สมุดบันทึก ::::: ~ บันทึกการเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ~


 

สายของวันที่ 3 ธันวาคม 2546
        เตรียมเสื้อผ้า ข้าวของ เครื่องใช้ เตรียมออกเดินทางรอนแรมไปไกลโดยปราศจากคนในครอบครัวเป็นครั้งแรกในชีวิต ปกติจะไปไหนแบบต้องค้างคืนจะต้องพกพี่ชายไปด้วยเสมอ ขนาดเข้าค่ายลูกเสือ ยังเข้าพร้อมพี่ชายเลย เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋ากะให้เบาที่สุดแต่ทำไมกลายเป็นเยอะที่สุดไปได้ก็ไม่รู้ แหะ แหะ หิ้วกระเป๋าลงจากห้อง พี่สะใภ้ถามจะไปอยู่กี่เดือน :’( ไม่ได้ตั้งใจจะให้เยอะขนาดนี้สักหน่อย แค่ต้องการจัดให้ครบจำนวนตามวันที่ต้องไปเท่านั้นเอง ( รู้งี้จัดไปแบบใส่ซ้ำๆ ดีกว่า ;p )
        นัดพี่แม่บ้านไว้ตอนบ่ายสี่โมงครึ่ง แต่ถ้าออกจากบ้านเย็นรถจะติดเลยตัดสินใจออกก่อนเวลาไปนั่งรอดีกว่าให้พี่เค้ามารอ แหะๆ คราวก่อนพี่เค้ารอตั้งชั่วโมงรู้สึกผิดมากๆ -___________-!! (คราวหน้าให้รอสัก 2 ชั่วโมงดีกว่า อิ อิ)
        นั่งรถไฟฟ้าไปถึงสถานนี่สุรศักดิ์ราวๆ บ่ายสี่โมง เลยโทรไปบอกพี่แม่บ้าน พี่เค้ามารับตอนสี่โมงครึ่ง ยืนรอแค่ครึ่งชั่วโมงเองโทษฐานมาก่อนเวลา (อิอิ) ไปนั่งรอพี่อีกคนที่เป็นคนที่จะขับรถพาเราตะลอนทัวร์ในครั้งนี้ที่ที่ทำงานพี่แม่บ้าน พี่แม่บ้านบอกว่าพี่เค้าชื่อว่า แม่นาง (นาม(แฝง)สมมติ.....เลียนแบบชื่อคนแบบข่าวในหนังสือพิมพ์) แล้วพี่แม่บ้านก็บอกว่า
        “เพื่อนพี่เค้าถอยรถไม่เก่ง พี่ไม่ได้บอกเพราะกลัวเราจะกลัว”
        ในใจคิดว่า หา ..................... แต่สีหน้าข้างนอกปกติมากๆ ยิ้มเล็กน้อยพอประมาณ เหมือนกับว่า ไม่ตกใจค่ะ ไม่กลัวค่ะ แต่ในใจคิดว่าทำไมพี่ไม่บอกนู๋ก่อนนะคะ นู๋จะได้ทำใจ (อิ อิ อิ) พี่แม่นาง นัดมารับราวๆ ทุ่มครึ่งและแวะรับเพื่อนพี่แม่นางด้วย ระหว่างนั่งรถไป อืม.....พี่เค้าก็ขับได้ดีนะ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้แต่แรก เฮ้อ....ค่อยยังชั่วหน่อย

