สมุดบันทึก ::::: บ้านทาร์ซานกับการสัมผัสธรรมชาติที่แท้จริง
โปรยหัวซะน่าสนใจ คราวนี้หอบสังขารออกเดินทางไกลไปยังจุดหมายปลายทางเดิม จ.กาญจนบุรี ทริปนี้ได้รับจากบอกเล่ามาทาง FWD ให้เห็นสภาพบ้านพักที่สวยงามบน อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ พวกเราผู้หลงใหลในเพชรพระอุมา มีเหรอที่จะไม่อยากไปสัมผัสด้วยตัวเอง งานนี้เลยมีการวางแผนกันนานมากและพยายามจองบ้านพักที่นี่อยู่นา น เพราะบ้านทาร์ซานที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมินี้ไม่ค่อยว่างเลยย ิ่งในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวๆ ยิ่งไม่ว่าง จนในที่สุดก็ตกลงกันว่าไหนๆ ก็จะไปแล้วก็เอาวันที่บ้านว่างแล้วคนก็ทำตัวให้ว่างตามบ้านแล้ว กัน นู๋ดาริเลยจัดการโทรไปถามเรื่องวันที่บ้านว่างแล้วก็สรุปว่าไป วันที่ 28-30 ตุลาคม ช่วงปลายๆฝนต้นหนาวหน่อยหนึ่งดีกว่าจะได้รับอากาศเย็นๆ บนยอดเขาบ้าง
แต่งานนี้ไม่ใช่จะไม่มีอุปสรรค เริ่มมาจากการที่ พี่กอกอ บอกยกเลิกการเดินทางไปด้วยเป็นคนแรก เพราะติดภารกิจสำคัญ จากนั้นในวันเดียวกัน พี่เปี๊ยกก็ติดราชการด่วนทำให้ต้องขอยกเลิกการเดินทางในทริปนี้ ไปอีกคน แล้วเช้าวันต่อมาน้องแว่นผู้ต้องการติดตามทริปนี้ไปเป็นอย่างมา กก็ต้องขอยกเลิกการไปด้วยสาเหตุโดนยกเค้ากระเป๋าข้าวของต่างๆ หายหมด สรุปได้ว่างานนี้จากจำนวนที่คิดกันไว้ว่า 10 คนเหลือจึงเหลือแค่ 7 คน งานนี้โชคยังดีที่มีพี่อ้อยสมาชิกจากพันธ์ทิพย์กระโดดตามติดทริปไปด้วย ทำให้ค่าใช้จ่ายในครั้งนี้จากเดิมที่คิดไว้ว่าคนละ 2000 เลยต้องเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 2400 ซึ่ง 400 ที่เพิ่มขึ้นมาของทุกคนนี้จะไปหักเก็บจากพี่กอกอต่อไป ในฐานะที่เป็นคนแรกที่บอกยกเลิก (ฮาๆ)
28 ตุลาคม 2548
วันเริ่มต้นออกเดินทาง รถที่ใช้ไปในครั้งนี้พี่จุ๋มจัดการให้ ซึ่งทริปนี้ได้พี่สุขพันธ์มาเป็นพลขับ (พี่เค้าบอกว่าให้เรียกชื่อเค้าด้วย พ.พาน ห้ามเรียกด้วย ภ.สำเภาเด็ดขาด ฮิๆ) รถตู้ได้ขับไปรับผู้ร่วมเดินทางตามจุดนัดพบต่างๆ จนถึงที่หมายสุดท้ายที่บ้านป๋าวัยฯ นั่งพักพูดคุยจัดข้าวของกันด้วยกันสักพักก็เริ่มออกเดินทาง ราวๆ 8.00 น. ผู้ร่วมคณะเดินทางในครั้งนี้ ประกอบด้วย ป๋าวัยฯ พี่ไอซ์ พี่จุ๋ม พี่ปิ่น พี่อ้อย พี่ก้อย นู๋ดาริ เรา และพลขับผู้มากความสามารถพี่สุขฯ
รถทะยานไปยังจุดหมาย เข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีแล้วมุ่งตรงไปยัง อ.ทองผาภูมิ ราวๆ 12.30 น. ซึ่งงานนี้พี่สุขบอกว่าทำเวลาผิดไปหน่อยตอนแรกกะว่าจะให้ถึง อ.ทองผาภูมิราวๆ เที่ยงตรงพอดี
