"ปัญญาเป็นความรู้เท่าทัน...
ถ้าปัญญาแล้วไม่สุขกับใคร ไม่ทุกข์กับใคร ไม่เดือดร้อนกับใคร
ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับจิตที่มันสงบหรือไม่สงบ"

( พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) )

 

ปัญญา

ภาวนามยปัญญา

ในโฮมเพจและบอร์ด ed นี้ เวลาพูดถึงคำว่า 'ปัญญา' ก็มักจะหมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการอบรมพัฒนาจิตด้วยการฝึกสติ (สติปัฏฐานสี่) ด้วยการดำเนินชีวิตตามหลักไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ซึ่งการ เจริญปัญญาแบบนี้ สามารถทำได้ไม่ว่าบุคคลจะเป็นฆราวาสผู้ยัง ประกอบสัมมาอาชีพอยู่หรือจะเป็นผู้มุ่งตัดกิเลสสละเพศฆราวาส ก็ตาม

ปัญญาหรือความรู้ในทางโลกนั้น อาศัยการฟัง การอ่าน การเรียน (สุตมยปัญญา) การคิดนึกจินตนาการ สร้างสรรค์ (จินตามยปัญญา) แต่ว่าปัญญารู้แจ้งแทงตลอดนั้น เป็นปัญญาอีกตัว เป็นปัญญาที่ เกิดจากการภาวนา ปัญญาจากการอบรมพัฒนาจิตให้มีสติรู้ตัว ทั่วพร้อมในอาการต่างๆ ของกายและใจของบุคคลเองแต่ละคน โดยมีพื้นฐานจากการอยู่ในศีลและพยายามครองตนอยู่ตาม ทำนองคลองธรรม ปัญญาตัวนี้เรียกว่า 'ภาวนามยปัญญา' เป็นปัญญาตัวแท้ๆ ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม

ปัญญา

ความรู้ทั่ว ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล ความรู้เข้าใจชัดเจน ความรู้เข้าใจ หยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็น ตามเป็นจริง
(พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์)

ปัญญา ๓

ความรอบรู้ รู้ทั่ว เข้าใจ รู้ซึ้ง (wisdom; knowledge; understanding)
(๑)
จินตามยปัญญา
ปัญญาเกิดแต่การคิดการพิจารณาหาเหตุผล
(wisdom resulting from reflection; knowledge that is thought out)
(๒)
สุตมยปัญญา
ปัญญาเกิดแต่การสดับเล่าเรียน
(wisdom resulting from study; knowledge that is learned from others)
(๓)
ภาวนามยปัญญา
ปัญญาเกิดแต่การฝึกอบรมลงมือปฏิบัติ
(wisdom resulting from mental development; knowledge that is
gained by development or practice)
(พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม)

+ + + + + + + + + +

ปัญญา

คำว่า ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความรู้ยิ่ง ความรู้ชัด
มีลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และ ปทัฏฐาน ดังนี้ คือ
๑.
สัมมาทัสสะนะลักขะณา
มีความรู้ถูกเป็นลักษณะ
ธัมมะสภาวะปะฏิเวธะลักขะณา
มีการแทงตลอดสภาวธรรม เป็นลักษณะ
๒.
อะวิชชันธะการะวิทธังสะนะระสา
มีการกำจัดความืดมน อนธการ คือ อวิชชา เป็นหน้าที่
ธัมมานัง สะภาวะปะฏิจฉาทะกะโมหันธะการะวิทธังสะนะระสา
มีการกำจัดอันธการ คือ โมหะ อันปกปิดสภาวธรรมทั้งหลายเป็นหน้าที่
ตะถัปปะกาสะนะระสา
มีการประกาศความจริงเป็นหน้าที่
ปะระมัตถัปปะกาสะนะระสา
มีการประกาศปรมัตถธรรมเป็น หน้าที่
จะตุสัจจะวิภาวะนะกิจจา
มีการยังอริยสัจ ๔ ให้แจ่มแจ้ง เป็นหน้าที่
อะสัมโมหะปัจจุปัฏฐานา
มีความไม่หลงเป็นผลปรากฏ
สะมาธิปะทัฏฐานา
มีสมาธิเป็นเหตุใกล้ชิดที่จะให้เกิด

