต ให้ผลเมื่อนั้น เมื่อยังมีความเป็นไปของสังขาร ก็ยังไม่
เป็นกรรมมีชื่อเรียกว่า อโหสิกรรม

ยังมีกรรม (ให้ผลตามลำดับ) อีก ๔ อย่าง คือ;

๑. ครุกรรม กรรมหนัก
๒. พหุลกรรม กรรมเคยชิน
๓. อาสันนกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน
๔. กตัตตาวาปนกรรม กรรมสักแต่ว่าทำ

บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล ก็ตาม
ในบรรดากรรมหนักและไม่หนัก กรรมใดเป็นกรรมหนัก เช่น
มาตุฆาต (ฆ่ามารดา) เป็นต้น ก็ตาม หรือ มหัคคตกรรม
(รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล) ก็ตาม กรรมนั้นแลให้ผล
ก่อน ถึงแม้ในบรรดากรรมที่เคยชินและไม่เคยชินก็เหมือนกัน
กรรมใดที่เคยชิน เช่นความเป็นผู้มีศีลดี ก็ตาม หรือความเป็น
ผู้ทุศีล ก็ตาม กรรมเคยชินนั้นแลให้ผลก่อน กรรมที่คนเรา
ระลึกได้ ในเวลาใกล้มรณะมีชื่อเรียกว่า อาสันนกรรม (คือ
กรรมเมื่อจวนเจียน) เพราะว่าบุคคลผู้ใกล้จะตาย สามารถ
ระลึกถึงกรรมใดได้ เขาก็เกิดขึ้นด้วยกรรมนั้นนั่นแล ส่วน
กรรมนอกจาก ๓ อย่างนี้ เป็นกรรมที่ได้ความคุ้นเคยบ่อยๆ
มีชื่อเรียกว่า กตัตตาวาปนกรรม เมื่อไม่มีกรรม ๓ อย่าง
เหล่านั้นแล้ว มันจึงชักพาไปสู่ปฏิสนธิ

ยังมีกรรม (ให้ผลตามกิจ) อีก ๔ อย่าง คือ

๑. ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด
๒. อุปัตถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน
๓. อุปปีฬกกรรม กรรมบีบคั้น
๔. อุปฆาตกกรรม กรรมตัดรอน

บรรดากรรม ๔ อย่างนั้น กรรมที่มีชื่อเรียกว่า ชนกกรรม เป็น
ทั้งกุศลทั้งอกุศล ชนกกรรมทำให้เกิดวิบากขันธ์ทั้งในกามภพ
ในรูปภพ และ ในอรูปภพ ทั้งในเวลาปฏิสนธิ ทั้งในเวลาที่
วิบากขันธ์เป็นไป (ตั้งแต่เกิดจนตาย) ส่วนอุปัตถัมภกกรรม
ไม่สามารถให้เกิดวิบาก (ขันธ์) ได้ แต่เมื่อกรรมอื่นให้
ปฏิสนธิแล้ว จึงสนับสนุนสุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์)
ซึ่งกรรมอื่นให้เกิดขึ้น ให้เป็นไปตลอดกาล อุปปีฬกกรรม
เมื่อกรรมอื่นให้ปฏิสนธิแล้ว ก็เข้าบีบคั้น เบียดเบียนสุขหรือ
ทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิบาก (ขันธ์) ซึ่งกรรมอื่นทำให้เกิดขึ้น มิให้
ดำเนินไปตลอดกาล ส่วนอุปฆาตกกรรม ไม่ว่าตนเองจะ
เป็นกุศล หรืออกุศลก็ตาม คอยตัดรอนกรรมอื่นที่มีกำลัง
ด้อยกว่า ห้ามปรามผลของกรรมนั้นไว้ แล้ทำโอกาสให้แก่
ผลของตน แต่เมื่อกรรมทำโอกาสให้อย่างนี้แล้ว ก็เรียกวิบาก
นั้นได้ว่า เกิดขึ้นแล้ว

ลำดับของกรรมและลำดับของวิบาก ของกรรม ๑๒ อย่าง
ดังกล่าวมานี้ ย่อมปรากฏโดยหน้าที่ของตนตามความเป็นจริง
เฉพาะแก่ กรรมวิปากญาณ ของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย ไม่สาธารณ์ทั่วไปกับพระสาวกทั้งหลาย แต่
พระภิกษุผู้บำเพ็ญวิปัสสนา พึงทราบทั้งลำดับของกรรม
และทั้งลำดับของวิบากไว้โดยเอกเทส เพราะฉะนั้น จึงได้
ประกาศความวิเศษของกรรมนี้ไว้ด้วยการแสดงแต่เพียง
ที่เป็นหลัก ด้วยประการฉะนี้