เมื่อถึง อ.ทองผาภูมิ พี่จุ๋มในฐานะแม่ครัวใหญ่ก็แวะซื้อข้าวของที่จะใช้ในการประ กอบอาหารต่างๆ แล้วก็แวะไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้าน....(จำชื่อไม่ได้ แหะๆ) ร้านอยู่ด้านหน้าปูตัวใหญ่ๆ ตรงทางเข้า อ.ทองผาภูมิพอดี ก๋วยเตี๋ยวร้านนี้อร่อยสมกับที่พี่จุ๋มชมไว้ว่าอร่อยมาก มีทั้งก๋วยเตี๋ยวปลา ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวหมู แถมด้วยมีขนมหวานปิดท้ายรายการอาหารด้วย โดยคณะเราส่วนใหญ่จะเลือกกินไอติมเป็นการปิดท้ายรายการ เมื่อท้องอิ่มก็ได้เวลาเดินทางกันต่อ จุดหมายต่อไปคือ บ้านทาร์ซาน3-4 ที่ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
สองข้างทางก่อนขึ้นเขามีสภาพเป็นป่าที่แห้ง ลักษณะของดินดูคล้ายจะเป็นดินสีแดง จึงทำไม่แปลกใจที่ตลอดสองข้างทางจะพบเห็นบ้านเรือนผู้คนน้อยมาก ๆ รถวิ่งเรื่อยๆ ไปจนถึงจุดตรวจก่อนขึ้นเข้า ตรงนี้ทำให้คนในรถเห็นป้ายเตือนข้างทางได้อย่างชัดเจน ก็ป้ายบอกไว้ว่า โค้ง-คด-แคบ-ลึก(เหว) พอเห็นป้ายนี้ทำเอาใจคอไม่ดี รถยังวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ไต่เขาไปเป็นลำดับ พอมองออกไปนอกรถจะเห็นเหวลึกชันมากๆ ทำให้เข้าใจทำว่า โค้ง-คด-แคบ-ลึก(เหว) ได้เป็นอย่างดี
ถ้าใครอยากจะไปพักที่นี่ ขอบอกว่า รถต้องแรงพอๆ กับที่คนขับต้องขับรถเป็นเลยทีเดียว เพราะคนที่ขับรถได้กับคนที่ขับรถเป็นต่างกัน แล้วชีวิตเราก็ฝากไว้กับคนที่ขับรถด้วย งานนี้ถือว่าคณะเราค่อนข้างโชคดีที่ได้คนขับรถมืออาชีพ (เพราะพี่เค้ามีอาชีพเป็นพลขับ ฮิๆ)
รถไต่เขาขึ้นมาเรื่อยๆ เจอป้ายข้างทางเขียนไว้ว่า ดงจงอาง ไม่รู้ว่าที่บริเวณนั้นมีงูจงอางเยอะหรือว่ายังไง แต่แค่เห็นป้ายก็ไม่อยากจะลงไปดูแล้ว สักพักใหญ่ๆ ก็ขึ้นไปถึงจุดพักรถ จะเห็นทิวทัศน์ที่เรียกได้ว่ารอบข้างที่มองไปเห็นเพียงแค่ป่า ขุนเขา และน้ำ ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้เราได้รู้สึกว่าอยู่กับธรรมชาติที่แท้จริ งได้เลยทีเดียว แล้ว...วิญญาณของผู้นิยมเพชรพระอุมาก็บังเกิด ทุกๆคนเริ่มมองหาว่าตำแหน่งนี้คล้ายๆ จุดหมายใดในเรื่องเพชรพระอุมา ซึ่งพวกเราก็สรุปได้ว่า เราเห็นหลุมอุกกาบาตและทิวปีกครุฑที่นี่
แล้วตรงนี้ก็ทำเอาใจคอไม่ดี เมื่อพี่สุขเดินเข้ามาบอกกับพวกเราว่าน้ำมันรถใกล้จะหมด และอาจจะไม่พอในขาลงรถเนื่องจากพี่เค้าไม่คิดว่าทางเข้าอุทยานจ ะไต่เขาชันขึ้นมามากขนาดนี้ น้ำมันที่กะไว้ว่าพอในระยะทางขึ้นและลงเขาจึงไม่พอแน่ ซึ่งพี่สุขก็บอกอีกด้วยว่าพี่เค้าจะไม่ยอมขับรถลงเขาโดยไม่มีน้ ำมันแน่ๆ (ฮาๆ) พี่เค้าเลยไปคุยกับช่างที่มาก่อสร้างที่พักรถตรงนั้นว่าจะให้ซื ้อน้ำมันมาให้ในวันรุ่งขึ้นในขาลงเขา เมื่อตกลงเรื่องรายละเอียดเวลานัดเติมน้ำมันแล้วก็เดินทางต่อ อีก 9 กิโลเมตรจะถึงจุดหมายของเรา อช.ทองผาภูมิ
อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อ น แนวเขาทอดตัวจากเหนือจดใต้ และเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ทอดตัวกั้นพรมแดนไทย-พม่า (ตามที่เรียนมาในสมัยเด็กๆ อุอุ)
เมื่อถึงอุทยานเราก็ตรงเข้าไปติดต่อน้องสาคูเจ้าหน้าที่ของอุทย านที่นู๋ดาริโทรจองและติดต่อเรื่องที่พักไว้ หลังจากที่พูดคุยกันพวกเราก็แจ้งจุดหมายในการเดินทางในวันพรุ่ง นี้กับน้องสาคูว่าเราจะไปเที่ยวที่สังขละบุรีแล้วจะกลับมาพักที ่ อช.ทองผาภูมิอีกครั้ง ซึ่งทำเอาน้องสาคูตกใจบอกมาประมาณว่า มันตั้ง 300 กว่าโลเชียวนะพี่ ปกติไม่มีใครเค้าไปแบบนี้เลย พี่อยากบอกน้องสาคูว่า น้องคิดว่าพวกพี่ปกติเหรอคะ (คิคิ) สักพักหนึ่งน้องสาคูก็บอกว่าบ้านทาร์ซาน 3-4 ต้องเข้าไปอีกประมาณ 400 เมตร แล้วพวกเราก็นึกสนุกหลังจากนั่งรถมานาน ก็เลยลองเดินไปที่ที่พัก ทำให้เราได้รู้ว่า 400เมตรของน้องสาคูเนี่ย มันเหมือน 400 เมตรกระเหรี่ยงจริงๆ ไกลมากๆ
ตามข้อมูลของ fwd ที่เราได้มาทำให้รู้ว่า ที่พักของอช.ทองผาภูมิ บ้านพักที่เรียกว่า บ้านทาร์ซาน มีทั้งหมด 4 หลังคือทาร์ซาน 1-4
- บ้านทาร์ซาน 1 หลังเล็กสุด ราคาคืนละ 600 บาท พักได้ 2-3 คน
- บ้านทาร์ซาน 2 หลังใหญ่กว่าทาร์ซาน 1 ราคาคืนละ 800 บาท พักได้ประมาณ 3-4 คน
- บ้านทาร์ซาน 3 พักได้ประมาณ 6-7 คน ราคาคืนละ 1000 บาท
- บ้านทาร์ซาน 4 รับได้ 10-12 คน ราคาคืนละ 1200 บาท โดยบ้านทาร์ซาน 3 และ 4 จะมีระเบียงไม้เชื่อมต่อกัน ตรงกลางทำเป็นเทอเรส
แล้วการเดินทางก็มาถึงจุดหมายที่เราต้องการจริงๆ เห็นบ้านทาร์ซาน 1 อยู่ตรงหน้า ไม่ไกลจากบ้านทาร์ซาน 2 มากนัก เดินลงเนินไปอีกหน่อยก็ถึงบ้านทาร์ซาน3-4 ที่พักของพวกเรา ภาพที่เราเห็นใน fwd กับบ้านจริงๆ มีสภาพไม่ผิดกันนั้น และบ้านสวยอย่างที่เราคิดไว้จริงๆ อากาศที่ที่พักเย็นและชื้นมากๆ ขนาดในช่วงพระอาทิตย์ยังไม่ตกดินยังอากาศเย็นขนาดนี้ ถ้าพระอาทิตย์ตกดินแล้วจะอากาศเย็นขนาดไหนเนี่ย
ปกติบ้านทาร์ซาน 3 จะนอนได้ 5-6 คน แต่ ด้วยขนาดของหุ่นพวกเราแล้ว บ้านที่นอนได้ 6 เราเลยจำเป็นต้องนอนแค่ 3 คน ส่วนบ้านทาร์ซาน 4 นั้นสบายมากๆ เพราะพวกเราหุ่นดีทุกคนเนอะ (ฮาๆ)
เมื่อขนข้าวของลงจากรถเรียบร้อย พวกเราก็รีบขึ้นกันต่อเพื่อไปยังจุดหมายต่อไป บ้านอีต่อง ต.ปิล็อก
บ้านอีต่อง เหมืองปิล็อก
ที่นี่เดิมเคยเป็นเหมืองเก่าที่เรียกว่า เหมืองปิล็อก ตรงหน้าทางเข้าหมู่บ้านมีของชิ้นหนึ่งลักษณะคล้ายๆที่สูบน้ำที่ ใช้ทำเหมืองตั้งอยู่
