สมุดบันทึก ::::: ทริปมันส์ๆ กับเมืองกาญจน์
12 สิงหาคม 2548
7.00 น. : เริ่มต้นทริปสนุกๆ กัน งานนี้เช่ารถตู้แต่ไม่เช่าคนขับ เพราะจะขับกันไปเอง พี่ไอซ์นัดจะมารับตอน 7.00 น. พอไปถึงจุดนัดพบก็เจอพี่จุ๋มยืนรออยู่ข้างนอกรถ โดยมีพี่ไอซ์ พี่เปี๊ยกและน้องอ้อมนั่งรอในรถ
เคลื่อนตัวสู่จุดนัดพบที่ 2 บางบัวทอง ที่นี่ต้องไปรับ ป๋าวัยฯ กับพี่ก้อย โดยพี่ก้อยมายืนรอที่หน้าปากซอยบ้านพี่ก้อย ส่วนป๋ามีหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน(มีอภิสิทธิ์ มุขนี้คงไม่แป้กนะ) เลยต้องแวะเข้าไปรับป๋าที่บ้าน
แล้วรถก็เคลื่อนตัวไปสู่จุดนัดพบที่ 3 เซ็นทรัลปิ่นเกล้า เพื่อรับเหรัญญิกประจำกลุ่ม ซึ่งมานั่งรออยู่ก่อนแล้วเกือบๆครึ่งชั่วโมง นั่นไง...ใส่เสื้อสีฟ้ามองเห็นมาแต่ไกล วันนี้ดาริฯ หอบกระเป๋ามา 3 ใบ จนโดนสมาชิกในรถแซวว่าจะย้ายบ้านเหรอ แต่แทนที่ดาริฯจะเขินกลับตอบมาหน้าตาเฉยว่า "น้องชายนู๋ก็แซวว่าจะย้ายบ้านหรือว่าจะไปสัก 5 วันเหรอ" แปลว่าทุกคนเห็นตรงกันว่าของที่ดาริฯ ขนมาเยอะจริงๆ
8.20 น. : แวะกินข้าวเช้ากัน โดนบางคนก็กินต้มเลือดหมู บางคนก็กินข้าวขาหมู กินกันไปก็นั่งวิเคราะห์ไอ้แหว่งไป (แน๊ คนที่ไม่เคยอ่านเรื่องเพชรพระอุมาอาจจะงง แต่ถ้าใครเป็นแฟนๆ เพชรฯ จะรู้จัก ไอ้คุณแหว่งนี่ดีทีเดียว) นั่งวิเคราะห์กันว่าทำไมไอ้แหว่งถึงฉลาดและดุ โดยแต่ละท่านก็ให้ความเห็นที่เป็นหลักเป็นการดีมาก
บางคนก็ว่าไอ้แหว่งเนี่ยเคยเป็นช้างคู่บารมีของ จิตรางคนางค์ แต่โดนโผโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม มีคนเล่นเส้นเล่นสายทำให้ไอ้แหว่งโดนปลดออกจากตำแหน่งเลยทำให้เจ็บแค้นและดุร้าย
บางคนก็ว่าเดิมที่เดียวไอ้แหว่งเป็นนายพลฯฝูง แต่โดนลดขั้นจากนายพลฯฝูงมาเป็นจ่าฝูง เลยทำให้ไอ้แหว่งฉลาดแบบนายพลฯ แต่ดุเพราะโดนลดขั้น
บางคนก็ว่าไอ้แหว่งเคยเข้าเรียนในโรงเรียนช้างแต่หนีโรงเรียนมาทำให้เป็นช้างที่ฉลาดกว่าช้างทั่วไป
บางคนก็ว่าไอ้แหว่งเป็นช้างของสรพงษ์ในเรื่องคนเลี้ยงช้างที่หนีออกมาอยู่ในป่า เลยทำให้ฉลาดกว่าช้างป่าทั่วไป
เห็นมั๊ยว่าแต่ละคนมีความคิดเป็นหลักเป็นการดีมากจริงๆ ไม่มีใครพูดเล่นเลย จริงจังทั้งนั้น