        การเดินทางแบบจริงๆจังๆ ได้เริ่มขึ้นแล้ว.... เย้ๆ ไปเที่ยวกันดีกว่า

        พี่แม่นาง ทำงานมาทั้งวันและต้องขับรถทางไกลอีก ทำให้ทุกคนเป็นห่วงมาก กลัวว่าพี่เค้าง่วงและจะหลับใน เพื่อนๆ พี่แม่บ้านโทรมาเตือนและแสดงความเป็นห่วงเป็นระยะๆ ทั้งเป็นห่วงเพราะว่ากลัวจะหลง ทั้งห่วงกลัวว่าจะหลับใน ทั้งห่วงกลัวว่าจะสาวๆในรถจะทำอันตรายแก่คนรอบข้าง อ๊ะ ยังไง ;-P พี่แม่นางชอบขับรถไปร้องเพลงไป พี่เค้าบอกว่าจะได้ไม่หลับ ระหว่างทางไปเครื่องเสียงในรถก็ทำงานได้ดีเยี่ยมไปตลอดจนกระทั่ง.......พ้นเขตโคราชออกไป เจ้าเครื่องเสียงตัวดีก็เกิดขี้เกียจทำงาน ไม่ยอมส่งเสียงออกมา เดือดร้อนให้สมาชิกในรถต้องคาราโอแกะเนื้อมั่วๆ กันเป็นแถว ดำน้ำก็หลายรอบ บุ๋มบุ๋มบุ๋ม กว่าจะถึงอุบล.....ตะไคร่ จอก แหน เต็มหัวไปหมด