เราจำเป็นต้องเติมน้ำมันที่นี่ไว้นิดหน่อยเพื่อกันไม่ให้มีปัญห าระหว่างทาง ซึ่งปริมาณน้ำมันที่เราเติมเข้าไปจำนวน 10 ลิตร สนราคาทั้งสิ้น 300 บาท โอ้..น้ำมันที่ปิล็อกแพงมากๆ ลิตรละ 30 บาทเลยทีเดียว หุหุ
แล้วเราก็มุ่งหน้าต่อไปยังเนินเสาธง จุดสุดพรมแดนไทยพม่า โดยก่อนขึ้นไป ตชด.ได้แจ้งเตือนไว้ว่า อย่าถ่ายรูปเข้าไปในพรมแดนพม่าและอย่าเข้าไปในพรมแดนพม่าโดยไม่ ได้รับอนุญาต ที่ตรงจุดนี้มี ตชด.เป็นคนเฝ้าดูแลเพราะจุดรอยต่อของพรมแดนระหว่างประเทศ จะเป็นจุดที่ถูกกำหนดเป็นเขตปลอดทหารในระยะทาง xx กิโลเมตร (แหะๆ ขออภัยจำระยะทางไม่ได้ ขนาดมีพี่ชายเป็น ตชด. นะเนี่ย)
พอไปถึงจุดที่จะขึ้นไปยังเนินเสาธงเลยทำให้พวกเราไม่ค่อยกล้าจะ ถ่ายรูปมากนัก แต่นั่นหล่ะ คนที่จะมาท่องเที่ยวก็ย่อมอยากถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก เมื่อขึ้นไปถึงจุดบนสุดของเนินเสาธง ตา(ยาย)กล้องทั้งหลายก็ปิดแฟลซแล้วถ่ายรูปกลับมาให้ดูจนได้
เนินเสาธง
ณ ตำแหน่งเนินเสาธงนี้ เป็นจุดที่สามารถมองเห็นอ่าวเบงกอลของพม่าได้อยากชัดเจน ใครจะไปนึกละว่ามาเที่ยวภูเขาแบบนี้จะทำให้เราสามารถเห็นพระอาท ิตย์ตกทะเลได้ เป็นเรื่องที่แปลกจริงๆ เมื่อเดินลงมาข้างล่าง ก็พบกับ ตชด. ท่านหนึ่งขี่มอร์เตอร์ไซด์เข้ามาดูด้วยความเป็นห่วงว่าพวกเราเป ็นยังไงบ้าง แล้วพี่ ตชด. ท่านนี้ก็บอกว่าให้ขับรถตรงเข้าไปอีกหน่อยได้ ซึ่งในนั้นจะมีช่องเขาขาด
ช่องเขาขาด
เป็นช่องทางถนนรถยนต์ในการเดินทางติดต่อกันของระหว่างสองประเทศ ได้ (ถ้าเค้าอนุญาตให้ผ่าน) โดยตรงจุดนั้นจะมี ตชด. คอยดูแล รวมถึงจะมี ตชด. พาเข้าไปเยี่ยมชมบริเวณประเทศพม่าในระยะไม่เกิน 10 เมตรได้ (ฮาๆ) ระหว่างทางที่เดินผ่านช่องเขาขาดนั้น พวกเราก็มีเจ้าโตโต้ บอดี้การ์ดสี่ขาแสนใจดีเดินทางเข้าไปเป็นเพื่อนด้วย แถมเจ้าโตโต้ยังใจดียังยอมมายืนถ่ายรูปคู่กับเราด้วย (อุอุ เพิ่งรู้ตัวว่าเราเป็นขวัญใจเจ้าสี่ขา)
พี่ ตชด. ได้เดินนำพวกเราเข้าไปยังฐานที่พักของด่านตรวจของพม่า แต่ที่ฐานกลับไม่มีใครอยู่สักคน พี่ ตชด. เลยบอกว่าสงสัยจะเป็นช่วงเวลาผลัดเวร พวกเราเลยถ่ายรูปกันใหญ่ ด้วยว่าตรงเนินเสาธง ไม่ค่อยกล้าถ่ายรูปกันมากนัก ตรงนี้ตากล้องทั้งหลายเลยถ่ายรูปกระหน่ำมากๆ
ก่อนกลับมีใครบางคนสัญญากับเจ้าโตโต้ว่า ถ้าไปเที่ยวที่นี่อีกคราวหน้าจะซื้อขนมไปฝาก อย่าลืมรักษาสัญญานะจ๊ะ (อิอิ)
ขอบคุณพี่ๆ ตำรวจตระเวนชายแดนทุกๆ ท่านมากๆ ค่ะ ที่ให้ความปลอดภัยและให้บริการพาเที่ยวข้ามชายแดนครั้งนี้ อย่างนี้สิที่เค้าว่ามีตำรวจที่ไหนประชาชนอุ่นใจได้ทุกเวลา