9.00 น. : เริ่มการเดินทางอย่างจริงจัง ตะลอนทัวร์ไปเที่ยวเมืองกาญจน์กันดีกว่า จุดหมายแรกมุ่งเมืองกาญจน์ พักกินข้าวเที่ยงกันที่ตัวเมืองกาญจน์ เป็นร้านข้าวแกงที่ใหญ่มาก อาหารออกไปทางรสจัด(เผ็ดมาก) แต่เค้ามีน้ำซุปมาบริการเวลากินอาหารรสเผ็ดๆ แล้วซดน้ำซุปร้อนๆ (จะหายเผ็ดมั๊ยเนี่ย ) กินข้าวกลางวันเสร็จก็ออกเดินทาง มุ่งน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ระหว่างทาง ก็มีนั่งร้องสาวร้องเพลงประสานเสียงกันไปตลอดทาง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงประเภทดำน้ำตลอด ร้องจบนี้มีตะไคร่ จอก แหน ติดตามหัวเต็มตัวไปหมด
หนทางที่ไปสู่น้ำตกก็เป็นทางขึ้นเขาและลงเขาในแนวชันมากๆ เป็นระยะไปตลอดทาง โดยจะมีการขึ้นแพขนานยนต์ข้ามฝั่งกัน 2 รอบ รอบแรกจะเร็วหน่อย 15 นาทีขึ้นฝั่ง รอบที่ 2 นานหน่อย ราวๆ 35 นาที แต่ที่ช้าในรอบที่ 2 ก็คือ การรอ รอว่าเมื่อไหร่รถคันอื่นๆ จะมา ข้ามเสร็จสองฝั่งก็ขับรถไปอีกหน่อยก็ถึงจุดหมายของวันนี้ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
~ สวัสดีน้ำตกแม่ขมิ้น ~
การเข้าพักต้องเสียค่าเข้ามาพักในรูปแบบนอนเต้นท์คนละ 20 บาท และค่าสถานที่อีกคนละ 35 บาท จ่ายเงินเรียบร้อยก็เดินสำรวจสถานที่ที่จะจับจองกางเต้นท์ พี่ไอซ์เริ่มขนอุปกรณ์ในการกางเต้นท์ลงมาโดยมีพี่เปี้ยก พี่จุ๋ม น้องอ้อม พี่ก้อย พี่วัย ดาริฯ และเราเป็นผู้ช่วย (ให้กำลังใจ คิคิ) ด้วยจำนวนเต้นท์และจำนวนคนที่ไม่ลงตัว จึงทำให้เต้นท์จำนวน 4 หลัง แบ่งกันโดย พี่จุ๋ม พี่เปี้ยกและน้องอ้อม นอนในเต้นท์หนึ่งหลัง ป๋าวัยฯกะพี่ไอซ์อีกหนึ่งหลัง เรากะพี่ก้อยอีกหนึ่งหลัง ส่งผลให้ดาริฯ จำต้องนอนคนเดียว หุหุ แต่สำหรับดาริฯแล้ว นู๋สามารถ ใช่ป่ะ
อาหารเย็นวันนี้เป็นการทำโดยพี่จุ๋มแม่ครัวประจำกลุ่ม โดยมีแหนม กุนเซียง แกงจืด แล้วก็อะไรอีกนะ จำไม่ได้ แหะๆ อาหารมื้อนี้กินกันด้วยความเอร็ดอร่อย เสร็จจากอาหารก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำ แต่เพราะฝนตกมาทั้งวัน น้ำที่เห็นในห้องน้ำจึงเป็นสีเดียวกับน้ำตกคือสีดิน งานนี้ทำเอาคนที่อาบน้ำนั่งเกากันเป็นแถว ไม่รู้ว่าเกาเพราะคันที่ยุงกัดหรือเกาเพราะคันจากน้ำ หุหุ หลังจากอาบน้ำแล้วใครใคร่นอนก็นอน ใครใคร่คุยก็คุย พี่จุ๋มและครอบครัวเลยปลีกวิเวกเข้านอนก่อน เพื่อเก็บแรงไว้วันพรุ่งนี้ ส่วนเราและคนที่เหลือก็จับกลุ่มคุยกันเรื่องไอ้แหว่งกันต่อ (เฮ้อ! ไม่รู้ติดใจอะไรกับไอ้แหว่งนัก อิอิ)