เหตุให้เกิดปัญญาโดยพิสดาร มี ๒๔ อย่าง
คือ

๑. ปัญญาสังวัตตะนิกะกัมมุปะนิสสะยะตา
มีอุปนิสัยได้สั่งสม กรรมอันให้เกิดปัญญา มาแต่ภพก่อนชาติก่อน
๒. อัพยาปัชฌูปะปัตติ
เกิดในโลกที่ไม่มีความเบียดเบียน
เช่น จุติมาจากพรหมโลก เป็นต้น
๓. อินทริยะปะริปากะตา
มีอินทรีย์แก่กล้า
๔. กิเลสะทูระตา
ห่างไกลจากกิเลสเพราะเจริญกรรมฐาน
๕. โย หิ ปะเรสัง ธัมมัง เทเสติ
แสดงธรรมแก่คนอื่น
๖. อะนะวัชชานิ สิปปายะตะนะวิชชาฏฐานานิ สิกขาเปติ
ได้สอนศิลป การงาน วิชาชีพ ซึ่งปราศจากโทษให้แก่คนอื่น
๗. ธัมมะกะถิกัง สักการัง กัตวา ธัมมัง กะถาเปติ
นิมนต์พระธรรม
กถึกมาแสดงธรรม แล้วถวายสักการะบูชาธรรม
๘. อายะตึ ปัญญะวา ภะวิสสามิ
เวลาทำบุญได้ตั้งความปรารถนา ไว้ว่า ขอให้มีปัญญาจนถึงพระนิพพาน
๙. ปุพพะปะโยโค
มีบุพพประโยคอันได้บำเพ็ญมา คือ ได้เคย
เจริญสมถะวิปัสสนามาแต่ภพก่อนชาติก่อน
๑๐. พาหุสัจจัง
เป็นพหุสูต
๑๑. เทสะภาสา
ฉลาดในภาษาต่างๆ
๑๒. อาคะโม
ได้ศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์มามาก
๑๓. ปะริปุจฉา
หมั่นสอบถามท่านผู้รู้บ่อยๆ
๑๔. อะธิคะโม
ได้ปฏิบัติธรรมจนได้บรรลุผลมาแล้ว
๑๕. คะรุสันนิสสะโย
อยู่ในสำนักของครูอาจารย์
๑๖. มิตตะสัมปัตติ
ได้มิตรดี
๑๗. วัตถุวิสะทะกิริยา
ทำวัตถุภายนอก-ภายในให้สะอาด
๑๘. อินทริยะสะมัตตะปะฏิปาทะนา
ยังอินทรีย์ ๕ ให้สม่ำเสมอ กัน
๑๙. ทุปปัญญะปุคคะละปะริวัชชันตา
เว้นบุคคลผู้โง่เขลาเบา ปัญญา
๒๐. ปัญญะวันตะปุคคะละเสวะนะตา
คบหาสมาคมกับท่านผู้มี สติปัญญาดี
๒๑. คัมภีระญาณะจะริยะปัจจะเวกขะณา
พิจารณาวิปัสสนา- ภูมิ ๖
๒๒. ตะทะธิมุตตะตา
น้อมใจไปในอารมณ์ของพระกรรมฐานนั้นๆ เช่น สติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น ๒๓. โยนิโสมะนะสิกาโร
สนใจโดยอุบายอันแยบคาย ๒๔. พะหุลีกาโร
พยายามฝึกฝนอบรมบ่อยๆ

_ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _
จาก
หลักปฏิบัติสมถะ-วิปัสสนากรรมฐาน
รจนาโดย
พระธรรมธีรราชมหามุณี (โชดก ญาณสิทธิ ป.ธ. ๙)
หน้า ๑๖๒-๑๖๔

+ + + + + + + + + + +

ปัญญา

ปัญญาญาณคือการรู้แจ้งหรือภาวนามยปัญญา
ลำดับแห่งการเกิดปัญญาญาณ
ก.
ระดับพระอริยบุคคล - พระอรหันต์ เกิดปัญญาญานแบบทันทีทันควันปรู๊ดเดียวถึงฝั่งพระนิพพานเลย เช่น ฟังธรรมะนิดเดียวหรือพบประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ถึงฝั่งพระนิพพานเลย ก็คือสามารถประหารกิเลสได้หมดเป็นสมุทเฉทประหาน สิ้นกิเลสอยู่จบพรหมจรรย์ หมดหน้าที่ ถึงฟากฝั่งแล้ว อันนี้ตามที่ได้อ่านพระสูตรหรือเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างบารมี การประพฤติธรรมของบุคคลต่างๆ ท่านเหล่านั้นได้สะสมบารมี บำเพ็ญเพียรในทุกๆ ด้านที่จะอำนวยให้เกิดปัญญาญาณมาจนเต็มเปี่ยมแล้ว รอการสะกิดสะเกาด้วยธรรมะที่ตรงจริตอีกนิดเดียวก็เป็นอันเรียบร้อย
ข.
ระดับพระอริยบุคคล - พระอนาคามี พระสกิทาคามีและพระโสดาบัน เกิดปัญญาญาณได้ผ่านจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความเป็นอริยบุคคลขั้นพระโสดาบัน พระสกิทาคามีหรือพระอนาคามี ตามระดับอำนาจบารมีที่สั่งสมปฏิบัติพากเพียรมา ตัดหรือลดกิเลสลงไปตามลำดับ
ค.
ระดับปุถุชน
เกิดปัญญาญาณ ได้เห็นโลกเห็นกายและใจตามความเป็นจริงเป็นขั้นๆ ไปตามลำดับ [อันนี้ครูบาอาจารย์เตือนดิฉันว่าเมื่อเริ่มต้นอย่าเพิ่งอ่านหรือรู้ว่าปัญญาญาณมีอะไรบ้าง เพราะเดี๋ยวจะจำได้หมายรู้เอาไว้ (แม้โดยไม่ได้ตั้งใจจะจำ) ก็จะเกิดเป็นสัญญา (ความจำได้หมายรู้) แล้ว บางครั้งเมื่อมีประสบการณ์อะไรจากการปฏิบัติ ก็เลยอาจนึกหรือเข้าใจเอาว่าเป็นปัญญาญาณ ทำให้อาจเข้าใจตัวเองผิด คิดว่าได้ปัญญาญาณหรือนึกว่าตนบรรลุแล้วไปก็ได้ อันนี้อาจทำให้หลงทางหรือเสียเวลาทำให้การเดินทางเข้าสู่ มรรคผลยาวนานขึ้นเพราะกลายเป็นหลงติดไปอีกและยังไม่ได้รู้จริง ยังไม่ได้เกิดจาก ภาวนามยปัญญาจริงๆ ก็ไปคิดไปหลงว่าตนเองเกิดปัญญาญาณรู้แล้ว]