        ถึงอุบลฯ ราวๆ 5.00 น. ของเช้าวันที่ 4 ธันวาคม 2546 พี่เริงขับรถออกมารับไปที่บ้านเพื่อพักผ่อนและอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน
        ราวๆ 7.30 น. ขับรถไปรับสมาชิกอีกกลุ่มใหญ่ที่โดยสารรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยมา รถไฟมาถึงราวๆ 8.00 น. โห.......... สมาชิกกลุ่มใหญ่มาถึงแล้ว ใครก็ไม่รู้เต็มไปหมดเลย แงๆ แล้วจะจำได้มั๊ยเนี่ย -_________-!! พี่แม่บ้านแนะนำให้รู้จักพี่ๆ สมาชิกที่มากับรถหลายๆ คน ซึ่งหลายๆ คนเคยเห็นชื่อในคลับ บางคนก็เคยคุยกันผ่านห้องสนทนา แต่หลายๆ คนก็ไม่เคยรู้จักเลย รวมแล้วสมาชิกที่มารวมกันในคราวนี้ราวๆ 30 กว่าคนได้มั้ง ( โห.....เยอะนะเนี่ย)
        หลังรวบรวมสมาชิกครบจำนวนก็มุ่งเข้าหาของกิน อ๊ะ....ก็กองทัพเดินด้วยท้องนี่ ไปที่ร้าน(อะไรก็ไม่รู้ แหะๆ จำชื่อไม่ได้) มีไข่กระทะ กับโจ๊ก แต่ด้วยเป็นเพราะว่าเป็นคนที่ชอบกินโจ๊กเลยสั่งโจ๊กมากิน เฮ้อ....รู้งี้กินของไม่ชอบดีกว่าเนอะ :-s ไม่อร่อยเลยจริงๆ นะ แต่พี่แม่บ้านบอกว่าไข่กระทะอร่อย ไว้คราวหน้าไปจะกินไข่กระทะ ไม่กินโจ๊กแล้วด้วย L
        ท้องอิ่มแล้วก็เริ่มการเดินทางได้ เร็วๆ ช้าไม่ได้ เด็กๆ รออยู่ ขึ้นรถตู้เตรียมออกเดินทาง ..... ขบวนเราประกอบไปด้วยรถตู้ 3 คัน รถส่วนตัวอีก 2 คัน ถึงโรงเรียนราวๆ 11.30 น ทั้งเด็กๆ และผู้ปกครองมาเต็มไปหมด.... เข้าใจว่าวันนี้ทางโรงเรียนคงจัดงานวันพ่อด้วยในตอนเช้า ข้าวของที่ขนมาบริจาคคราวนี้ขนกันมาเต็มหนึ่งรถหกล้อ ทั้งของใหม่ ของใช้แล้ว รวมทั้งมีเงินที่ร่วมบริจาคอีกจำนวนหนึ่ง งานนี้เด็กๆ ได้ โรงเรียนสวยๆแล้ว เย้ๆ ดีใจจัง
        หลังจากนั้นเด็กๆ ก็เริ่มแสดงโชว์ตามที่ได้ฝึกซ้อมกันมาอย่างดี ชุดที่เรียกเสียงกริ๊ดจากสาวๆได้มากๆ ก็คือ น้องลูกแพรและไหมไทย (จำลอง) น้องสองคนนี่น่ารักมากๆ ร้องเพลงไปเต้นไป เท่ห์มากๆ สนุกสุดๆ กับอีกรายการแสดงคือละครส่งเสริมการต่อต้านยาเสพติด น้องชุดนี้เข้าใจว่าคงให้พี่ๆในคณะเขียนบทให้เพราะน้องจะพูดอะไร พี่ๆ พูดก่อนหมด อิ อิ
        ได้เวลาล่ำลาเด็กๆ แล้ว คณะก็เริ่มเดินทางไปน้ำตกห้วยหลวง ชื่อนี้จำได้ให้ได้ไม่ลืมเลย L น้ำตกห้วยหลวงเป็นน้ำตกที่สวยมากวันนี้ที่ไป น้ำน้อยไปหน่อยเพราะเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว น้ำตกซึ่งเดิมคงจะมีสายใหญ่ ตอนนี้เลยเหลือแค่น้ำตกสายไม่ใหญ่นักสายเดียว ไหลตกจากที่สูงเป็นเส้นตรง น้ำเย็นมากจนไม่มีใครกล้าลงไปเล่น ทางลงไปน้ำตกเป็นทางที่ชัน ตอนลงก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ ลงได้ง่ายๆ ไม่เหนื่อยเลยจริงๆ แต่ตอนขึ้นเนี่ย เหนื่อยมากๆ พอขึ้นมาเหลือประมาณ 20 ขั้นบันได รู้สึกว่าเหนื่อยมากๆ เลยหยุดพัก พอพักเท่านั้นหล่ะ รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงมากๆ พอหลับตารู้สึกว่าจะวูบ เลยตัดสินใจนั่งพัก พี่จุ้นเดินขึ้นมาพอดี เลยขอยาดมจากสมาชิกที่อยู่ข้างบนให้ แต่เนื่องจาก....ทุกคนเหนื่อยมากกันทุกคน คนข้างบนก็เลยกลิ้งลงมาให้ชั้นที่สอง แล้วชั้นที่สองก็กลิ้งลงมาชั้นที่ 3 แล้ว ชั้นที่ 3 ก็กลิ้งยาดมมาชั้นที่เรานั่งอยู่ ขอบคุณเจ้าของยาดมคนสวย ขอบคุณพี่จุ้นและเพื่อน ขอบคุณพี่หมอ ขอบคุณเจ้าของลูกอม (อะไรสักอย่าง ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว แหะๆ) ขอบคุณพี่แม่บ้าน ที่ช่วยกันกลิ้ง (ยาดมและลูกอม) มากๆ ค่ะ ;P
        หลังจากนั้น เราก็เริ่มเดินทางกันต่อไปยังแก่งลำดวนที่นี่มีสถานที่สำคัญคือ ลานพันรู เท่าที่สังเกตดู รูแต่ละรู จะมีลักษณะคล้ายๆ รูปหัวใจเลย แปลกดีเนอะ ;~ เค้าว่ากันว่าในช่วงเดือน...อะไรสักอย่างเนี่ยหล่ะ จำไม่ค่อยได้แล้ว แหะๆ จะมีกุ้งจำนวนมากเดินต่อแถวกันไป นอกจากนี้แล้ว รู้สึกจะมี เกาะสวาท ด้วย แต่ไม่มีแรงเดินไปดู ด้วยยังรู้สึกเพลียๆ อยู่ แต่ไม่ได้ทำเป็นอ่อนแอไม่ได้ เป็นน้องพี่แม่บ้านต้องอดทนๆ ;)
        ตกเย็นเข้าพักกันที่สถานีพัฒนาส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าอุบลราชธานี คืนนี้ อาหารค่ำคือเนื้อย่างเกาหลี อืม....อร่อยๆ เจ้าหน้าที่ที่สถานีฯ เอาสไลด์มาให้ดู มีรูป พระอุมานอนหงายอยู่และพระศิวะนั่งอยู่ไม่ไกลมากนักด้วย จากรูปที่เห็นทำให้คิดถึงเรื่องเพชรพระอุมามากๆ เลย "ศิวะเทพผู้ประดับทอดพระเนตรนางผู้นิทราอย่างไม่รู้ตื่น" อืม....เสียดายไม่มีรูปมาโชว์สมาชิกชาวเพชรฯ เลย ถ้าสมาชิกเพชรฯ ได้เห็นคงจะตื่นเต้นแน่ๆ เลย