หลังจากที่วิเคราะห์กันไปตอนเที่ยงว่าไอ้แหว่งดุเพราะอะไรเลยเกิดความสงสัยกันต่อไปว่า โขลงไอ้แหว่งเนี่ย มีอะไรที่ทำให้ทุกคนเห็นแล้วรู้ได้ทันทีว่าคือโขล่งไอ้แหว่ง คราวนี้ก็วิเคราะห์กันยกใหญ่
บ้างว่า ช้างโขลงนี้ต้องผูกโบว์แดงไว้ที่หัว
บ้างว่า ช้างโขลงนี้ตัดผมทรงลานบิน
บ้างก็ว่า ช้างโขลงนี้ใส่ต่างหูข้างเดียวทั้งโขลง
บ้างก็ว่า ช้างโขลงนี้หางแดง
บ้างก็ว่า ช้างโขลงนี้สักเสือเผ่นไว้
วิเคราะห์กันค่อนคืนเลยสรุปได้ว่า "ไอ้แหว่งเดิมทีเดียวเป็นช้างคู่บารมีของจิตรางคนางค์ แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองทำให้โดนปลดและลดตำแหน่งลงเป็นแค่จ่าฝูง ทำให้ไอ้แหว่งน้อยใจหนีเข้าป่าโดนคนจับมาเลี้ยงและเจาะหูใส่ต่างหูให้ข้างหนึ่ง คนได้พามาขนยาบ้าแต่ถูกตำรวจจับ ควาญช้างจับยาบ้าหลายร้อยเม็ดยัดใส่ปากไอ้แหว่งทำให้มันเกิดอาการบ้าและดุร้าย และหนีเตลิดเข้าป่าไป แต่ด้วยความโชคร้ายทำให้หนามไผ่เกี่ยวต่างหูหลุดและทำให้หูแหว่งไป ไอ้แหว่งจึงเกลียดหนามไผ่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา" (เอ่อ....สรุปหมดยังเนี่ย คล้ายๆว่าจะเรื่องยาวกว่านี้ หุหุ)
ราวๆ เที่ยงคืนก็แยกย้ายกันเข้าเต้นท์นอนเพื่อเก็บแรงไว้ลุยกันต่อในวันพรุ่งนี้ แต่....เหมือนฟ้าจะกลัวว่าคนที่มานอนเต้นท์จะได้สัมผัสถึงบรรยากาศการนอนเต้นท์ที่แท้จริงไม่พอเลยกระหน่ำเม็ดฝนลงมาอย่างหนัก งานนี้เปียกกันทุกเต้นท์ กว่าจะเช้าเล่นเอาหนาวกันขนานใหญ่
13 สิงหาคม 2548
6.00 น. ตื่นมารับอากาศยามเช้าและมองพระอาทิตย์ขึ้นที่ตรงริมขอบฟ้า สวยมากจริงๆ ด้วยเต้นท์เราเป็นเต้นท์ที่อยู่หน้าสุดเลยได้เห็นภาพชัดที่ไม่มีเต้นท์อื่นมาบัง ถ้ามองๆไปคล้ายเรามาเที่ยวทะเล แต่น้ำที่เห็นเป็นน้ำจากเขื่อนที่สร้างขึ้นมากั้นภูเขาทั้งลูก ความสูงและความลึกสุดจะคะเนได้ แต่ความเย็นและความบริสุทธิ์ของอากาศบอกได้ว่าดีมากจริงๆ
เช้าวันนี้พี่จุ๋มทำอาหารเช้าแบบง่ายๆ ให้กินกัน เป็นข้าวต้ม หลังจากกินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันไปแต่งตัวและเก็บเต้นท์ให้เรียบร้อยพร้อมกับการเดินทางไปสู่ที่ใหม่
