สรรหามาฝาก
ห้องเรียนวิชาถอดข้อความ (Transcribing Class)
เมาส์ตัวแรกของโลก (The First Mouse)
เครื่องพิมพ์ดีดเชิงพาณิชย์เครื่องแรกของโลก
เกมคอมพิวเตอร์ เกมแรกของโลก (The First Computer Game)
เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยเครื่องแรกของโลก
เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก(The First Microcomputer)
เครื่องบันทึกเงินสดเครื่องแรกของโลก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     Barbara Blackburn ชาวเมือง Salem รัฐ Oregon ประเทศสหรัฐฯ เป็นนักพิมพ์ดีด ที่มีสถิตบันทึกไว้ ใน GUINNESS BOOK เล่มที่ 23 ว่าเธอสามารถ พิมพ์ดีดภาษาอังกฤษ โดยใช้แป้นพิมพ์แบบ Dvorak ได้สูงสุดถึง 212 wpm. (212 คำต่อนาที)... Click อ่านราย ละเอียด อยากรู้จังว่า คนไทยที่พิมพ์ภาษาไทย ได้เร็วที่สุดในประเทศไทย พิมพ์ได้นาทีละกี่คำ ? ใครทราบคำตอบช่วยคลิกบอกที่ Webboard ให้ด้วยสิครับ

     ศาสตราจารย์ Alan Hedge แห่งมหาวิทยาลัย Cornell ได้ศึกษาพบว่า ระดับผลิตภาพ(productivity) ของพนักงานสำนักงาน เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในห้องทำงาน โดยได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับ อุณหภูมิในห้องทำงานกับประสิทธิภาพ ของพนักงานพิมพ์ดีด พบว่าที่ระดับอุณหภูมิ 25 องศาC. พนักงานจะพิมพ์งานได้เต็มเวลาครบ 100% ของเวลางาน โดยมีความผิดพลาด 10% แต่เมื่อลดอุณหภูมิลงเหลือ 20 องศาC. ปรากฏว่า พนักงานสามารถพิมพ์ได้เพียง 54% ของเวลางาน โดยมีความผิดพลาดในการพิมพ์ถึง 25% และศาสตราจารย์ Hedge ยังได้สรุปว่า ถ้ามีการปรับอุณหภูมิในสำนักงาน ให้เหมาะสมแล้ว จะสามารถประหยัดได้ถึง 2 ดอลล่าร์ ต่อ คน ต่อ ชั่วโมง เลยทีเดียว...

     มีครูหลายคนที่กล่าวว่า เวลาตรวจการบ้านนักเรียน ใช้ปากกาสีอะไรก็ได้ ยกเว้นสีแดง ด้วยเหตุผลว่า ปากกาสีแดง มีผลทางจิตวิทยา ที่ทำให้เด็กรู้สึกถึง ความล้มเหลว และการถูกตำหนิ ดังนั้นจึงมีครูหลายคน หลีกเลี่ยง ไม่ยอมใช้ปากกาสีแดง ในการตรวจงานเด็ก เพราะไม่ต้องการตอกย้ำความรู้สึกผิด หรือความล้มเหลวลงไปในใจเด็ก แต่ในขณะที่ครูบางคน ก็ยังคงนิยมใช้ปากกาสีแดง เพราะเห็นว่าเป็นสีที่ตัดกับสีดำ และน้ำเงินได้ดี อีกทั้งยังเห็นว่า สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่สี แต่อยู่ที่เนื้อหางานมากกว่า จากความคิดเห็นที่กล่าวมา คุณครูทั้งหลายคิดอย่างไรครับ ช่วยแสดงความเห็นใน Webboard กันหน่อยครับ...
     Luca Pacioli (ค.ศ. 1445 - 1517) ชาวเมือง Sansepolcro ประเทศ Italy ซึ่งอยู่ในยุค Renaissance เป็นนักคณิตศาสตร์ และนักบวชโรมันแคธอลัก ลัทธิ Franciscan ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า "Summa de arithmetica, geometria, proportioni et proportionalita" แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า "Everything about Arithmetic, Geometry, and Proportions" ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1494 อันเป็นหนังสือที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นตำราวิชาการบัญชี ในระบบบัญชีคู่ (Double Entry Accounting) เล่มแรกของโลก เพราะได้อธิบายหลักการ ของการบันทึกรายการค้า ในระบบบัญชีคู่ ไว้อย่างชัดเจน อันเป็นระบบการบัญชีที่ใช้ใน เมือง Venice ในยุคนั้น ถึงแม้ Pacioli จะไม่ใช่ผู้คิดค้นระบบการบัญชีคู่คนแรก แต่วงการบัญชี ก็ยอมรับว่า Pacioli เป็นบิดาแห่งวิชาการบัญชี...