กลับถึงที่พักเมื่อใกล้ๆ หกโมงเย็น เริ่มหุงหาอาหารทำกับข้าวกินกัน อาหารเย็นมื้อนี้ก็ยังเป็นอาหารที่เรียบง่ายสไตล์ทรมานทัวร์ โดยอาหารประกอบไปด้วย แหนม ยำปลากระป๋อง เนื้อ-หมู-ไก่ทอด (ที่พี่จุ๋มเตรียมมาจากบ้าน) แล้วก็แกงจืดเต้าหู้ มื้อนี้ดีกว่าทริปที่แล้วที่ข้าวที่เรากินไม่ใช่ข้าวสามกษัตริย ์ แต่คราวนี้เรากินข้าวสองกษัตริย์ อุอุ กินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันอาบน้ำ ซึ่งน้ำที่อาบก็เย็นมากๆ รู้สึกเหมือนอาบน้ำจากตู้เย็นเลย น้ำในตู้เย็นเป็นอย่างไรก็อย่างนั้นเลย แต่ขอบอกว่ามีคนโกงอาบน้ำอุ่นไม่ยอมอาบน้ำเย็นแบบพวกเรา ใครโกงยกมือขึ้น ฮาๆ
ตกดึกก็เตรียมตัวคุยเรื่องบเพชรพระอุมาในภาค 2 กันต่อ ระหว่างนั้นก็เอาเสื่อเอาผ้ามาเตรียมกันลมและเป็นที่นั่งคุยกัน กลางน้ำค้าง ม่านหมอก และแสงดาว ว้าว.....บรรยากาศดีจริงๆ
อ้อ...ลืมบอกไปนิดหนึ่งว่าที่บ้านพักจะเปิดไฟให้ตอน 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มเท่านั้น หลังจากนั้นเราก็อาศัยแสงเทียนและแสงตะเกียงที่เตรียมไว้ นั่งคุยกันสักพักไฟก็ดับลงตอน 4 ทุ่ม แต่ด้วยแสงเทียนและแสงตะเกียงก็ทำให้เรายังนั่งคุยกันต่อไปได้ แล้วพี่ก้อยก็ทำหน้าตื่นตกใจอย่างมาก เมื่อถามก็ได้ความว่าได้ยินเสียงคนเรียกว่า พี่ครับๆ เอ้ย...ทำไมทัวร์ของเราเจออะไรแปลกๆ ตลอดเลยนะเนี่ย ตกดึกหน่อยก็แยกย้ายกันเข้านอน ..................อุอุ..........อากาศเย็นจริงๆ
29 ตุลาคม 2548
6.00 น. ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความมืดและความเย็น พบว่าพี่จุ๋ม พี่อ้อย และพี่ปิ่นตื่นขึ้นมาก่อนแล้ว พอเราลุกขึ้นจากที่นอนออกไปดูบรรยากาศตอนพระอาทิตย์ขึ้นก็พบกับ ทะเลหมอกที่สวยงามมากๆ อากาศที่เย็นจัด ภูเขาที่สูง และหมอกที่หนาทำให้มองไม่เห็นแสงของพระอาทิตย์เลย มาเที่ยวที่นี่ได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง ทำให้เห็น ดาวเป็นดาว หมอกเป็นหมอก พระอาทิตย์เป็นพระอาทิตย์ ภูเขาเป็นภูเขา ป่าเป็นป่า (หาคำมาบรรยายให้ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว แหะๆ )
อาหารมื้อเช้า พี่จุ๋มทำข้าวต้มนักเลงให้กิน หลังกินอาหารเช้าเสร็จก็เดินทางต่อไปยังจุดหมายของการเดินทางคร ั้งนี้ สังขละบุรี
ทางไป อ.สังขละบุรี ก็น่ากลัวไม่แพ้ทางขึ้นที่พัก อช.ทองผาภูมิ แต่ด้วยความเป็นถนนสายหลักที่พร้อมกว่าทำให้ความน่ากลัวของทางด ูน้อยกว่าทางขึ้นอุทยาน แต่ความชันของถนนมีความชันมากไม่แพ้กัน (สงสัยค่ะสงสัย ว่าทำไมเค้าต้องทำถนนให้มีความชันมากขนาดนั้น) แล้วเราก็ถึงจุดหมายราวๆ เที่ยง พักรับประทานอาหารกันที่ อ.สังขละบุรี แล้วมุ่งไปจุดหมายแรกของการเดินทางในวันนี้