ก่อนออกเดินทางแวะไปดูน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นสักหน่อยเดี๋ยวจะหาว่ามาน้ำตกแล้วไม่ได้ดูน้ำตก น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นที่เห็นน้ำแรงมาก ด้วยความแรงของน้ำช่วงหน้าฝนทำให้น้ำที่ไหลมามีสีขุ่นคล้ายสีน้ำป่นฝุ่นดิน และเมื่อเข้าไปยืนใกล้ๆ จะเห็นละอองน้ำลอยฟุ้งขึ้นมา น่าเสียดายที่มาในช่วงที่น้ำเยอะไปหน่อยทำให้ความสวยงามของน้ำตกถูกปนไปด้วยสีฝุ่นดิน
วันนี้มีโปรแกรมไปดู ภาพประวัติศาสตร์ 3000 ปี และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพ คณะเราจำเป็นต้องรีบออกเพื่อจะได้ไม่ต้องไปนั่งรอแพข้ามฝั่งนาน แต่เราก็ต้องไปนั่งรอราวๆ 45 นาที ระหว่างรอเราเลยไปกินก๋วยเตี๋ยวฆ่าเวลาไปก่อน อิอิ โดยงานนี้มีน้องอ้อมกับพี่ก้อยเป็นผู้ร่วมวงด้วย เรือมาพอดีตอนที่กินกันเสร็จเลยวิ่งลงเรือกันยกแก้งค์ ขึ้นลงแพ 2 รอบ ก็เดินทางสู่จุดหมายต่อไป
~ ภาพประวัติศาสตร์ 3000 ปี ~
รถแล่นทะยานไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้ถึงจุดหมาย แต่ปรากฎว่าเลย ป๋าวัยฯ ผู้ซึ่งอยากจะไปดูมากที่สุดเป็นคนเตือนว่าเลยแล้วครับพี่ พี่ไอซ์เลยวกรถกลับไป ทางที่จะเข้าเป็นดินลูกรังสีแดงๆ ที่เหมาะกับการติดหล่ม พอพี่ไอซ์ขับเข้าไปก็....ติดหล่มจริงๆ พี่ไอซ์เลยถอยรถกลับปล่อยให้ป๋าวัยฯ และ เด็กๆ เดินขึ้นไปกันเอง หึหึหึ งานนี้มีเหนื่อย
ป้ายข้างทางบอกว่า 500 เมตรถึงจุดชมวิว ทางที่จะขึ้นไปเป็นทางชัน 45 องศาตลอดหรือไม่ชันกว่านั้น ซึ่งแน่นอนว่ารถตู้ไม่สามารถขึ้นไปได้ ไต่ทางสูงชันขึ้นไปเป็นลำดับจนในที่สุดก็ถึงจุดชมวิวเป็นศาลาพักนั่งที่สามารถมองไปในระยะไกลๆ ได้ แต่....รกไปด้วยหญ้า (ตามที่ป๋าวัยฯ เล่า) แล้วทุกๆ คนที่เดินมาด้วยกันก็ตัดสินใจถอยหลังกลับเพราะไม่สามารถไต่ความสูงขึ้นไปอีก 500 เมตรได้
สิ่งที่ทำให้แปลกใจก็คือ ทำไมสถานที่ท่องเที่ยวแบบนี้กลับไม่มีป้ายบอกรายละเอียดว่าสถานที่ท่องเที่ยวนั้นเป็นยังไง รถสามารถขึ้นได้หรือไม่ และระยะทางในการเดินเข้าไปเป็นระยะทางเท่าไหร่ มีแต่ป้ายบอกโครงการสร้างถนนระยะทาง 1000 เมตรพร้อมท่อระบายน้ำ ใช้งบประมาณแสนกว่าๆ (หุหุหุ จะพอมั๊ยเนี่ย)
เมื่อลงมาถึงรถก็เดินทางกันต่อสู่จุดหมายต่อไป
~ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพ ~
