ข่าววันนี้
การเมือง
เศรษฐกิจ
กีฬา
บันเทิง
ต่างประเทศ
การศึกษา
กทม.
ไอที
สิ่งแวดล้อม
เกษตร
ภูมิภาค
คอลัมน์
สังคม
สตรี
บริการ
วันอาทิตย์
วันจันทร์
วันอังคาร
วันพุธ
วันพฤหัสบดี
วันศุกร์
วันเสาร์
วันอาทิตย์
ฉบับวันนี้
Mweb
Sanook

Thaiicq
Thaicentral
Simplemag
Sabuy
More Thai Link
  HOME | Site Map || โฆษณา || ถึง บก. || ดวงวันนี้ || วันอาทิตย์ || เดลินิวส์

 


25 ปีพระมหากรุณาธิคุณกำเนิดวิทยาลัยแพทย์ทหาร โดย...ทีมงานวาไรตี้

"ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติคือ พลเมืองนั่นเอง"

พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สะท้อนให้เห็นว่า ทรงห่วงใยและเอาพระราชหฤทัยใส่ในปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องการขาดแคลนแพทย์ผู้ รักษา !!!!

นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ตราบจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาต่อเนื่องกว่า 50 ปีที่ได้ทรงดำรงมั่นในหลักทศพิธราชธรรม และทรงอุทิศพระองค์บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ สมดั่งพระราชปณิธานที่ทรงรักษาไว้อย่างมั่นคงว่า "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"

พระราชดำรัสดังกล่าวยังคงดังกึกก้อง ประทับอยู่ในใจเหล่าพสกนิกรชาวไทยเสมอมา ด้วยประจักษ์ชัดในพระราชภารกิจของการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทั่วราชอาณาจักร ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารก็มิได้ทรงย่อท้อ ทั้งนี้เพื่อจะได้ทอดพระเนตรสภาพและทรงรับฟังปัญหาที่แท้จริงจากชาวบ้าน

เช่นเดียวกับองค์กร สถาบัน โครง การและกิจกรรมต่าง ๆ อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราช ทานให้ดำเนินการจัดตั้งขึ้น ล้วนเป็นหนทางที่ทรงใช้แก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรได้อย่างเหมาะสมและตรงจุด รวมถึงโครงการทางการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นทุกข์ร้อนของราษฎร ที่ทรงเห็นถึงความจำเป็น ต้องเร่งแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง

ในการนี้จึงทรงส่งเสริมให้มีหน่วยงานและจัดตั้งสถาบันแพทยศาสตร์ขึ้นหลายแห่ง เพื่อผลิตแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอแก่ความต้องการ เช่นเดียวกับ "วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า" ที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำรัส ซึ่ง ทรงกล่าวถึงความจำเป็นที่ทางราชการต้องมีแพทย์ทหาร มีโรงเรียนแพทย์ทหารและมีโรงพยาบาลทหาร เพื่อให้มีแพทย์ออกไปปฏิบัติงานด้านการรักษาพยาบาล และช่วยเหลือประชาชนในภูมิประเทศที่ทุรกันดาร ฝืดเคือง มีอุปสรรคและเสี่ยงอันตราย

ย้อนอดีตกลับไปในเดือนพฤศจิกายน 2511 วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า (วพม.) ได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในกองทัพบก ครั้งนั้น พลโท ผ่อง มีคุณเอี่ยม เจ้ากรมแพทย์ทหารบกในขณะนั้นได้รายงานต่อกองทัพบกเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ทหาร ซึ่งมีแผนดำเนินงานโดยสังเขปคือ ได้ขอให้คณะวิทยาศาสตรการแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) เพิ่มการผลิตนักศึกษาเตรียมแพทย์ปีที่ 1 และ 2 และนักศึกษาแพทย์ปีที่ 1 และ 2 สำหรับกองทัพบกเพิ่มขึ้นปีละ 30 นาย โดยขอเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2512

ส่วนการศึกษาชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 นั้นให้โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นสถานที่ให้การศึกษาอบรม นักศึกษาทั้งหมดจะมีสภาพเป็นนักเรียนนายทหารเช่นเดียวกับ นักเรียนนายร้อยโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ส่วนการสอบไล่นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 นั้นจะสอบร่วมกับวิทยาลัยแพทยศาสตร์ แต่แล้วทางมหาวิทยาลัยมหิดลแจ้งว่า ไม่สามารถให้การสนับสนุนได้

