คำว่า ขันธ์ แยกเป็น ๒ ศัพท์ คือ ข + ธ แปลและหมายความได้ ๘ อย่าง คือ
๑. ข แปลว่า อินทรีย์ อินทรีย์ แปลว่า เป็นใหญ่ ธ แปลว่า ทรงไว้ ต่อกันเข้า
๒. ข แปลว่า ว่างเปล่า ธ แปลว่า ทรงไว้ ต่อกันเข้าเป็น ขันธะ แปลว่า ทรงไว้
๓. ข แปลว่า สวรรค์ ธ แปลว่า ทรงไว้ ต่อกันเข้าเป็น ขันธะ แปลว่า ผู้ทรงไว้
๔. ข แปลว่า ยอด ธ แปลว่า ทรงไว้ ต่อกันเข้าเป็น ขันธะ ดังหลักฐานว่า
๕. ขันธะ แปลว่า แบกภาระไว้ ดังหลักฐานว่า ขะมะติ ภารันติ ขันโธ
๖. ขันธะ แปลว่า สภาวธรรมที่ถูกทุกข์นับไม่ถ้วนเคี้ยวกินอยู่เสมอ ดังหลักฐานว่า
๗. ขันธะ แปลว่า สภาวธรรมที่ถูกทุกข์บั่นรอน ถูกทุกข์ตัดทอนอยู่เสมอ ดังหลักฐานว่า
๘. ขันธะ แปลว่า สภาวธรรมที่ถูกพระยามัจจุราช ทำลายอยู่โดยรอบด้าน ดังหลักฐานว่า
สรุปความ คำว่า ขันธะ แปลว่า ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีความสวยงาม
ขันธ์ ๕ ย่อให้สั้นเหลือ ๓ คือ รูป คงไว้ เวทนา สัญญา สังขาร ย่อลงเป็น ๑
รูปนาม นี้ เกิดที่ไหน เกิดที ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
***************************************
เป็น ขันธะ แปลว่า ทรงไว้ซึ่งอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ดังหลักฐานว่า
ขานิ จักขุนทริยาทีนิ ธาเรนตีติ ขันธา
ชื่อว่าขันธ์ เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งอินทรีย์มีจักขุนทรีย์ เป็นต้น
ซึ่งความว่างเปล่า คือ สูญจากสัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา สูญจากความ
เที่ยง ความสุข ความสวยงาม เป็นต้น ดังหลักฐานว่า
ขัง อัตตะนิจจาทีหิ สุญญัง ธาเรนตีติ ขันธา
ชื่อว่าขันธ์ เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งความเป็นของสูญ คือ สูญจากตัวตนและ
สูญจากความเป็นของเที่ยง เป็นต้น
ซึ่งสวรรค์ คือ ผู้สร้างสวรรค์ ดังหลักฐานว่า ขัง สัคคัง ธาติ วิทธาตีติ ขันโธ
ชื่อว่าขันธ์ เพราะอรรถว่า ทรงไว้ คือ รองรับไว้อย่างวิเศษซึ่งสวรรค์
หมายความว่า บุคคลอาศัยขันธ์ ๕ นี้แล้ว สามารถสร้างทานกุศล ศีลกุศล
ภาวนากุศล ได้ เพราะผลแห่งกุศลนั้นเอง บุคคลจึงไปสวรรค์ได้
กัง มัตถะกัง ทะธาตีติ ขันโธ (แปลงตัว ก เป็นตัว ข)
ชื่อว่าขันธ์ เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งยอด หมายความว่า ถ้าบุคคลฉลาด
สามารถฝึกฝนอบรมขันธ์นี้ให้ดีแล้ว ผู้นั้นจะเป็นยอดคน เป็นจอมคน
