"ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม
ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติคือ
พลเมืองนั่นเอง"
พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สะท้อนให้เห็นว่า
ทรงห่วงใยและเอาพระราชหฤทัยใส่ในปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนในท้องถิ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องการขาดแคลนแพทย์ผู้ รักษา !!!!
นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ
ตราบจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 50
ปีที่ได้ทรงดำรงมั่นในหลักทศพิธราชธรรม
และทรงอุทิศพระองค์บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ
สมดั่งพระราชปณิธานที่ทรงรักษาไว้อย่างมั่นคงว่า
"เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
พระราชดำรัสดังกล่าวยังคงดังกึกก้อง
ประทับอยู่ในใจเหล่าพสกนิกรชาวไทยเสมอมา
ด้วยประจักษ์ชัดในพระราชภารกิจของการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วราชอาณาจักร
ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารก็มิได้ทรงย่อท้อ
ทั้งนี้เพื่อจะได้ทอดพระเนตรสภาพและทรงรับฟังปัญหาที่แท้จริงจากชาวบ้าน
เช่นเดียวกับองค์กร สถาบัน โครง การและกิจกรรมต่าง ๆ
อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราช
ทานให้ดำเนินการจัดตั้งขึ้น
ล้วนเป็นหนทางที่ทรงใช้แก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรได้อย่างเหมาะสมและตรงจุด
รวมถึงโครงการทางการแพทย์และการสาธารณสุข
ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นทุกข์ร้อนของราษฎร ที่ทรงเห็นถึงความจำเป็น
ต้องเร่งแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง
ในการนี้จึงทรงส่งเสริมให้มีหน่วยงานและจัดตั้งสถาบันแพทยศาสตร์ขึ้นหลายแห่ง
เพื่อผลิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอแก่ความต้องการ
เช่นเดียวกับ "วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า"
ที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำรัส ซึ่ง
ทรงกล่าวถึงความจำเป็นที่ทางราชการต้องมีแพทย์ทหาร
มีโรงเรียนแพทย์ทหารและมีโรงพยาบาลทหาร
เพื่อให้มีแพทย์ออกไปปฏิบัติงานด้านการรักษาพยาบาล
และช่วยเหลือประชาชนในภูมิประเทศที่ทุรกันดาร ฝืดเคือง
มีอุปสรรคและเสี่ยงอันตราย

ย้อนอดีตกลับไปในเดือนพฤศจิกายน 2511
วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า (วพม.)
ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในกองทัพบก ครั้งนั้น
พลโท ผ่อง มีคุณเอี่ยม
เจ้ากรมแพทย์ทหารบกในขณะนั้นได้รายงานต่อกองทัพบกเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ทหาร
ซึ่งมีแผนดำเนินงานโดยสังเขปคือ ได้ขอให้คณะวิทยาศาสตรการแพทย์
มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นคณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล) เพิ่มการผลิตนักศึกษาเตรียมแพทย์ปีที่ 1 และ 2
และนักศึกษาแพทย์ปีที่ 1 และ 2 สำหรับกองทัพบกเพิ่มขึ้นปีละ 30 นาย
โดยขอเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2512
ส่วนการศึกษาชั้นปีที่ 3
และปีที่ 4 นั้นให้โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นสถานที่ให้การศึกษาอบรม
นักศึกษาทั้งหมดจะมีสภาพเป็นนักเรียนนายทหารเช่นเดียวกับ
นักเรียนนายร้อยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
ส่วนการสอบไล่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4
นั้นจะสอบร่วมกับวิทยาลัยแพทยศาสตร์ แต่แล้วทางมหาวิทยาลัยมหิดลแจ้งว่า
ไม่สามารถให้การสนับสนุนได้
กรมการแพทย์ทหารบกจึงได้ติดต่อให้คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผลิตนักศึกษาเตรียมแพทย์ชั้นปีที่ 1 และ 2
ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรฯได้ให้การสนับสนุน กรมการแพทย์จึงได้เสนอโครง
การจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ทหารต่อกองทัพบกอีกครั้ง
โดยเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินการ พร้อมเปลี่ยนชื่อ โรงเรียนแพทย์ทหารบก
เป็น วิทยาลัยแพทย์ทหารบก เพื่อให้เหมาะกับการศึกษาระดับอุดมศึกษา
โดยรับนักศึกษาปีละ 32 นาย ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2516
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงดนตรี ณ
หอประชุมราชแพทยาลัย มหาวิทยาลัย มหิดล
ในวโรกาสดังกล่าวทรงมีกระแสพระบรมราโชวาท
ในเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ทหาร
เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ของกระทรวงกลาโหม
เป็นผลทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว
และสามารถจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ทหารได้สำเร็จในเวลาต่อมา

จากนั้นชื่อของ
"วิทยาลัยแพทย์ทหาร" เปลี่ยนใหม่อีกครั้งเป็น
"วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า" เพื่อความเหมาะสมกับสภาวการณ์
มีสำนักงานชั่วคราวอยู่ที่ชั้น 7 ตึกตรวจโรค โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
ต่อมาในวันที่ 16 มิถุนายน 2518 ได้มีการปรับแก้อัตรากองทัพบกเพิ่ม
"วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า"
เป็นหน่วยขึ้นตรงกรมแพทย์ทหารบกต่อจากโรงเรียนเสนารักษ์
ดังนั้นวันนี้จึงถือเป็น วัน สถาปนาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎ เกล้า
มี พลตรี ยง วัชระคุปต์ เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยคนแรก
จากนั้นได้ย้ายหน่วยเข้ามาตั้งถาวรที่วังอัศวินเดิม
และเพิ่มการผลิตบุคลากรขึ้น เรื่อย ๆ โดยในปี พ.ศ. 2536
เพิ่มการผลิตแพทย์ทหารเป็นปีละ 65 นาย
ตามโครงการผลิตแพทย์เพิ่มของทบวงมหาวิทยาลัย
ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ของประเทศ และเมื่อปีที่ผ่านมา
ได้มีการแบ่งสันให้แพทย์ทหารเข้ารับราชการ ในกองบัญชาการทหารสูงสุด
กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศร่วมด้วย
ปัจจุบันวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าเป็นสถาบันแห่งเดียว
ในประเทศไทยที่ผลิตบัณฑิตแพทย์ทหาร
ซึ่งการเปิดรับนักศึกษาเข้าศึกษานั้นมีหลักการเดียวกับ
คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ
โดยต้องผ่านการสอบคัดเลือกจากทบวงมหาวิทยาลัย
ใช้เวลาศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 6
ปีภายใต้การกำกับมาตรฐานของทบวงมหาวิทยาลัยและแพทยสภา
จากวันแรกของการก่อตั้งจวบจนกระทั่งปัจจุบันรวมเป็นเวลา 25
ปีที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
ได้ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตแพทย์ทหารออกไปรับราชการตามหน่วยงานต่าง ๆ 636
นาย แบ่งเป็นกองทัพบก 420 นาย, กองทัพเรือ 104 นาย และกองทัพอากาศ 112
นาย
ด้วยความตระหนักในปรัชญาการเป็นแพทย์ทหาร
อันสืบเนื่องมาจากกระแสพระบรมราโชวาท
เหล่าบัณฑิตแพทย์ทหารทุกคนจึงตั้งใจมั่นที่จะอดทน
และพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อประโยชน์ต่อสังคม
ให้สมดั่งพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระบิดาผู้พระราชทานกำเนิดวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าแห่งนี้.
|