เช้าวันที่ 5 ธันวาคม 2546
        เรามีโปรแกรมไปเขาพระวิหารกัน เย้ๆ ดีใจจังไม่เคยได้ไปสักที แต่....เมื่อวานลมจับ วันนี้เราจะเป็นยังไงน้อ -_____-!!

        สวัสดี กัมพูชา - สุ วา ซะ ได กัมพูชา

        ด่านไทยเสียตังค์ 5 บาท พอถึงด่านกัมพูชาเสียตังค์ 50 บาท เมื่อเดินไปถึงทางปากทางเข้าสู่ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นบันไดสูงชันขึ้นไปหลายสิบขั้น.....เฮ้อ! บันไดสูงชันอีกแล้ว แย่แน่เลยเรา :S เอ้า...สู้ๆ เดินขึ้นไม่ไหวก็อดดูของสวยๆ จิ เนอะ ค่อยๆ เดินขึ้นไป ไม่โหมมากๆ เดิน เดิน เดิน อีก 2-3 ขั้นอาการเดิมแบบเมื่อวานมาอีกแล้ว แต่ตรงนี้ไม่มีที่พักกัดฟันเดินขึ้นต่อไป พอถึงข้างบนค่อยยังชั่วหน่อย ไม่วูบแบบเมื่อวานแล้ว ทางเดินก็ดีมากๆ เลย ค่อยๆ ไต่ทางขึ้นไปแล้วก็มี ชายหนุ่มชาวกัมพูชาสะพายกล้องเดินเข้ามาอธิบายเรื่องนู้นเรื่องนี้ให้ตลอด
        ชายคนนี้บอกว่า ปราสาทชั้นที่ 2 เป็นซุ่มประตู (แต่ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม)
        ส่วนปราสาทชั้นที่ 3 เป็นส่วนที่ประทับ ไกด์สุดหล่อบอกว่ามเหสีจะเดินขึ้นทางบันได ส่วนพระสนมจะต้องขึ้นทางด้านข้าง สมาชิกทั้งหลายเลยพร้อมใจกันเป็นพระสนมกันหมด เพราะทางพระสนมไม่ชันและไม่เหนื่อยเหมือนมเหสี
        ปราสาทชั้นที่ 4 เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ด้านข้างๆ มีที่สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าของเหล่านางรำซึ่งเตรียมตัวมารำในการประกอบพิธีทางศาสนาด้วย ชายคนเดิมบอกว่า ปราสาทในภาษาเขมรเรียกว่า โคปุระ
        ในที่สุดก็มาถึงปราสาทชั้นบนสุด สามารถมองไปเห็นประเทศกัมพูชาที่อยู่ด้านล่างได้ ชายคนเดิมก็บอกว่า เค้าเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่า เขมรต่ำ เพราะ อยู่ด้านล่างต่ำลงไป (อืม....มีเหตุผลๆ แหะๆ)

        เมื่อมาถึงยอดสุดแบบนี้แล้วก็ต้องถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานกันหน่อย เอ้า นับ....

