![]() |
โอเวอร์คล็อกComputer ( OVER CLOCK Computer) |
พื้นฐานการโอเวอร์คล็อกแบบทั่วไป สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดของการโอเวอร์คล็อกคือการเข้าใจก่อนว่าเราจะโอเวอร์คล็อกกันวิธีอะไร และได้อย่างมีเสถียรภาพหรือเปล่า ระบบคอมพิวเตอร์ต้องมีเสถียรภาพมากที่สุด และไม่แฮงค์โดยไร้สาเหตุ และต้องไม่มีปัญหาจากอุปกรณ์ใดๆ ซอฟต์แวร์ตางๆที่ติดตั้งด้วย ไม่นั้นหลังจากโอเวอร์คล็อกซีพียูแล้ว ถ้าเกิดแฮงค์ขึ้นมาก็จะไม่รู้เลยว่าแฮงค์เพราะความร้อนจากการโอเวอร์คล็อกหรือสาเหตุใดกันแน่ ไม่นั้นก็จะเกิดปัญหาหลังการโอเวอร์คล็อกตามมา เพราะ 2อย่างที่ได้จากการโอเวอร์คล็อกคือ ความเร็วเพิ่มขึ้น กับความร้อนเพิ่มขึ้น แต่ความเสถียรภาพลดลง เพราะเป็นการบังคับให้ซีพียูและอุปกรณ์ทำงานเกินความเร็วปกติครับ มาตรฐานระบบบัสของซีพียูกับระบบ ของอินเทลเพนเทียม ,เพนเทียมMMX ,เพนเทียมโปรและเพนเทียมทูรุ่นแรก อยู่ที่ 50, 60, 66 MHz ส่วนเอเอ็มดีมีอยู่ที่ 50, 55, 60, 66 และ75 MHz ไซริกซ์ 6x86MX อยู่ที่ 60,66 MHz และการเพิ่มความเร็วระบบบัสจะมีประสิทธิภาพสูงสุดมากกว่าการเปลี่ยนอัตราตัวคูณความเร็ว ถ้าต้องการโอเวอร์คล็อกในระบบบัสที่สูงกว่า เช่น 75, 83, 90, 100 ,133MHzหรือสูงกว่า เมนบอร์ดรุ่นใหม่ชิพเซ็ตควรสนับสนุนไว้ด้วย และหน่วยความจำควรเป็นSDRAM ซึ่งมีทั้งpc-66 pc-100และpc-133เมื่อระบบบัสสูงกว่า 75MHz หากเมนบอร์ดไม่สนับสนุนหรือไม่มีสล็อตSDRAM จะโอเวอร์คล็อกได้แต่การเพิ่มตัวคูณความเร็วเท่านั้น และประสิทธิภาพจากการเพิ่มตัวคูณความเร็วโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เพราะซีพียูเร็วขึ้นแต่การติดต่อส่งข้อมูลภายในระบบบัสยังเท่าเดิม เช่น เพนเทียม 100 MHz ที่ใช้ความเร็วระบบบัส 66 MHz กับอัตราตัวคูณความเร็วที่ 1.5 ( 1.5 x 66 ) เมื่อโอเวอร์คล็อกไปเป็นความเร็ว 120 MHz ความเร็วระบบบัส 60 MHz กับอัตราตัวคูณความเร็วที่ 2.0 ( 2.0 x 60 ) ประสิทธิภาพโดยรวมลดลงแทนที่จะเพิ่มขึ้น รูปแบบการโอเวอร์คล็อก 1.เปลี่ยนความเร็วระบบบัสภายนอกซีพียู
( Bus Speed or Bus Frequency ) 2.เปลี่ยนอัตราการคูณความเร็วสัญญาณนาฬิกาภายในซีพียู
( Multiple Clock Speed or Frequency Ratio )
3.เปลี่ยนแรงดันไฟที่จ่ายให้ซีพียู
1.เปลี่ยนความเร็วระบบบัสภายนอกซีพียู ( Bus Speed or Bus Frequency ) กรณีซ็อกเก็ต7 ความเร็วระบบบัสภายนอกซีพียูเป็นความเร็วที่ซีพียูใช้ในการติดต่อกับอุปกรณ์ต่างๆภายนอกซีพียู ได้แก่ หน่วยความจำหลักแรม หน่วยความจำแคชระดับ2 ( Cache L2 ) ถ้าเพิ่มความเร็วระบบบัสภายนอกซีพียูให้สูงขึ้น ก็เหมือนกับการเพิ่มความเร็วการทำงานให้หน่วยความจำทั้งสองชนิดให้สูงขึ้น หน่วยความจำแคชระดับสองนั้นมีความเร็วสูงมากอยุ่แล้วจึงไม่มีผลกระทบ แต่หน่วยความจำหลักไม่เป็นเช่นนั้น หากมีความเร็วต่ำกว่าจะมีผลกระทบโดยตรง คืออยุดทำงานหรือแฮงค์ไปได้ ระบบบัสแบบ PCI แบบISA และอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นที่ทำงานผ่านบัสPCI
