ถ้าบรรพชาอุปสมบท
แบบอุกาสะ พึงกล่าวคำขานนาคว่าดังนี้
(๑) คำขอขมาโทษ ( ก่อนขอพรรพชา )
อุกาสะ วันทามิ ภันเต
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง
ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ
อุกาสะ การุญญัง กัตตะวา ปัพพัชชัง เทถะ เม ภันเต
(๒)
คำขอพรรพชา
อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ
( กล่าว ๓ ครั้งว่า ) สัพพะทุกขะ นิสสะระณะนิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ
อิมัง กาสาวัง คะเหตะวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ต่อจากนั้นพระอุปัชฌาจะมารับผ้าไตร แล้วว่าต่อไป
(กล่าว ๓ ครั้งว่า) สัพพะทุกขะ นิสสะระณะนิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ
เอตัง กาสาวัง ทัตตะวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
( ๓) บทมูลกัมมัฏฐาน
พระอุปัชฌาย์ให้โอวาทและบอก ตะจะปัญจะกะ กัมมัฏฐาน
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม)
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา (ปฏิโลม)
**********************************************************************************
ต่อไปนี้เป็นฉบับเต็ม ตั้งแต่ต้นจนจบ
วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบอุกาสะ สำหรับพระมหานิกาย
กุลบุตรผู้มีศรัทธาพึงรับผ้าไตรอุ้มประนมมือแล้วเดินเข้าไปในที่ประชุมสงฆ์ในพิธี
(สังฆนิบาต)
แล้ววางผ้าไตรไว้ข้างตัวด้านซ้าย รับเครื่องสักการะถวายพระอุปัชฌาย์ กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์
๓ ครั้ง
แล้วอุ้มผ้าไตรประนมมือยืนขึ้นเปล่งวาจาขอบรรพชาว่า
๑. คำขอขมาโทษก่อนบรรพชา
อุกาสะ วันทามิ ภันเต
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง
ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ
อุกาสะ การุญญัง กัตตะวา ปัพพัชชัง เทถะ เม ภันเต
๒. คำขอบรรพชา
(นั่งคุกเข่าลง แล้วประนมมือว่า)
อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ
สัพพะทุกขะ
นิสสะระณะนิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ
อิมัง กาสาวัง คะเหตะวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต
อะนุกัมปัง อุปาทายะ ( ว่าสามหน เสร็จแล้วพระอุปัชฌาจะรับผ้าไตร แล้วว่าต่อไป)
สัพพะทุกขะ
นิสสะระณะนิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ
เอตัง กาสาวัง ทัตตะวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต
อะนุกัมปัง อุปาทายะ ( ว่าสามหน )
๓.
บทมูลกัมมัฏฐาน ๕
พระอุปัชฌาย์ให้โอวาทและบอก ตะจะปัญจะกะกัมมัฏฐาน
ให้ว่าตามไปทีละบท โดยอนุโลม (ไปข้างหน้า) และปฏิโลม (ทวนกลับ) ดังนี้
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม)
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา (ปฏิโลม)
พระอุปัชฌาย์ชักอังสะออกจากไตรมาสวมให้ผู้บวช
แล้วสั่งให้ออกไปครองผ้าครบไตรจีวรตามระเบียบ
ครั้นเสร็จแล้วรับเครื่องไทยทานเข้าไปหาพระอาจารย์
ถวายท่านแล้วกราบ ๓ ครั้ง ยืนประนมมือเปล่งวาจาขอสรณะและศีลดังนี้
๔. คำขอขมาโทษ ( ก่อนขอไตรสรณคมณ์และศีล )
อุกาสะ วันทามิ ภันเต
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง
สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ
อุกาสะ การุญญัง กัตตะวา
ติสะระเณนะ สะหะ สีลานิ เทถะ เม ภันเต
( เหมือนข้อ ๑ ต่างกันเฉพาะที่ขีดเส้นใต้ )
๕. คำขอไตรสรณคมณ์และศีล (นั่งคุกเข่าขอสรณะและศีลดังต่อไปนี้)
อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
(พระอาจารย์กล่าวคำนมัสการให้ผู้บรรพชาว่าตามดังนี้)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( ว่า ๓ หน )
พระอุปัชฌาย์จะกล่าวว่า เอวัง วะเทหิ หรือ ยะมะหัง วะทามิ ตัง วะเทหิ
ให้รับว่า อามะ ภันเต แล้วท่านจะนำว่าไตรสรณคมน์ ก็ให้ว่าตามดังนี้
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
พอจบแล้วทางพระอุปัชฌาย์จะบอกว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง
ก็ให้รับว่า อามะ ภันเต ต่อจากนั้นพึงสมาทานสิกขาบท ๑๐ ประการ ว่าตามท่านดังนี้
๘. สิกขาบท ( ศีล ) ๑๐ ประการ
ปาณาติปาตา เวระมณี
อทินนาทานา เวระมณี
อะพรหมจริยา เวระมณี
มุสาวาทา เวรมณี
สุรา เมรยะ มัชชะ ปมาทัฏฐานา เวระมณี
วิกาละโภชนา เวระมณี
นัจจะ คีตะ วาทิตะ วิสูกะ ทัสสนา เวระมณี
มาลา คันธะ วิเลปะนะ ธารณะ มัณฑนะ วิภูสะนัฏฐานา เวระมณี
อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา เวระมณี