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพเป็นสถานที่แสดงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามเก้าทัพซึ่งพูดจริงๆว่าก่อนหน้านี้เคยได้ยินคำว่าสงครามเก้าทัพมานาน แต่ไม่เคยรู้รายละเอียดเลยว่าสงครามเก้าทัพเนี่ยเป็นยังไง จนได้เข้าไปฟังรายละเอียดที่เจ้าหน้าาที่เปิดให้ดู และที่น่ารักมากๆ ก็คือเจ้าหน้าที่ที่ใส่ชุดไทยวิ่งเข้ามาไหว้สวัสดีแบบไทยๆ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่บรรยายรายละเอียดของประวัติศาสตร์ งานนี้ได้ข่าวว่าบรรยายทั้งวันยังไม่กินข้าวกลางวันเลย แบบนี้เรียกว่าปฏิบัติหน้าที่ได้ดีเยี่ยมไปเลย แต่...เอ่อ ไหนๆ ก็ไม่ได้กินแล้วก็ไม่ต้องกินข้าวมาบรรยายให้คณะนู๋ฟังก่อนได้มั๊ยคะ คณะเราเลยไม่รอฟังบรรยาย พอดูวิดีโอเสร็จก็กลับ
สถานที่นี้ ไม่เก็บค่าเข้าชม มีเพียงตู้รับบริจาคค่าดูแลสถานที่และค่าน้ำ ค่าไฟ เท่านั้น ถ้าใครไปเยี่ยมชมก็อย่าลืมช่วยกันบริจาคนะคะ
จบรายการเที่ยวสำหรับวันนี้ ต่อไปก็เดินทางเข้าที่พัก งานนี้เพื่อนพี่ไอซ์เป็นคนจัดการเรื่องที่พักให้ " ขอบคุณมากนะคะ " เมื่อถึงที่พักพี่จุ๋มในฐานะคนดูแลเรื่องปากท้องของทุกคนก็เริ่มทำหน้าที่ทันทีด้วยการหุงข้าวและทำกับข้าว อาหารเย็นวันนี้เป็นอาหารแบบง่ายๆ อีกเช่นเคย เพราะการมาเที่ยวครั้งนี้เราถือคติว่าไปเที่ยวไม่ได้ไปกิน อาหารการกินส่วนใหญ่ก็จะเป็นอะไรที่ทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก หลังจากกินอาหารกันเสร็จก็แยกย้ายกันทำความสะอาดร่างกาย เสร็จสรรพก็รวมตัวกันเพื่อนั่งวิเคราะห์ไอ้แหว่งกันต่อไป (อ๊ะ.....จะวิเคราะห์อะไรกันนักเนี่ย ) ผลจากการวิเคราะห์คืนนี้เป็นยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่าเรานอนฟังจนหลับไปเอง หุหุ
14 สิงหาคม 2548
6.00 น. ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวและรอสมาชิกท่านอื่นๆ ตื่นนอน ระหว่างรอเลยเปิดดูข่าวไปเรื่อยๆ พี่จุ๋มก็ลุกขึ้นมาเก็บอุปกรณ์แต่เช้าเช่นเคย เราในฐานะลูกมือที่ดีก็เลยยืนมองเพราะไม่รู้จะทำอะไร จนพี่จุ๋มเริ่มล้างจานเราเลยเข้าไปช่วยล้าง เนี่ยๆ ค่อยใช่หน่อยเป็นพนักงานล้างจานมาตลอดทุกมื้อ
8.00 น. เดินไปกินอาหารเช้ากัน กินเสร็จเก็บข้าวของเตรียมออกเดินทางตอน 9.00 น.