พอเห็นภาพนี้ หลายท่านอาจฉงน คิดว่าใครหนอช่างอุตริสร้างลูกคิดยักษ์ ให้คนใช้งานต้องลำบากลำบน แต่ที่จริงแล้ว นี่คือ "สื่อการสอนวิชาลูกคิด" สำหรับให้คุณครูแขวนไว้หน้าห้องเรียน เพื่อใช้สาธิตวิธีใช้ลูกคิดให้ลูกศิษย์ได้เห็นทั่วทั้งชั้น แต่ในภาพนี้ เจ้าลูกคิดยักษ์รางนี้ ยังไม่สมบูรณ์เท่าไร จึงต้องแขวนแนวตั้งแบบนี้ ถ้าจะให้สมบูรณ์ก็ต้องใช้แกนร้อยตัวลูกคิดแบบเดียวกับแปรงล้างขวด ที่มีขนแปรงแข็ง ๆ เพื่อที่ว่าลูกคิดจะได้ไม่ลื่นตกลงข้างล่าง ทำให้สามารถแขวนแนวนอนได้ตามปกติ การสาธิตจึงจะสมบูรณ์ แม้หลายคนอาจเห็นว่าลูกคิด ช่างเป็นเครื่องคำนวณที่ล้าสมัยเสียเหลือเกิน แต่เชื่อมั้ยว่าหลายประเทศก็ยังมีการเรียนการสอนวิชาลูกคิดกันอยู่ เพราะว่าลูกคิดคือสื่อที่ช่วยฝึกฝนทักษะการคำนวณได้เป็นอย่างดีนั่นเอง...

ภาพนี้เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์กำลังป้อนข้อมูลตัวเลขด้วย แป้นชุดตัวเลข (Numeric Pad) ของแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ที่เราเห็นกันทั่วไป แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่า จะมีวิธีการวางนิ้วมืออย่างไร ถ้าต้องการป้อนตัวเลขแบบพิมพ์สัมผัส (คือไม่มองแป้น) ก็ง่าย ๆ อย่างที่เห็นในภาพนี้ คือใช้มือขวา (แป้นนี้ออกแบบเพื่อคนถนัดมือขวา) โดยวางนิ้วชี้มือขวาที่แป้นเลข 4 นิ้วกลางที่แป้นเลข 5 นิ้วนางที่แป้นเลข 6 ซึ่งแป้น 4 5 และ 6 ก็คือแป้นเหย้าของ Numeric Pad นั่นเอง สังเกตง่าย ๆ ที่แป้นเลข 5 จะมีปุ่มเล็ก ๆ นูนขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้ใช้ทราบว่า ตนกำลังสัมผัสแป้นเลข 5 อยู่ ส่วนนิ้วก้อยก็วางที่แป้น Enter สำหรับนิ้วหัวแม่มือให้วางไว้ที่แป้น 0