ชาตะรูปะ ระชะตะ ปฏิคคหณา เวระมณี
อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สมาทิยามิ ( ข้อ อิมานิ ว่า ๓ หน กราบลง ๑ หน แล้วยืนขึ้นว่าดังนี้)
วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง
สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ (คุกเข่าลงกราบ ๓ ครั้ง)
๙. คำขอขมาโทษ ( ก่อนขอนิสัย )
ต่อจากนั้นสามเณรพึงรับบาตรอุ้มเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ในสังฆสันนิบาต
วางไว้ข้างตัวด้านซ้าย รับเครื่องไทยทานถวายท่านแล้วกราบ ๓ ครั้ง
เสร็จแล้วประนมมือกล่าวดังนี้
อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง
สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ
อุกาสะ การุญญัง กัตตะวา นิสสะยัง เทถะ เม ภันเต
๑๐. คำขอนิสัย ( นั่งคุกเข่า)
อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ ( ว่าสามหน )
เมื่อพระอุปัชฌาย์ว่า
โอปายิกัง ผู้บวชพึงรับว่า อุกาสะ สัมปะฏิจฉามิ
ปะฏิรูปัง ผู้บวชพึงรับว่า สัมปะฏิจฉามิ
ปาสาทิเกนะ สัมปะเทหิ ผู้บวชพึงรับว่า อุกาสะ สัมปะฏิจฉามิ
( หรือจะใช้ว่า สาธุ ภันเต ทุกๆบทไปก็ได้ )
ต่อจากนั้นสามเณรพึงกล่าวคำปฏิญญา รับเป็นภาระให้ท่านดังนี้
อัชชะตัคเคทานิ เถโร มัยหัง ภาโร อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร ( กราบลง ๑ หน เสร็จแล้วว่าดังนี้)
วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต
มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง
สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ (คุกเข่าลงกราบ ๓ ครั้ง)
ลำดับต่อไปพระอุปัชฌาย์หรือพระอาจารย์จะเอาบาตรมีสายโยคคล้องตัวผู้ขอบวช
แล้วบอกบาตรและจีวร ผู้บวชก็รับเป็นทอดๆไปดังนี้
อะยันเต ปัตโต (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง สังฆาฏิ (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง อุตตะราสังโค (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง อันตะระวาสะโก (รับว่า) อามะ ภันเต
จากนั้นพระอาจารย์ท่านจะบอกให้ออกไปข้างนอกว่า คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ
ผู้บวชก็ถอยออกไปยืนอยู่ในที่ที่กำหนดไว้ (ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณทางเข้าโบสถ์)
ต่อจากนี้พระอาจารย์จะสวดถามอันตรายิกธรรม
ให้รับ นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง และต่อด้วย อามะ ภันเต อีก ๘ ครั้ง ดังต่อไปนี้
กุฏฐัง ( รับว่า ) นัตถิ ภันเต
คัณโฑ ( รับว่า ) นัตถิ ภันเต
กิลาโส ( รับว่า ) นัตถิ ภันเต
โสโส ( รับว่า ) นัตถิ ภันเต
อะปะมาโร ( รับว่า ) นัตถิ ภันเต
มะนุสโสสิ๊ ( รับว่า ) อามะ ภันเต
ปุริโสสิ๊ ( รับว่า ) อามะ ภันเต
ภุชิสโสสิ๊ ( รับว่า ) อามะ ภันเต
อะนะโณสิ๊ ( รับว่า ) อามะ ภันเต
นะสิ๊ ราชะภะโฏ ( รับว่า ) อามะ ภันเต
อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ ( รับว่า ) อามะ ภันเต
ปะริปุณณะวีสะติวัสโสสิ๊ ( รับว่า ) อามะ ภันเต
ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง ( รับว่า ) อามะ ภันเต
กินนาโมสิ ( รับว่า ) อะหัง ภันเต ...* ( ชื่อพระใหม่ ) นามะ
โก นามะ เต อุปัชฌาโย ( รับว่า ) อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัสสะมา... *(ชื่อพระอุปัชฌาย์)
นามะ
*หมายเหตุ ผู้บวชจะต้องทราบชื่อทางพระที่พระตั้งให้ใหม่ก่อนวันบวชและต้องจำชื่อพระอุปัชฌาย์ให้ได้ด้วย
เสร็จแล้วกลับเข้ามาข้างในที่ประชุมสงฆ์ กราบลงตรงหน้าพระอุปัชฌาย์ ๓ ครั้ง
นั่งคุกเข่าประนมมือเปล่งวาจาขออุปสมบทดังนี้
๑๑. คำขออุปสมบท
สังฆัมภันเต อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ต่อมาพระอาจารย์สวดสมมติตนถามอันตรายิกธรรม
ผู้บวชก็รับว่า นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง และ อามะ ภันเต ๘ ครั้ง
บอกชื่อพระใหม่ของตัวเอง
และชื่อพระอุปัชฌาย์แบบที่ผ่านมาอย่างละหนึ่งครั้ง
เสร็จแล้วก็นั่งฟังพระสวดกรรมวาจาอุปสมบทไปจนจบ พอจบแล้วท่านก็จะเอาบาตรออกจากตัว
ให้กราบลง ๓ ครั้ง
นั่งพับเพียบฟังพระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์ไปจนจบ แล้วก็กล่าวรับว่า อามะ ภันเต เสร็จพิธีก็กราบพระอุปัชฌาย์
๓ ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยทานก็ให้รับไทยทานถวายพระอันดับ เวลากรวดน้ำก็ให้ตั้งใจรำลึกถึงผู้มีพระคุณอุทิศส่วนกุศลแด่ท่าน
ขั้นตอนต่อไปก็นั่งฟังพระท่านอนุโมทนาต่อไปจนจบเป็นอันเสร็จพิธี