11.00 น. แวะซื้อของฝากกันก่อนที่จะเดินทางต่อ งานนี้ทุกคนได้เสียตังค์กันอย่างทั่วถึง ขนมนู้นบ้างนี่บ้าง นับตังค์ในกระเป๋าก็หมดไปหลายบาท หุหุ ดาริฯ ผู้ชื่นชอบในเครื่องประดับก็ชวนไปเดินดูสร้อยแหวนต่างๆ พี่ก้อยผู้ชอบและอยากจะไปเดินดูแต่ไม่ได้ไปเพราะไม่อยากจะให้เงินในกระเป๋าหมดไปมากกว่านี้ (อิอิ) จำต้องเดินไปด้วย และในที่สุดพี่ก้อย ดาริ และเราก็ได้สร้อยมากันคนละเส้น หลักฐานการซื้อจะปรากฎที่หน้าเว็บบอร์ดต่อไป หุหุ หลังจากซื้อของฝากเสร็จก็ออกเดินทางต่อ จุดหมายต่อไปคือน้ำตกธารลอด
~ ถ้ำธารลอด ~
น้ำตกธารลอดตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสิน มีหินงอก หินย้อย และสถานที่พบหลักฐานที่ฝังศพมนุษย์โบราณ แต่ด้วยเวลาอันน้อยนิดและสภาพผู้ร่วมคณะ เลยตกลงกันว่าเดินไปเรื่อยๆ บ่ายสองตอนไหนก็วกกลับตอนนั้น โดยสถานที่แรกที่เราจะได้ชมก็คือ ถ้ำธารลอดน้อย
ถ้ำธารลอดน้อย เป็นส่วนที่ใกล้ที่พักของอุทยานที่สุด พอเดินเข้าไปจะได้กลิ่นฉุนๆ ของขี้ค้างคาว (หรือกลิ่นอะไร) ทำให้รู้สึกหายใจขัดๆ นิดๆ พอเดินเข้าไปจะมีทางให้เดินลุยน้ำกันไปเป็นระยะ ลุยน้ำบ้างเดินบนพื้นบ้าง สนุกๆ ดี เดินเข้าไปซักพักจะเจอหินย้อยสีขาว สวยมากๆ และถ้าจะแหงนหน้าขึ้นมองไปตามมุมมืดต่างๆ จะพบเจ้าหนูมีปีกนอนห้อยหัวอยู่โดยทั่วไป
เมื่อเดินออกจากถ้ำ ก็จะเป็นป่าดิบชื้น ซึ่งจะเป็นทางไปสู้น้ำตกไตรตรึงษ์ คณะของเราก็เดินทางกันต่อไป แต่ด้วยความที่เราเดินช้าหรือขยันมองนู้นมองนี่มากไป ทำให้เราเป็นคนที่เดินปิดท้ายขบวน พอเดินไปได้สักพักก็รู้สึกได้ว่ามีคนเดินมาข้างหลัง แต่พอหันไปดูก็ไม่พบใคร เลยเดินต่อไป สักพักก็ยังรู้สึกว่ามีคนเดินตาม พอหันไปดูอีกทีก็ยังไม่ใครเหมือนเดิม เป็นอย่างนี้อยู่สักพัก คนที่นำข้างหน้าก็หยุดเดินและถ่ายรูปกัน แล้วพี่ก้อยก็ทักมาว่า "ถ้าถ่ายรูปแล้วติด...แบบชัตเตอร์" การหยุดถ่ายรูปคราวนี้มีการเปลี่ยนตำแหน่งการเดิน เราไม่ได้เดินปิดท้ายขบวนแล้ว เลยรู้สึกว่าไม่ใครเดินตาม
ครบหนึ่งชั่วโมงตามข้อตกลงและพบกับทางชันและลื่นมากพอดี คณะเลยถอยหลังกลับตามที่ตกลงกันไว้ ขากลับมีพี่ไอซ์เดินไปปิดท้ายขบวน ระหว่างทางก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น