เป็นยอดโลก เป็นจอมโลก คือเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลกได้
ชื่อว่าขันธ์ เพราะอรรถว่า แบกภาระไว้ฯ หมายความว่า เบญจขันธ์นี้
เป็นภาระที่หนักมาก สมดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า "ภารา หะเว ปัญจักขันธา"
ดังนี้เป็นต้น ใจความว่า "ขันธ์ ๕ เป็นภาระที่หนักมาก ทุกๆ คนเป็นผู้แบก
ภาระไว้ การแบกภาระไว้เป็นทุกข์ในโลก วางภาระเสียได้เป็นสุขจริงๆ บุคคล
วางภาระหนักได้แล้วไม่ถือเอาภาระอื่นอีก ถอนตัณหาพร้อมทั้งราก
ปราศจากความอยาก ปรินิพพาน นั่นแหละเป็นบรมสุข" ดังนี้
ชาติชะราพยาธิมะระณาทีหิ อะเนเกหิ ทุกเขหิ ขัชชะติ ขันโธ
ชื่อว่าขันธ์ เพราะอรรถว่าถูกทุกข์นับไม่ถ้วน มีชาติ ชรา พยาธิ มรณะ
เป็นต้น กัดกิน คือ เคี้ยวกินอยู่เป็นนิตย์
เตเหวะ ทุกเขหิ ขัญญะติ อะวะทารียะตีติ ขันโธ ชื่อว่าขันธ์
เพราะอรรถว่าถูกทุกข์ คือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น เหล่านั้น
แหละบั่นรอน คือตัดทอนอยู่เสมอ
ขะณียะติ ปะริขัญญะตีติ ขันโธ ชื่อว่า ขันธ์ เพราะอรรถว่า
ถูกพระยามัจจุราชทำลายอยู่โดยรอบด้าน
ไม่มีความสุข ไม่มีความเที่ยง ไม่มีตัวตน รูปขันธ์จริงๆ ได้แก่เย็นกับร้อน
เวลาเกิดมากี่ภพกี่ชาติก็ตาม ย่อมพบเย็นกับร้อนเท่านี้ โดยไม่มีเปลี่ยนแปลง
เรียกว่า นามเจตสิก วิญญาณ เป็น นาม เรียกว่า นามจิต ย่อลงในแนว
ปฏิบัติเหลือ ๒ คือ รูป คงไว้ นามเจตสิก กับ นามจิต ย่อลงเป็น ๑ เรียกว่า
นาม ขันธ์ ๕ นั้น เมื่อย่อให้สั้นๆ ในแนวปฏิบัติจึงเหลือเพียง ๒ เท่านั้น
คือ รูป กับ นาม เรียกย่อๆ ว่า "รูปนาม"
เกิดเมื่อไร เกิดเมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส
กายถูกต้องเย็นร้อนอ่อนแข็ง ใจนึกคิดธรรมารมณ์
เมื่อรูปนามเกิดแล้ว อะไรเกิดติดตามมา กิเลสกเกิดติดตามมา
กิเลสตัวไหน กิเลสตัวโลภะ โทสะ โมหะ
เกิดได้อย่างไร เกิดได้อย่างนี้ คือ ตัวอย่างเช่น ตาเห็นรูปดี ชอบใจ
ความชอบใจเป็นกิเลสคือโลภะ เห็นรูปไม่ดี ไม่ชอบใจ ความไม่ชอบใจ
เป็นกิเลสคือโทสะ เห็นรูปแล้วเฉยๆ ไม่มีสติกำหนดรู้เป็นโมหะ
เมื่อกิเลสเกิดแล้ว จะปฏิบัติอย่างไรกิเลสจึงจะไม่เกิด ให้กำหนดรู้ เช่น
เมื่อตาเห็นรูป ให้กำหนดว่า เห็น ตั้งสติไว้ที่ตา เมื่อหูได้ยินเสียง ให้กำหนด
ว่า ได้ยิน ตั้งสติไว้ที่หู เป็นต้น กิเลสจึงจะไม่เกิด
จาก
หลักปฏิบัติสมถะ-วิปัสสนากรรมฐาน
รจนาโดย
พระธรรมธีรราชมหามุณี (โชดก ญาณสิทธิ ป.ธ. ๙)
หน้า ๑๖๙ - ๑๗๑