ส่วนการเคาะแป้นชุดตัวเลข ก็ให้ใช้นิ้วชี้เคาะแป้นเลข 4 1 และ 7 ใช้นิ้วกลางเคาะแป้นเลข 5 2 8 และ / ใช้นิ้วนางเคาะแป้นเลข 6 3 9 และ * ใช้นิ้วก้อยเคาะแป้น Enter + และ - ส่วนนิ้วหัวแม่มือใช้เคาะแป้น 0 เท่านั้น ซึ่งใหม่ ๆ อาจรู้สึกขัด ๆ บ้าง เพราะแป้นชุดนี้ออกแบบมาอย่างค่อนข้างมีข้อจำกัด ไม่สะดวกเหมือนแป้นเครื่องคำนวณเลขตั้งโต๊ะทั่วไป ก็ต้องอาศัยการฝึกฝนสักระยะหนึ่ง ทักษะก็น่าจะดีขึ้น แต่ต้องอย่าลืมว่าเวลาฝึก ควรนั่งตัวตรง วางนิ้วให้ถูกที่ ตามองที่โจทย์อย่ามองแป้น ใช้นิ้วชี้มือซ้ายจรดที่โจทย์จำนวนเลขที่กำลังจะป้อน ส่วนการเคาะแป้นในระยะแรกของการฝึก ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งเคาะเร็วเกินไป แต่ควรเคาะด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอต่อเนื่องกัน จนเมื่อเริ่มจะเคยชิน และจังหวะการเคาะสม่ำเสมอกันดีแล้ว จึงค่อยเร่งให้เร็วขึ้นได้ ที่สำคัญคือพยายามอย่ามองแป้น

การต่อภาพจิ๊กซอว์(Jigsaw) ถือเป็นเกมที่สนุกสนาน และมีผู้นิยมเล่นไม่น้อย ความท้าทายของเกมก็คือ ความสามารถในการพิจารณา เลือกชิ้นจิ๊กซอว์มาต่อให้ได้ภาพที่ต้องการ ยิ่งภาพมีสีสรรและลวดลายซับซ้อน ประกอบกับความละเอียดของชิ้นจิ๊กซอว์ เพิ่มขึ้นเท่าไร ความท้าทายก็มากขึ้นเท่านั้น และผลสำเร็จของเกมก็คือ ภาพที่งดงามสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นความภูมิใจของผู้เล่น

หากเราพิจารณาให้ดี ภาพที่เกิดขึ้นจากการต่อจิ๊กซอว์ก็เปรียบได้กับ ภาพแห่งความรู้ความเข้าใจ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียนหลังผ่านกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาใดก็ตาม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นเมื่อกระบวนการเรียนการสอนผ่านพ้นไป ดังนั้นการต่อจิ๊กซอว์ก็เปรียบได้กับกระบวนการเรียนรู้ ที่ต้องอาศัยความตั้งใจ ความมานะพยายาม ความร่วมมือ เชาว์ปัญญา และทักษะ ในการปะติดปะต่อและบูรณาการความรู้หลากหลาย ที่กระจัดกระจายให้สำเร็จเป็นภาพองค์ความรู้ที่ต้องการ โดยเฉพาะในการสอนที่ถือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ครูมีหน้าที่สำคัญยิ่งในการโน้มนำและเร่งเร้าผู้เรียน ให้มาร่วมกันต่อภาพจิ๊กซอว์แห่งความรู้นี้ โดยการสร้างบรรยากาศแห่งความอยากรู้ ความร่วมมือ ความกระตือรือร้น และความสนุกสนานให้เกิดขึ้น แล้วนำพาผู้เรียนไปสู่การรวบรวมความรู้อันกระจัดกระจายเหล่านั้นมาไว้ด้วยกัน และเพื่อให้กระบวนการเรียนรู้ที่ผ่านมาบรรลุเป้าหมาย ครูต้องเป็นผู้นำผู้เรียนไปสู่การสรุป เพื่อให้ความรู้ที่รวบรวมมาได้ก่อเกิดเป็นภาพความเข้าใจที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการสอน ไม่ว่าครูจะใช้รูปแบบการสอนใด วิธีสอนแบบไหน แต่ท้ายที่สุดครูต้องเป็นผู้วางจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายเสมอ...