ปัญญาญาณหรือภาวนามยปัญญานี้เกิดเมื่อไหร่ก็ได้ ในอิริยาบถใดก็ได้ หรืออาจจะเกิด ในขณะกำหนดสติรู้กายรู้จิตหรือขณะปฏิบัติเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิก็ได้ ไม่อ้างกาล ไม่อ้างสถานที่ เมื่อไหร่องค์ประกอบแห่งการเกิดปัญญาพร้อมและสมดุลย์กันดี ปัญญาญาณก็เกิดได้เสมอ อาจจะค่อยๆ เกิดขึ้นเป็นลำดับๆ ไปตามเส้นทางที่ไม่ต้องอ่าน จากตำรา แค่ปฏิบัติไปๆ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องอยากให้เกิด (ครูบาอาจารย์บอกว่า ความอยากก็เป็นอุปสรรคกั้นมรรคผลค่ะ) ถ้าถูกทางและบุญบารมีที่สั่งสมมาพร้อม หรือบางกรณีอาจจะเกิดปัญญาญาณอย่างรวดเร็วถึงมรรคผลเลยก็ยังเป็นไปได้ (แต่ครูบาอาจารย์บอกว่า สมัยนี้หาแบบถึงมรรคผลได้รวดเร็วนั้นยาก มักเป็นแบบ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเสียมากกว่า ไม่เหมือนครั้งสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ ซึ่งท่านว่าตอนนั้น มีผู้ที่บุญญาบารมี (คือ คุณความดีเพื่อการบรรลุธรรมที่ได้ สั่งสม มาในอดีตชาติก่อนหน้านั้น ทั้งอดีตใกล้และอดีตไกล) ถึงพร้อมจริงๆ แล้ว พร้อมจะก้าวข้ามฝั่งไปสู่ความเป็นอริยบุคคลอยู่แล้ว บารมีเต็มเปี่ยมในแต่ละ ระดับแล้ว นั่นเอง

เหตุปัจจัยให้เกิดปัญญาญาณก็คือการเพียรเพ่งปฏิบัติธรรมด้วยการมีสติรู้ตัว ให้ทั่วพร้อมและด้วยการเดินจงกรมและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสติปัฏฐานสี่ ปัญญาญาณนั้นเป็นภาวนามยปัญญา

และด้วยการเดินจงกรมและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสติปัฏฐานสี่ ปัญญาญาณ ที่เกิดนั้นก็เป็นภาวนามยปัญญา หรือปัญญารู้แจ้งแทงตลอดโลกและธรรม ตามความเป็นจริง นั่นเอง

+ + + + + + + + + + +

"ทำสมาธิเราก็ทำไป ออกจากสมาธิก็พิจารณา เห็นมดก็พิจารณา
...เห็นต้นไม้พิจารณาทุกอย่างเหมือนเรา ทุกอย่างน้อมเข้ามาหาตัวเรา
อะไรทั้งหลายเหล่านี้มันล้วนแต่เกิดปัญญาทั้งนั้น
ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นอะไรมันทั้งนั้น"

"ปัญญาเป็นความรู้เท่าทัน...
...ถ้าปัญญาแล้วไม่สุขกับใคร ไม่ทุกข์กับใคร ไม่เดือดร้อนกับใคร
ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับจิตที่มันสงบหรือไม่สงบ"

จาก 'ตามดูจิต การปฏิบัติที่ให้ผลเร็ว'
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

| deedi_deedi@email.com |
1