พระภิกษุรูปหนึ่ง ครั้นบรรจุกรรม ๑๒ อย่างนี้เข้าไว้ในกรรม
วัฏด้วยประการฉะนี้แล้ว ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนาม
และรูป ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ด้วยประการดังกล่าวนั้น
พระภิกษุนั้น ครั้นเห็นความเป็นไปของนามและรูปโดยปัจจัย
ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏแล้ว ก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า
"นามและรูปนี้ ในบัดนี้ ก็เป็นไปอยู่ โดยปัจจัย ทางกรรมวัฏ
และวิปากวัฏ ฉันใด ถึงแม้ในอดีตกาล ก็เป็นไปแล้วโดยปัจจัย
ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ ถึงแม้ในอนาคตกาล ก็จักเป็นไป
โดยปัจจัย ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ เหมือนฉันนั้น ทั้งกรรม
และทั้งวิบากของกรรม ทั้งกรรมวัฏและทั้งวิปากวัฏ ทั้งความ
เป็นไปของกรรมและทั้งความเป็นไปของวิบาก ทั้งความ
สืบต่อของกรรมและทั้งความสืบต่อของวิบาก ทั้งกิริยาและ
ทั้งผลของกิริยา ก็เป็นไปด้วยประการฉะนี้

กัมมวิปากา วัตตันติ วิปาโก กัมมสัมภโว
กัมมา ปุนัพภโว โหติ เอวัง โลโก ปวัตตติ.

แปลความว่า
เพราะกรรม วิบากทั้งหลายจึงเป็นไป วิบากเกิดจากกรรม
ภพใหม่ ก็มีเพราะกรรม โลกหมุนเวียนอยู่อย่างนี้"

เมื่อภิกษุนั้นเห็นอยู่เสมอเนืองๆ อย่างนี้ ก็ละความสงสัยหมด
ทั้ง ๑๖ ประการ ซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องต้น (อดีตกาล)
เป็นต้น แล้วกล่าวไว้โดยนัย มีอาทิว่า "ข้าพเจ้าได้เป็นมา
แล้วนี้หนอ?" ในภพ (๓) โยนิ (๔) คติ (๕) ฐิติ (๗)
และนิวาส (๙) ทั่วทั้งหมด ก็ปรากฏอยู่แต่เพียงนาม
และรูป ซึ่งเป็นไปอยู่ด้วยความสัมพันธ์ของเหตุและผล
เท่านั้น นอกเหนือไปจากเหตุ พระภิกษุนั้นมิได้เห็นการก
(ผู้สร้าง) นอกเหนือจากความเป็นไปของผล ก็มิได้เห็น
ผู้เสวยผล จึงเป็นอันว่า พระภิกษุนั้นเห็นดีแล้วด้วยปัญญา
โดยชอบว่า เมื่อมีเหตุ บัณฑิตทั้งหลายก็พากันกล่าวด้วย
คำเพียงหมายรู้ร่วมกันว่า "มีผู้สร้าง" เมื่อมีความเป็นไปของ
วิบาก ก็กล่าวว่า "มีผู้เสวย" ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น
ท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า

กัมมัสส การโก นัตถิ วิปากัสส จ เวทโก
สุทธธัมมา ปวัตตันติ- เอเวตัง สัมมทัสสนัง.

แปลความว่า ผู้สร้างกรรมไม่มี และผู้เสวยผล (ของกรรม) ก็ไม่มี ธรรมล้วนๆ
เป็นไปอย่างเดียว นี้เป็นสัมทัสสนะ (คือ ความเห็นโดยชอบ)

เอวัง กัมเม วิปาเก จ วัตตมาเน สเหตุเก
พีชรุกขาทิกานังว ปุพพา โกฏิ น นายติ.

แปลความว่า
เมื่อกรรมและวิบาก พร้อมทั้งเหตุ เป็นไปอยู่อย่างนี้
ก็ไม่มีใครรู้เบื้องต้น (และ) เบื้องปลาย ดุจไม่มีใครรู้
เบื้องต้น (และ) เบื้องปลายของเมล็ดพืชและต้นไม้
เป็นต้น ฉะนั้น

อนาคเตปิ สังสาเร อัปปวัตตัง น ทิสสติ
เอตมัตถัง อนัญญาย ติตถิยา อสยังวสี
สัตตสัญญัง คเหตวาน สัสสตุจเฉททัสสิโน
ทวาสัฏฐิทิฏฐึ คัณหันติ อัญญมัญญัง วิโรธิตา.

แปลความว่า
แม้ในอนาคตกาล ความไม่เป็นไปในสังสารวัฏก็ไม่ปรากฏ
พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ความข้อนี้ ทั้งตนเองก็ไม่มีความ
เชี่ยวชาญจึงยึดถือสัตตสัญญา (ความสำคัญหมายว่ามีสัตว์
มีบุคคล) แล้วมีความเห็น ว่าเที่ยง ว่าขาดสูญ ยึดถือทิฏฐิ
๖๒ ประการ ต่างโต้แย้งกันและกันอยู่

ทิฏฐิพันธนพันธา เต ตัณหาโสเตน วุยหเร
ตัณหาโสเตน วุยหันตา น เต ทุกขา ปมุจจเร.