และคอลโทรลเลอร์ของฮาร์ดดิสก์ ก็จะมีความเร็วสูงตามไปด้วย PCIนั้นทำงานเป็นครึ่งหนึ่งของความเร็วระบบบัสภายนอกซีพียู
คือ 66/2 MHz เป็น 33MHz ถ้าระบบบัสมีความเร็ว 83 MHz PCI จะมีความเร็วเป็น
41.6 MHz ส่วน ISAนั้นเป็น ประมาณ 1/2เท่าของระบบบัสPCI บางเมนบอร์ดถูกออกแบบไม่ให้เปลี่ยนความเร็วตามระบบบัส
PCI แต่การเพิ่มความเร็วระบบบัส อาจนำไปสู่ความผิดพลาดได้ กรณีซ็อกเก็ต 8 และสล็อตวัน ในกรณีซ็อกเก็ต 8ของเพนเทียมโปร และสล็อตวันสำหรับเพนเทียมทู หน่วยความจำแคชระดับสองนั้นจะมาพร้อมกับ ซีพียูเลย ไม่ได้อยู่ภายในเมนบอร์ดเหมือนเก่า จะไม่มีผลต่อการเพิ่มความเร็วระบบบัสซีพียู หน่วยความจำแคชระดับสองของเพนเทียมโปรจะทำงานที่ความเร็วเดียวกับซีพียู เช่นเพนเทียมโปร 180MHz หน่วยความจำแคชระดับสองจะเร็วเท่ากับ 180 MHz แต่เพนเทียมทูหน่วยความจำแคชระดับสองจะทำงานที่ความเร็วครึ่งหนึ่งของซีพียู เช่นเพนเทียมทู 400 MHzหน่วยความจำแคชระดับสองเร็วเท่ากับ 200 MHz การเพิ่มความเร็วระบบบัสในซีพียูตระกูลนี้จึงไม่เพิ่มความเร็วให้กับหน่วยความจำแคชระดับสอง แต่ระบบบัส PCI ISA และอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆเพิ่มเหมือน ซ็อกเก็ต7 การเปลี่ยนความเร็วระบบบัส ก่อนอื่นต้องอ่านจากคู่มือเมนบอร์ดที่ให้มาพร้อมกับเครื่อง ดูที่หัวข้อ CPU External Frequency Selection หรือ Bus Frequency ( BF ) การเปลี่ยนความเร็วส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของจัมเปอร์ ซึ่งต้องเปิดฝาเครื่องออกมา บางเมนบอร์ดเปลี่ยนโดยดิพสวิทช์ บางรุ่นเปลี่ยนโดยปรับไบออสเช่นยี่ห้อ Abit การเปลี่ยนความเร็วระบบบัสเป็นสิ่งแรกที่ต้องเลือกทำก่อนโอเวอร์คล็อกวิธีอื่น ถ้าเราใช้ซีพียูความเร็วบัสต่ำกว่า 66 MHz เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพสูงกว่าการโอเวอร์คล็อกโดยวิธีการเพิ่มอัตราการคูณความเร็ว แล้วค่อยทำทั้งสองวิธีควบคู่กัน เมื่อโอเวอร์คล็อกได้ควรทำการทดสอบทุกโปรแกรมและปล่อยเครื่องทิ้งไว้เพื่อดูอาการผิดปกติต่างๆดูก่อนที่จะใช้งานจริงๆ 2.