กรมการแพทย์ทหารบกจึงได้ติดต่อให้คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผลิตนักศึกษาเตรียมแพทย์ชั้นปีที่ 1 และ 2 ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรฯได้ให้การสนับสนุน กรมการแพทย์จึงได้เสนอโครง การจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ทหารต่อกองทัพบกอีกครั้ง โดยเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินการ พร้อมเปลี่ยนชื่อ โรงเรียนแพทย์ทหารบก เป็น วิทยาลัยแพทย์ทหารบก เพื่อให้เหมาะกับการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยรับนักศึกษาปีละ 32 นาย ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2516 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงดนตรี ณ หอประชุมราชแพทยาลัย มหาวิทยาลัย มหิดล ในวโรกาสดังกล่าวทรงมีกระแสพระบรมราโชวาท ในเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ทหาร เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ของกระทรวงกลาโหม เป็นผลทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว และสามารถจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ทหารได้สำเร็จในเวลาต่อมา

จากนั้นชื่อของ "วิทยาลัยแพทย์ทหาร" เปลี่ยนใหม่อีกครั้งเป็น "วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า" เพื่อความเหมาะสมกับสภาวการณ์ มีสำนักงานชั่วคราวอยู่ที่ชั้น 7 ตึกตรวจโรค โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ต่อมาในวันที่ 16 มิถุนายน 2518 ได้มีการปรับแก้อัตรากองทัพบกเพิ่ม "วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า" เป็นหน่วยขึ้นตรงกรมแพทย์ทหารบกต่อจากโรงเรียนเสนารักษ์ ดังนั้นวันนี้จึงถือเป็น วัน สถาปนาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎ เกล้า มี พลตรี ยง วัชระคุปต์ เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยคนแรก

จากนั้นได้ย้ายหน่วยเข้ามาตั้งถาวรที่วังอัศวินเดิม และเพิ่มการผลิตบุคลากรขึ้น เรื่อย ๆ โดยในปี พ.ศ. 2536 เพิ่มการผลิตแพทย์ทหารเป็นปีละ 65 นาย ตามโครงการผลิตแพทย์เพิ่มของทบวงมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ของประเทศ และเมื่อปีที่ผ่านมา ได้มีการแบ่งสันให้แพทย์ทหารเข้ารับราชการ ในกองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศร่วมด้วย

ปัจจุบันวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าเป็นสถาบันแห่งเดียว ในประเทศไทยที่ผลิตบัณฑิตแพทย์ทหาร ซึ่งการเปิดรับนักศึกษาเข้าศึกษานั้นมีหลักการเดียวกับ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ โดยต้องผ่านการสอบคัดเลือกจากทบวงมหาวิทยาลัย ใช้เวลาศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 6 ปีภายใต้การกำกับมาตรฐานของทบวงมหาวิทยาลัยและแพทยสภา

จากวันแรกของการก่อตั้งจวบจนกระทั่งปัจจุบันรวมเป็นเวลา 25 ปีที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ได้ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตแพทย์ทหารออกไปรับราชการตามหน่วยงานต่าง ๆ 636 นาย แบ่งเป็นกองทัพบก 420 นาย, กองทัพเรือ 104 นาย และกองทัพอากาศ 112 นาย

ด้วยความตระหนักในปรัชญาการเป็นแพทย์ทหาร อันสืบเนื่องมาจากกระแสพระบรมราโชวาท เหล่าบัณฑิตแพทย์ทหารทุกคนจึงตั้งใจมั่นที่จะอดทน และพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ให้สมดั่งพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบิดาผู้พระราชทานกำเนิดวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้าแห่งนี้.

ข่าววันนี้ การเมือง เศรษฐกิจ กีฬา บันเทิง ต่างประเทศ การศึกษา กทม. ไอที สิ่งแวดล้อม
เกษตร ภูมิภาค คอลัมน์ สังคม
สตรี บริการ วันอาทิตย์

Copyright 2000 Dailynews Thailand 

1