        มวย ............ปี ................ไบ่ .....................แช๊ะ

        ขากลับ ชายคนเดิมเดินเข้ามาอธิบายภาพที่ปรากฏอยู่บนทับหลัง ทั้งเรื่อง กวนทะเลน้ำนมเพื่อให้ได้น้ำอมริต เรื่องพระนารายณ์นอนเพื่อสร้างโลก เค้าอธิบายว่านอนเพื่อคิดว่าจะสร้างโลกให้เป็นแบบไหน เค้าบอกว่าแรกเริ่มเดิมที่ กษัตริย์ที่สร้างปราสาท(จำชื่อไม่ได้) ได้ไปเรียนและชอบเลยคิดจะสร้างปราสาทขึ้น แต่ด้วยว่าพระองค์เป็นกษัตริย์จะทำอะไรแล้วเกิดไม่เป็นมงคลกับประเทศจะไม่ดี จึงได้ทดลองสร้างปราสาทแห่งแรกขึ้นที่ปราสาทหินพิมายซึ่งอยู่นอกอาณาจักรของพระองค์ หลังจากสร้างแล้วพบว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรไม่เป็นงมงคลเกิดขึ้นจึงได้มาสร้างปราสาทอื่นๆทีหลัง ไกด์ตากล้องบอกว่าปราสาทเขาพระวิหารหันหน้าไปทางทิศใต้ ในขณะที่ปราสาทเขาพนมรุ้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก (ไม่รู้ว่าสิ่งที่เค้าบอกมาเนี่ยถูกหรือผิด แต่ก็เก็บความรู้เบื้องต้นไว้ก่อน ค่อยมาหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก Internet ต่อไป)