แปลความว่า
พวกเดียรถีย์เหล่านั้น ซึ่งมีเครื่องผูกพันคือทิฏฐิผูกพันไว้
จึงถูกกระแสแห่งตัณหาพัดพาไป เมื่อถูกกระแสตัณหา
พัดพาอยู่ พวกเขาก็ไม่พ้นจากทุกข์

เอวเมตัง อภิญญาย ภิกขุ พุทธัสส สาวโก
คัมภีรัง นิปุณัง สุญญัง ปัจจยัง ปฏิวิชฌติ,

แปลความว่า
พระภิกษุ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้ความนี้ ด้วยปัญญา
รู้ยิ่งดังกล่าวมานี้ จึงเห็นชัด ซึ่งปัจจัย (ของนามและรูป)
อันลึกซึ้ง ละเอียด ว่างเปล่า

กัมมัง นัตถิ วิปากัมหิ ปาโก กัมเม น วิชชติ
อัญญมัญญัง อุโภ สุญญา น จ กัมมัง วินา ผลัง,

แปลความว่า
กรรมไม่มีอยู่ในวิบาก วิบากก็ไม่มีอยู่ในกรรม กรรมและ
วิบากทั้งสอง ต่างว่างเปล่าซึ่งกันและกัน แต่ปราศจาก
กรรมเสียแล้ว ผลก็หามีไม่

ยถา น สุริเย อัคคิ น มณิมหิ น โคมเย
น เตสัง พหิ โส อัตถิ สัมภาเรหิ จ ชายติ
ตถา น อันโต กัมมัสส วิปาโก อุปลัพภติ
พหิทธาปิ น กัมมัสส น กัมมัง ตัตถ วิชชติ.

แปลความว่า
ไฟไม่มีในดวงอาทิตย์ ไม่มีในแก้วมณี (ที่ใช้ส่อง) ไม่มีใน
ขี้วัว ไฟนั้นมิได้มีอยู่ภายนอกสิ่งทั้ง ๓ เหล่านั้น แต่มัน
เกิดขึ้นด้วยการประกอบกัน (ของสิ่งทั้ง ๓) ฉันใด
วิบากก็ฉันนั้น หาไม่ได้ภายในกรรม แม้ภายนอกกรรม
ก็หาไม่ได้ (เพราะ) กรรมมิได้มีอยู่ในวิบากนั้น

ผเลน สุญญัง ตัง กัมมัง ผลัง กัมเม วิชชติ
กัมมัญจ โข อุปาทาย ตโต นิพพัตตตี ผลัง.

แปลความว่า
กรรมนั้นว่างเปล่าจากผล ผลก็มิได้มีอยู่ในกรรม แต่เพราะ
อาศัยกรรมแล ผลจึงเกิดขึ้นจากกรรมนั้น

น เหตถ เทโว พรหมา วา สังสารัสสัตถิ การโก
สุทธธัมมา ปวัตตันติ เหตุสัมภารปัจจยา.

แปลความว่า
ความจริง ในโลกนี้ ไม่มีเทพเจ้า หรือ พระพรหม ผู้สร้าง สังสารวัฏ
ธรรมแท้ๆ เป็นไปเอง เพราะการประกอบกันของเหตุ และปัจจัย

เมื่อพระภิกษุนั้น ทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป
ทางกรรมวัฏและวิปากวัฏ แล้วละความสงสัยใน ๓ กาล
ได้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็เป็นอันได้รู้ธรรม ทั้งที่เป็นอดีต
อนาคตและปัจจุบัน สิ้นทั้งปวงแล้ว โดยทางจุติและ
ปฏิสนธิ ความรู้เช่นนั้นของพระภิกษุนั้น เป็น
ญาตปริญญา คือ การกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว

พระภิกษุนั้น รู้แจ้งชัดอย่างนี้ว่า "ขันธ์ทั้งหลายเหล่าใด
เกิดแล้วในอดีต เพราะกรรม (ในอดีต) เป็นปัจจัย ขันธ์
ทั้งหลายเหล่านั้นได้ดับไปแล้วในอดีตนั้นนั่นเอง ส่วน
ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภพนี้ เพราะกรรมในอดีตเป็น
ปัจจัย ก็เป็นอีกพวกหนึ่ง หามีธรรมแม้แต่สิ่งเดียวจาก
ภพในอดีตมาสู่ภพนี้ไม่ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแม้ใน
ภพนี้ เพราะกรรมเป็นปัจจัย ก็จักดับไป ขันธ์ทั้งหลาย
จักเกิดขึ้นในภพหน้า ก็เป็นพวกอื่น หามีธรรมแม้สิ่งเดียว
จากภพนี้จักไปยังภพหน้า มิได้"