สมบูรณ์ แซ่เจ็ง
12 มกราคม 2549

กระดานอัจฉริยะ สื่อการสอนยุค 2000
     กระดานที่ว่านี้ มีชื่อเรียกตามที่บริษัทผู้ผลิตตั้งไว้คือ Smart Board ซึ่งเป็นกระดานอิเล็กทรอนิกส์ ที่ถูกออกแบบให้เหมาะกับการเป็นสื่อการสอนหน้าชั้นเรียน ด้วยความสามารถที่หลากหลาย นอกจากเป็นสื่อที่ครูจะใช้นำเสนอภาพ ข้อความ เสียง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และเว็บจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ทั่วไปแล้ว ด้วยความสามารถของ Software ที่ติดมากับ Smart Board ซึ่งทำงานได้ทั้งบนระบบปฏิบัติการ Windows และ Mac OS ทำให้ครูสามารถเขียนด้วยลายมือ ลงบนผิวกระดาน แล้วเจ้า Smart Board ก็จะแปลงลายมือนั้น Save เก็บไว้ในกระดานต่อไป ขณะเดียวกันก็สามารถใช้นิ้วสัมผัสกระดาน เพื่อลากหรือเคลื่อนย้ายวัตถุ
ที่ปรากฎบนกระดานได้ อีกทั้งเป็น Software ที่ออกแบบมา เพื่อรองรับการนำเสนอเนื้อหาความรู้ ทั้งวิชาด้านภาษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ดนตรี ฯลฯ ผู้สอนจึงสามารถใช้ Smart Board ในการสาธิตการทดลองวิทยาศาสตร์ การนำเสนอแผนที่ และอื่น ๆ ที่โต้ตอบกับผู้ใช้ได้ Smart Board จึงทำให้การเรียนการสอนในชั้นเรียน มีสีสรรและชีวิตชีวา เร้าความสนใจ สื่อสารความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ปฏิรูปวิธีการเรียนการสอนหลายด้าน เช่น ครูสามารถเตรียมและนำเสนอเนื้อหาวิชาในรูปของสื่อประสม ขณะที่ผู้เรียนก็สามารถนำเสนอรายงานหน้าชั้นในรูปสื่อประสมได้ เช่นกัน
     หากนำมาประยุกต์ใช้สอนในวิชาธุรกิจก็คงทำได้หลากหลาย ตั้งแต่การสาธิตวิธีลงบัญชี การวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด ฯลฯ และอีกมากมายแล้วแต่ความสามารถของครูจะประยุกต์ไปถึง นี่คือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการศึกษาในต่างประเทศ ซึ่งค่อนข้างมีราคาแพง ตามข่าวบอกว่า Smart Baord 1 ชุด มีราคาตั้งแต่ 1,200 ดอลล่าร์ขึ้นไป(ราคาขายในสหรัฐฯ) คุณครูหลายๆ คนก็คงน้ำลายหก และอาจคิดคำนึงไปว่า เมื่อไรเมืองไทยจะมีสื่อแบบนี้ใช้บ้าง แต่ที่อยากให้คิดกันมากกว่านี้ก็คือ เมื่อไรเมืองไทยเราจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาของเราเอง คิดเอง สร้างเอง ซื้อเอง ใช้เอง จะดีกว่ามั้ย...