        ได้เวลาล่ำลาปราสาทและประเทศกัมพูชาแล้ว รีเฮย กัมพูชา

เช้าวันที่ 6 ธันวาคม 2546
        วันนี้ตามโปรแกรมเราจะไปน้ำตกแสงจันทร์ (น้ำตกรู) ที่อำเภอโขงเจียม และแก่งตะนะ จากนั้นจะไปริมฝั่งโขงชมแม่น้ำสองสี จึงกลับที่พักในตอนเย็น แต่....โปรแกรมวันนี้สะดุด ด้วยเรื่อง น้ำ อ๊ะ....น้ำอะไร (อิ อิ) เรื่องมันเริ่มที่.....หลังรับประทานอาหารเช้าแล้วก็ต้องนั่งรถตู้เดินทางไปน้ำตกแสงจันทร์ตามโปรแกรม แต่....สาวๆในรถเกิดอยากจะเข้าห้องน้ำขึ้นมา คนขับรถรูปไม่หล่อ L แถมไม่ใจดีอีกต่างหาก :P ไม่จอดรถให้เข้าปั๊ม รถแล่นรวดเร็วไปไกลจนกระทั่งผ่านไปเป็นชั่วโมง (โห.....) ก็ยังไม่จอด ผ่านหมู่บ้านคน ผ่านวัด ผ่านสถานที่ราชการ ผ่านปั๊ม ตั้งหลายแห่ง ก็ยังไม่จอด จนสมาชิกในรถเริ่มโวยวายกันมากขึ้นเค้าจึงหยุดรถ....แต่ทายซิว่าเค้าหยุดรถให้ที่ไหน พี่สุด(ไม่) หล่อ จอดรถให้ข้างทางที่เต็มไปด้วยหญ้าแห้งสีเหลือง เฮ้อ....เค้าจะให้ลงไปตรงนี้จริงๆ เหรอเนี่ย -______________-!! เลยบอกให้เค้าขับรถต่อไป แล้วก็ไปโวยวายให้เค้าจอดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งบริเวณร้านขายของ แล้วคนขับรถอีกคันหนึ่งที่พวกเราเรียกกันว่า พี่สมสมัย ก็วิ่งเข้ามาถามว่าจอดรถทำไมพอรู้ว่าต้องการเข้าห้องน้ำก็วิ่งไปขออนุญาตที่ร้าน แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าคนขับรถที่ดี หลังจากเข้าห้องน้ำเรียบร้อยก็ถึงเวลาตอบแทนเจ้าของร้าน อุดหนุน ข้าวของกันยกใหญ่ ขอบคุณเจ้าของร้านคนสวยใจดีมากๆ ค่ะ
        พี่สมสมัย ได้สอบถามเจ้าของร้านจึงได้รู้ว่าน้ำตกไม่ค่อยมีน้ำ นั่นแน่....บอกแล้วว่าวันนี้เรื่องสะดุดด้วยน้ำ เลยเปลี่ยนโปรแกรมไป เสาเฉลียง แทน เสาเฉลียง มีภูมิประเทศคล้ายๆ ป่าหิน พื้นที่เดินไปมีสภาพเป็นหินที่กร่อนลงด้วยแรงน้ำหรือลม โดยมี เสาหินคู่หนึ่งสูงใหญ่มากๆ มีคนแอบกระซิบว่าถ้ากอดเสาระเบียงแล้วจะไม่ไร้คู่ อ๊ะ.....ทำไมเราลืมไปกอดนะเนี่ย ;P เห็นภูมิประเทศแล้วทำให้คิดถึงเรื่องเพชรพระอุมา(อีกแล้ว) ป่าหินที่รพินทร์นำคณะเดินทางไปก็มีลักษณะคล้ายๆ แบบนี้ เพียงแต่ช่วงนี้ ป่าที่นี่ยังเขียวเกินไปหน่อยทำให้ดูไม่ร้อนแรง แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อน สงสัยแดดจะแรงมากๆ และป่าแห้งแล้งน่ากลัวเหมือนในเรื่องแน่ๆ เลย
        รับประทานอาหารเที่ยงกันที่ริมโขง ราวๆ บ่ายสามเตรียมเดินทางกลับ แต่....ปรากฏรถเจ้ากรรมคันเดิมที่เดินทางออกไปส่งสมาชิกที่จะกลับในวันนี้ก่อน เกิดน้ำมันหมด อ๊ะ น้ำ อีกแล้ว เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายคนจากรถที่ยังไม่รีบกลับลงเพื่อไปส่งคนที่รีบกลับก่อน เลยจำเป็นต้องนั่งรอน้ำมัน ระหว่างรอ ชาวบ้านแถวๆนั้นหยิบเสื่อมาให้ โห....น้ำใจคนต่างจังหวัดยอดเยี่ยมมากจริงๆ ค่ะ แฟ้มบุคคลขอปรบมือให้ ขอบคุณพี่ผู้หญิงใจดีเจ้าของเสื่อมากๆ ค่ะ

เช้าวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2546
        วันนี้ตั้งใจจะไปทำบุญก่อนกลับบ้าน แต่....หลง ค่ะ ....เลยเป็นเหตุให้ไม่ได้ไปวัด จำต้องล่ำลาเมืองอุบลฯ ไปเพียงแค่นี้ ระหว่างทางกลับพวกเราก็แวะไหว้ย่าโม และแวะหาร้านเน็ต (อ๊ะ....แวะทำไม...ไม่บอก)
        กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพราวๆ ทุ่มหนึ่ง



ขอบคุณ....พี่แม่บ้านที่พาไปทริปครั้งนี้ สนุกมากๆค่ะ
ขอบคุณ....พี่แม่นางที่ขับรถพาไปครั้งนี้ ทำให้เราได้ไปเที่ยวด้วยในรอบนี้
ขอบคุณ....พี่ๆ ที่อุบลฯ ที่เตรียมการเรื่องทริปนี้ พี่ๆ คงเหนื่อย เราอยากบอกว่าสนุกมากๆ ค่ะ
ขอบคุณ....พี่ๆที่ร่วมคณะในทริปนี้ทุกๆ คนที่ให้ความเป็นกันเอง สนุกมากๆ ค่ะ

ขอบคุณ....ที่อ่านจนกระทั่งจบ......แล้วพบกันใหม่คราวหน้า...ค่ะ


..........Ying ...



 

1