วัดวังก์วิเวการาม
วัดวังก์วิเวการาม ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอสังขละบุรีประมาณ 3 กิโลเมตร มีวิหารริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงาม และเป็นที่จำพรรษาของ "หลวงพ่ออุตตมะ" ซึ่งประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งกระเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเคารพนับถือ ภายในโบสถ์สวยงามมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังทางด้านหลังพระประธานจะเป็นภาพพุทธประวัติครั ้งตอนประสูติ ทางด้านขวาของพระประธานจะเป็นภาพพุทธประวัติทศชาติ ส่วนทางด้านซ้ายจะเป็นภาพกัณฑ์ต่างๆ ทั้ง 13 กัณฑ์
จากบริเวณวัดวังก์วิเวการามไปอีก 1 กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ด้านบนของเจดีย์จะมีพระพุทธรูปองค์ไม่ใหญ่นักตั้งอยู่ในช่องเล็ กของเจดีย์ ส่วนด้านใต้เจดีย์จะมีโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปตั้งไว้โดยรอบ ความสวยงามอีกอย่างหนึ่งของโต๊ะหมู่บูชาคือ ดอกไม้ที่ร้อยมาถวายพระนั้น ใช้ดอกไม้ที่หาได้โดยทั่วไปในท้องถิ่นนำมาเสียบไว้กับก้านมะพร้ าว ซึ่งวิธีร้อยที่ไม่ยุ่งยาก ดอกไม้ที่เรียบง่าย ก็สามารถแสดงศิลปะที่สวยงามออกมาให้เห็นได้เช่นกัน
หลังจากไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยเรียบร้อยแล้ว สาวๆ ก็เดินเข้าร้านขายของที่ระลึกที่วัด ที่นี่พี่ไอซ์บอกว่าถ้าเจอของถูกใจให้ซื้อเลย เพราะของที่เห็นที่นี่กับของที่จะไปดูที่ด่านเจดีย์สามองค์จะคล ้ายๆ กัน บางทีของที่นี่อาจจะถูกกว่า (ถ้าต่อเป็น ฮาๆ ) งานนี้นักช้อปตัวจริงอย่าง นู๋ดาริ ก็ควักเงินจนกระเป๋าแบน (แฟนทิ้ง คิคิ )
จากนั้นเราก็เดินทางกัน จุดหมายต่อไปคือ สะพานมอญ
สะพานอุตตามานุสรณ์หรือสะพานมอญ
พี่ไอซ์ เล่าว่าสะพานไม้แห่งนี้เป็นสะพานที่หลวงพ่ออุตตามะได้สร้างขึ้น มาเพื่อชาวบ้านสองฝั่งน้ำจะได้เดินทางไปหากันได้สะดวก ด้วยการลงขันกันคนละบาท แล้วบางทีเค้าก็เรียกสะพานแห่งนี้ว่า สะพานบาทเดียว สะพานไม้แห่งนี้มีความกว้าง 5 เมตรและความยาว 480 เมตร ถ้าเดินเล่นไปกลับก็กินระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตร (เฮ้อ!! แล้วเราไปเดินเล่นทำไมเนี่ย) ความยาวเนี่ยไม่เท่าไหร่หรอก แต่ความลึกเนี่ยข่าวว่าถ้าตกจากสะพานในช่วงที่ไม่มีน้ำเนี่ย รับรองได้ว่าไม่ทันได้เจ็บหรอก บรื้อออ...น่ากลัว
ขากลับเรามีโอกาสได้เห็นวงปี่พาทย์มอญตัวจริงเสียงจริงมานั่งบร รเลงเพลงอยู่ข้างต้นกฐิน ถือว่าเป็นของแถมจากการมาเที่ยวที่สะพานแห่งนี้จริงๆ