หลังจากออกจากป่าแล้ว เราเลยเล่าให้ผู้ร่วมคณะฟังว่ารู้สึกว่ามีคนเดินตามแต่ไม่มีคน พี่ก้อยผู้ถือกล้องก็บอกว่ารู้สึกเหมือนกันแถมหันไปคุยด้วยแต่ปรากฎว่าไม่มีใคร ส่วนพี่ไอซ์ซึ่งเป็นคนปิดท้ายคณะบอกว่ามีคนเดินตามมาตรงก่อนเข้าถ้ำขากลับ งานนี้ทำเอาดาริฯ ผู้ไม่ได้โดนอะไรเลยขนลุกเอามากๆ
~ กลับบ้านดีกว่า ~
ออกจากถ้ำธารลอดก็แวะกินอาหารกันแถวๆ นั้น แล้วก็เริ่มเดินทางกลับบ้านกัน ระหว่างทางรถตู้ที่เช่ามาเกิดเกเร ไม่ยอมทำงาน แล้วหยุดวิ่งเอาเฉยๆ หน้าวัดแห่งหนึ่ง เมื่อถามป้าเจ้าของร้านที่รถไปจอดเสียหน้าร้านเค้า ป้าบอกว่าวัดนี้ชื่อว่า วัดเขาวง มีองค์พระใหญ่อยู่บนเขา มองๆดูแล้วอยากจะขึ้นไปนมัสการ แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ที่รถเสียทำให้ไม่สามารถขึ้นไปได้ จึงได้แค่ยืนไหว้จากตรงที่จุดที่เรายืนอยู่ _/|\_
หลังจากที่พี่จุ๋มกับพี่ไอซ์กับพี่เปี้ยกกับป๋าวัยฯ เดินไปร้านนู้นร้านนี่อยู่สักพัก พี่ๆ ทุกๆ ท่านก็แก้ไขปัญหาให้น้องๆ ได้ พี่ไอซ์โทรติดต่อเพื่อนคนเดิมให้หารถตู้ให้เพื่อเดินทางกลับกัน ส่วนรถตู้ที่เสียพี่เค้าเอาไปฝากไว้ที่ร้านแห่งหนึ่งพร้อมเงินจำนวนหนึ่งค่าฝากรถ เห็นมั๊ยนู๋ว่าแล้วว่ามากับพวกพี่ๆ อ่ะสบายใจได้ พี่ๆ แก้ไขได้ทุกสถานการณ์
แล้วเราก็เริ่มเดินทางกันต่อ สาวๆกลุ่มเดิมก็ยังสนุกสนานกันเหมือนเดิม จนพี่ไอซ์ต้องหันมาถามว่า นี่รถเสียขนาดนี้ยังไม่มีเครียดกันเลยเหรอ ซึ่งกลุ่มสาวๆ ก็ตอบกลับไปว่า เริ่มเครียดแล้วว่าจะหาข้อแก้ตัวในการโดดงานในวันพรุ่งนี้ยังไง (อิอิ)
~ ได้เวลาล่ำลากันแล้ว ~
ถึงจุดหมายแรกบางบัวทอง โดยส่งป๋าวัยฯที่บ้านและป๋าจะเอา พี่ก้อยไปปล่อยที่หน้าบ้าน จากนั้นจะไปส่งดาริฯ ที่บ้านอีกที ส่วนที่เหลือมีจุดหมายของการเดินทางไปยังจตุจักร ส่วนเราก็กระโดดลงกลางทาง (อิอิ) แถวๆ บ้านตัวเอง ^^
ขอบคุณผู้ร่วมคณะการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่สนุกและแปลกกว่าที่เคยไปทุกๆ ครั้ง พบกันใหม่ทริปหน้า (ที่รถไม่เสียและไม่มีหญ้านะคะ คริคริ)
Ying ...