อีกประการหนึ่งแล เปรียบเหมือน การสาธยาย (การ
ท่องบ่น) จากปากของอาจารย์ หาเข้าไปสู่ปากของ
อันเตวาสิกไม่ (อันเตวาสิก คือ ศิษย์ ผู้อยู่ในสำนัก
ภิกษุผู้ขอยู่ร่วมสำนัก จาก พจนานุกรมพุทธศาสน์
- deedi) แต่การสาธยายในปากของอันเตวาสิก
นั้น จะไม่ดำเนินไป เพราะการสาธยายของอาจารย์
นั้นเป็นปัจจัย ก็หามิได้ (อุปมา ๑) เปรียบเหมือน
น้ำมนต์ที่ตัวแทนดื่ม มิได้เข้าท้องของคนเป็นโรค แต่
โรคของคนเป็นโรคนั้น จะไม่สงบลงเพราะการดื่ม
น้ำมนต์ของตัวแทนเป็นปัจจัยนั้น หามิได้ (อุปมา ๒)
วิธีประดับตกแต่งใบหน้าไม่ไปถึงเงาหน้าในแผ่นกระจก
เงาเป็นต้น แต่วิธีประดับตกแต่งจะไม่ปรากฏในแผ่น
กระจกเงาเป็นต้นนั้น เพราะวิธีประดับตกแต่งนั้น
เป็นปัจจัย หามิได้ (อุปมา ๓) เปลวประทีปของไส้
(ตะเกียง) ไส้หนึ่ง จะไม่ลามไปยังอีกไส้หนึ่ง แต่เปลว
ประทีปในไส้ (ตะเกียงอีกอันหนึ่ง) นั้นจะไม่เกิดขึ้น
เพราะไส้ (ตะเกียงอันก่อน) นั้นเป็นปัจจัย หามิได้
(อุปมา ๔) ฉันใด ธรรมอะไรๆ จากภพในอดีต มิได้
ก้าวมาสู่ภพนี้ หรือจากภพนี้มิได้ก้าวไปสู่ภพหน้า
เหมือนฉันนั้นนั่นแล แต่ขันธ์, อายตนะ และธาตุ
ทั้งหลาย จะไม่เกิดขึ้นในภพนี้ เพราะมีขันธ์, อายตนะ
และธาตุ ทั้งหลายในภพอดีตเป็นปัจจัย หามิได้ หรือว่า
ขันธ์, อายตนะและธาตุทั้งหลายในภพหน้า จะไม่เกิดขึ้น
เพราะมีขันธ์ อายตนะและธาตุ ทั้งหลายในภพนี้เป็น
ปัจจัย หามิได้ ฉะนี้แล

ยเถว จักขุวิญญาณัง มโนธาตุอนันตรัง
น เจว อาคตัง นาปิ น นิพพัตตัง อนันตรัง
ตเถว ปฏิสันธิมหิ วัตตเต จิตตสันตติ
ปุริมัง ภิชชตี จิตตัง ปัจฉิมัง ชายตี ตโต
เตสัง อันตริกา นัตถิ วีจิ เตสัง น วิชชติ
น จิโต คัจฉติ กิญจิ ปฏิสันธิ จ ชายติ.

แปลความว่า
จักขุวิญญาณ มาในลำดับของมโนธาตุ และมิได้มา
อีกทั้งมิได้เกิดในลำดับ (แห่งมโนธาตุ) หามิได้ ฉันใด
ความสืบเนื่องของจิตเป็นไปใน (ลำดับของ) ปฏิสนธิ
ฉันนั้นเช่นกัน จิตดวงก่อนแตกดับไป จิตดวงหลังก็เกิด
(ต่อ) จากนั้น ไม่มีระหว่างคั่นของจิต ๒ ดวงนั้น จิต ๒
ดวงนั้นหามีช่องว่างมิได้ ทั้งจิตไรๆ ก็มิได้ (จุติ) ไปจาก
จิตดวงนี้ และปฏิสนธิ (จิต) ก็เกิดขึ้น ดังนี้

*****************************************

เรียบเรียง
จาก
วิสุทธิ ญาณ นิเทส
ตำราคู่มือวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ธนิต อยู่โพธิ์
แปลและเรียบเรียง
จาก
พระบาลีคัมภีร์วิสุทธิมัคค
ปริจเฉทที่ ๑๘ - ๒๓

พ.ศ. ๒๕๒๕
หน้า ๔๙ - ๕๘

*****************************************

หากต้องการสนทนาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือข้อธรรมอื่นใด
คุยกันได้เสมอที่ ห้องสนทนาธรรม ค่ะ

| deedi_deedi@email.com |
1