ก่อนกลับสาวๆ ก็ซื้อของกันอีกครั้ง (สงสัยเราจะไม่ได้เป็นสาวๆ ทำไมไม่ได้ซื้ออะไรกับเค้าเลยนะ) คราวนี้แก้งค์สาวๆ เข้าไปเหมาแป้งทานาคากันยกใหญ่ พอซื้อเสร็จก็มีหนุ่มๆ รวมแจมการใช้แป้งกับเค้าด้วยสงสัยจะอยากขาวสวยเหมือนสาวพม่าด้วยเหมือนกัน อิ อิ
จากนั้นเราก็เดินทางกันต่อไปยังจุดหมายต่อไป ด่านเจดีย์สามองค์
ด่านเจดีย์สามองค์
เจดีย์สามองค์ นี้ เดิมเรียกว่า หินสามกอง เป็นที่สักการะของคนไทยในสมัยโบราณก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่เขตพ ม่า ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมือง สังขละบุรี ของไทย ได้เป็นผู้นำชาวบ้านสร้างเป็นเจดีย์ขนาดเล็กสามองค์ดังที่เห็นใ นปัจจุบันนี้ นอกจากนี้บริเวณ ด่านเจดีย์สามองค์ ยังเป็นช่องทางเดินทัพที่สำคัญของไทยและพม่าในอดีต
ที่นี่เราได้ทักทายกับ แขกชาวพม่าขายขนมอยู่ ด้วยความอยากรู้ว่าขนมอะไรและอร่อยมั๊ย ป๋าเลยถามว่าไปว่า
ขายยังไง
(กรุณาคิดสำเนียงแขกที่พูดไทยด้วยสำเนียงพม่าประกอบการอ่าน)
สิชิยี่สิ
ป๋าก็คิดในใจว่า (โห แอบไปได้ยินความในใจของป๋าด้วย ฮาๆ )
สี่ชิ้นยี่สิบ ทำไมมันขายแพงนักนะ
แต่ป๋าก็ยังอุตส่าห์ซื้อมายี่สิบบาท แขกคนนั้นก็หยิบขนมใส่ถุงมาให้ 10 ชิ้น เมื่อนั้นจึงถึงบางอ้อว่าแขกคนนี้พูดตอบมาว่า สิบชิ้นยี่สิบ
ที่นี่สาวๆก็ยังเดินหาซื้อของกันต่อ โอ๊ะ วันนี้เป็นวันของ นักช้อปตัวจริง จริงๆ นะเนี่ย
ได้เวลากลับที่พัก
วันนี้เป็นวันที่เดินทางกันอย่างหฤโหด พวกเราเดินทางออกจากสังขละบุรีเวลา 16.30 น. กว่าจะถึง อ.ทองผาภูมิ พระอาทิตย์ก็ตกดินไปแล้ว นี่รถเรายังต้องไต่เขาชันขึ้นไปที่ที่พักอีกระยะทางที่แสน คด-โค้ง-แคบ-ลึก(เหว) กว่า 30 กิโล ความรู้สึกเมื่อวันแรกที่นั่งรถขึ้น อช.ทองผาภูมาเทียบไม่ได้กับความรู้สึกในการขึ้นที่พักในวันนี้เ ลย งานนี้ พี่ปิ่นกับพี่ไอซ์ก็พยายามร้องเพลงปลอบใจและปลุกใจคนในรถ และคนขับไปตลอดทาง
ถึงที่พักเกือบๆ สามทุ่ม วันนี้ เรากินแกงถุงที่ซื้อมาจาก อ.ทองผาภูมิก่อนจะกลับที่พัก กินข้าวยังไม่ทันเสร็จไฟก็ดับก่อนแล้ว หลังจากแยกย้ายกันทำความสะอาดร่างกายแล้ว วันนี้สมาชิกทั้งหลายก็มานั่งตากน้ำค้างกลางม่านหมอกด้วยกัน
คืนนี้บรรยากาศดีกว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาก เพราะเราได้เห็นลมพัดหมอกผ่านหัวเราไป ได้เห็นดาวเต็มท้องฟ้า
และก็ได้เห็นแสงไฟลอยไปลอยมาเหนือยอดไม้ เอ้ย.....แสงไฟอะไรจะไปลอยเหนือยอดไม้ได้ แล้วเราก็ถามไปว่า
แสงอะไร คราวนี้ทั้งพี่ไอซ์ทั้งป๋าบอกกลับมาว่า
รู้แล้วว่าเห็นแต่จะทักทำไม เค้าไม่ให้ทักถ้ารู้ถ้าเห็นอะไรแปลกๆ