สมบูรณ์ แซ่เจ็ง
20 มิถุนายน 2549

ความต่างบนความไม่ต่าง

     เมื่อเร็ว ๆ นี้ผู้เขียนมีโอกาสต้องไปหาซื้อเครื่องสุขภัณฑ์ ณ ห้างขายวัสดุอุปกรณ์สำหรับบ้านชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนห้างแห่งนี้ ความหลากหลายและหรูหราของการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ ทำให้รู้สึกละลานตาจนเลือกไม่ถูกว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการ หลังจากได้เดินชมสินค้าอยู่เป็นเวลาพอสมควร จึงสังเกตเห็นว่าสินค้าสุขภัณฑ์ประเภทเดียวกัน ใช้ทำหน้าที่อย่างเดียวกัน แต่กลับมีราคาแตกต่างกันตั้งแต่หลักหลายหมื่นลงมาถึงแค่ไม่กี่ร้อย ผู้เขียนจึงเกิดความสงสัย จึงเดินเข้าไปหาพนักงานขายคนหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ขายประจำแผนกเครื่องสุขภัณฑ์ แล้วจึงถามไปว่า "อ่างล้างหน้าที่ตั้งโชว์อยู่นี้ ทำไมราคาจึงต่างกันมาก อย่างใบโน้นราคา 2 พันกว่าบาท แต่ใบนี้แค่ 900 บาทเอง คุณบอกผมได้มั้ยว่าคุณภาพมันต่างกันตรงไหน" พนักงานขายคนนั้นทำหน้าแปลก ๆ แล้วจึงตอบแบบไม่ค่อยเต็มปากเต็มคำว่า "ก็ยี่ห้อต่างกัน ราคาก็ต้องต่างกันอยู่แล้ว" ผมจึงแย้งไปว่า "ยี่ห้อก็ไม่น่าจะห่างชั้นกันมาก มันน่าจะมีจุดไหนที่บ่งบอกคุณภาพที่แตกต่าง เพราะราคามันต่างกันเหลือเกิน และถ้าคุณบอกผมได้ ก็จะช่วยให้ผมตัดสินใจได้ง่ายขึ้น" พนักงานคนนั้นทำท่าอึกอักดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจคำถามของผู้เขียนนัก จึงชี้บอกให้เดินขึ้นไปชั้นบน แล้วให้ไปถามพนักงานในบูธของยี่ห้อสินค้านั้น ๆ เอาเอง แถมยังบอกผมว่า "พี่ไปชั้นบนเลย มีราคาให้เลือกเป็นหมื่น ๆ" ผู้เขียนจึงเดินขึ้นไปชั้นบนไปหาบูธของยี่ห้อที่ว่า ก็ได้พบกับพนักงานขายอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานประจำบูธ ผู้เขียนจึงถามว่า "คุณครับ ผมขอคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าของคุณหน่อย" ซึ่งพนักงานคนนี้ก็ตอบยินดี จึงได้ถามไปว่า "อ่างล้างหน้าที่ราคาต่างกันมาก มันต่างกันที่คุณภาพตรงไหนหรือ" จึงได้รับคำชี้แจงว่า "ตัวสินค้าไม่ได้ต่างกันเลย เป็นผลิตภัณฑ์เซรามิกเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ดีไซน์ โดยสินค้าที่ออกแบบมาใหม่ก็จะมีราคาสูงกว่าแบบเก่า" พร้อมกันนี้ยังได้อธิบายถึงคุณภาพของสุขภัณฑ์อีกหลายประเภท ที่ผู้เขียนถามเพิ่มเติม และข้อมูลที่พนักงานขายคนนี้ให้มาช่วยให้ผู้เขียนตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้นมาก หากไม่ได้พบพนักงานขายคนที่สองนี้ เชื่อว่าวันนั้นผู้เขียนคงไม่ได้สุขภัณฑ์ที่ต้องการกลับไปแน่ ๆ
      เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เขียนประจักษ์ชัดว่า สินค้าใดก็ตามถ้ามีความหลากหลายของราคาและรูปแบบมาก ผู้ซื้อที่คำนึงถึงคุณภาพก็มักจะตัดสินใจได้ยาก ความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้า จะเป็นตัวบ่งชี้ความแตกต่างของสินค้าที่ดูเหมือนไม่แตกต่างกันได้ และเป็นสาระสำคัญที่พนักงานขายทุกคนต้องรู้ เพราะข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยลูกค้าให้ตัดสินใจได้ง่าย ดีกว่าการพูดกำกวมหรือบอกปัด เพราะนั่นคือสาเหตุหนึ่งที่ลูกค้า " ไม่ซื้อ "

สมบูรณ์ แซ่เจ็ง
20 สิงหาคม 2549

 


HOME
1