เอ้า...ก็คนมันเห็นจริงๆ นะ
ตกดึกเข้าก็แยกย้ายกันไปนอนเพื่อพร้อมจะเดินทางต่อในวันพรุ่งนี ้
30 ตุลาคม 2548
เกือบๆ 7.00 น. ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอากาศที่เย็นกว่าเมื่อวาน ที่นี่อากาศเย็นและชื้นมากจริงๆ เช้าวันนี้หมอกลงจัดมากทำให้เรามองไม่เห็นภูเขาที่อยู่กลางทะเล หมอกเลย เห็นเพียงแค่หมอกและหมอกเท่านั้น วันนี้ตั้งใจว่าจะต้องเดินไปดูวิวตรงจุดชมวิวให้ได้ เลยเดินเข้าไปปลุกพี่ก้อยให้มาถ่ายรูปใยแมงมุมและออกไปถ่ ายรูปตรงจุดชมวิวด้วยกัน
ที่จุดชมวิว เราได้เห็นภูเขากลางทะเลหมอกอีกครั้ง ทางซ้ายมือของเราจะเห็นยอดเขาช้างเผือกและเขาช้างเผือก เขาช้างเผือกนี้จะมีสีที่แตกต่างจากเขาอื่นๆ เพราะเขานี้จะเป็นภูเขาหินสีของภูเขาจึงไม่ได้เห็นสีเขียวอย่าง ภูเขาอื่นๆ ทางเบื้องล่างจะเป็นป่าดิบชื้นและป่าดิบเขา ถ้ามองไปในมุมไกลๆ เราจะเห็นแหล่งน้ำ เป็นมุมมองธรรมชาติที่สวยงามมากจริงๆ
หลังจากเช็คเอ้าท์ออกจากที่พักแล้ว เราก็เดินทางเพื่อไปพิสูจน์ความลี้ลับแห่งน้ำตกธารลอดกันอีกครั ้ง กว่าจะถึงอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ก็ปาเข้าไปเกือบๆบ่าย สอง
ถ้ำธารลอด
คราวนี้เข้าไปในถ้ำๆ เดิมความรู้สึกก็เหมือนๆ เดิม แต่พิเศษกว่าหน่อยตรงที่คราวนี้รู้สึกได้ว่ามีคนเดินอยู่ด้วยตั ้งแต่อยู่ในถ้ำ คราวนี้พวกเราเดินกันไปได้ไกลกว่าเดิมหน่อยก็ต้องเดินทางกลับเพ ราะเค้าให้ออกจากถ้ำก่อน 16.00 น. ขากลับนี่พี่ก้อยกับพี่ไอซ์บอกว่าได้รับรู้ถึงความรู้ส ึกแปลกๆ คล้ายๆมีคนพูดหรือคนอยู่ใกล้ๆ
แล้วพี่ไอซ์ก็สรุปว่าเราจะต้องมาปิดทริปถ้ำธารลอดให้ได้ โดยคราวหน้าพวกเราจะมาค้างกันที่นี่แล้วเดินขึ้นเขาในตอนเช้า เพื่อที่เราจะได้ไปให้ถึงน้ำตกไตรตรึงค์ให้ได้
แต่มีข้อแม้ว่าคราวหน้าจะต้องจองห้องพักที่มี 3 ห้อง โดยให้มีห้องผู้ชาย 1 ห้อง ห้องผู้หญิง 1 ห้องและให้เรานอนคนเดียว 1 ห้อง (แงๆ เค้ากลัวนะเออ)
ได้เวลากลับบ้านซะที
ตะลอนทัวร์เดินทางออกจากเมืองกาญจน์ราวๆ 16.30 น. ถึงบ้านราวๆ 20.30 น.
ขอบคุณธรรมชาติที่แท้จริง
ที่ยังหลงเหลือความสวยงามไว้ให้สัมผัสไว้ให้ชื่นชมอยู่ ไม่เคยไปที่ไหนแล้วรู้สึกว่าได้เข้าใกล้ธรรมชาติที่แท้จริงได้เ ท่าครั้งนี้มาก่อน
ขอบคุณพี่จุ๋มแม่ครัวประจำคณะ
ค่ะ ทริปนี้นู๋ได้กินอาหารน้อยไปหน่อยทริปหน้านู๋ขอกินชดเชยนะคะ
ขอบคุณพี่สุขพันธ์พลขับของเรา
ที่ขับรถพาเราไปและกลับจนถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย
ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ร่วมตะลอนทัวร์ไปด้วยกัน
ในครั้งนี้ พบกันใหม่ทริปหน้านะคะ
Ying ...