เปลี่ยนอัตราการคูณความเร็วสัญญาณนาฬิกาภายในซีพียู ( Multiple Clock Speed or Frequency Ratio ) ความเร็วสัญญาณนาฬิกาภายในซีพียู( Internal Clock Speed ) การเพิ่มอัตราความเร็วนี้เป็นการเพิ่มความเร็วให้กับซีพียูโดยตรง ไม่มีผลต่อความเร็วของอุปกรณ์รอบข้างซีพียูเลย เป็นการโอเวอร์คล็อกที่ก่อผลความเสียหายภายหลังน้อยที่สุด ซีพียูของอินเทลมีสนับสนุนอัตราการคูณความเร็ว ตั้งแต่ 1.5เท่าถึง 3.0 เท่า ส่วนซีพียูเพนเทียมMMX สนับสนุนที่ 2.5, 3.0, 3.5 เท่า เพนเทียมโปรสนับสนุนที่ 2.5, 3.0, 3.5, 4.0 เท่า ซีพียูเพนเทียมทูและเซลเลอลอนสนับสนุนที่ 3.5, 4.0, 4.5, 5.0 เท่า ซีพียูไซริกซ์ 6x86สนับสนุนที่เฉพาะ 2.0 3.0 เท่า แต่ในรุ่น 6x86MX สนับสนุนทั้ง 2.0 2.5 3.0 3.5เท่า ส่วน K5ของเอเอ็มดีทุกความเร็วใช้อัตราการคูณความเร็วที่ 1.5เท่าเหมือนกันหมด คือ รุ่น PR75, PR90, PR100, PR120, PR133 ส่วนรุ่น PR150, PR166 ใช้อัตราการคูณความเร็วที่ 1.75 เท่าเหมือนกัน หากเปลี่ยนแปลงการคูณกับซีพียูของเอเอ็มดีนอกเหนือจากที่เซต ผลที่ได้คือ บูตไม่ขึ้น 3.เปลี่ยนแรงดันไฟที่จ่ายให้ซีพียู จากรูปการปรับแต่งแรงดันไฟซีพียูด้วยจัมเปอร์ปรับมากไปก็จะร้อนและไหม้ได้ เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้การโอเวอร์คล็อกได้ผลและเป็นการเพิ่มความเสถียรภาพให้ซีพียูของเรา แต่เมื่อเพิ่มแรงดันไฟแล้วจะทำให้ซีพียูร้อนขึ้นมาก และอาจทำให้ซีพียูไหม้ได้ แม้จะทำการเพิ่มแรงดันเพียง 0.1-0.3 โวลต์ก็ตาม ซีพียูแต่ละรุ่นที่ผลิตออกมานั้นจะมีมาตรฐานการใช้แรงดันไฟซีพียูแต่ละตัวไม่เหมือนกัน และซีพียูรุ่นใหม่ๆใช้แรงดันไฟลดลงโดยใช้การผลิตลายทองแดงเล็กลงกว่าเดิมจาก0.35ไมครอนเหลือ0.25ไมครอน อนาคตจะลดลงเหลือเพียง0.18หรือต่ำกว่าทำให้ใช้แรงดันไฟน้อยลง ความร้อนจึงลดลง แต่ตัวซีพียูจะอ่อนไหวกับแรงดันไฟที่ผิดมาตรฐานเดิมมากขึ้น ครับกรณีซีพียูเซลเลอลอน300A 0.25ไมครอนแรงดันไฟ2.0โวลต์ หากเพิ่มแรงดันไฟ0.1-0.2โวลต์โดยความเร็ว300MHzเท่าเดิม ความร้อนจะสูงขึ้นกว่าเดิม3-5องศา ถ้าระบบระบายความร้อนเดิมไม่มีพัดลมมีแต่ฮีทซิงค์แล้ว อุณหภูมิจากปกติ42องศาจะสูงขึ้นกว่าเดิมถึง47องศา เกือบ50องศาเลยทีเดียว ควรใส่ใจด้วยว่าจำเป็นไหมที่จะต้องเพิ่มแรงดันไฟและหากความร้อนสูงขึ้นจึงควรดูระบบระบายความร้อนไว้ด้วย เหตุที่การเพิ่มแรงดันไฟทำให้ซีพียูเสถียรภาพขึ้นหลังจากโอเวอร์คล็อกนั้นเพราะว่า ข้อมูลที่ถูกใช้ในการประมวลผลในซีพียูและส่งผ่านไปยังอุปกรณ์อื่น เป็นแบบดิจิตอลที่มีเฉพาะ แรงดันไฟ 0 และ 1 คือเป็น HIGH กับ LOW การโอเวอร์คล็อกจะทำให้ความสามารถที่จะรักษาระดับแรงดันไฟให้คงที่นั้นเกิดต่ำลง และเกิดความร้อนสูงขึ้น เช่นกรณีแรงดันไฟแบบSTD 3.3 โวลต์ จะมีมาตรฐานแรงดันไฟHIGHคือสูงเกิน 2 โวลต์และ LOWคือ ต่ำกว่า 1.3โวลต์ หากแรงดันไฟต่ำกว่า2.0โวลต์หรือสูงกว่า1.3โวลต์ ข้อมูลจะเป็นERROR หากอุปกรณ์ไม่สามารถระบุแยกได้ว่าแรงดันไฟเป็นHIGH หรือ LOW จะเกิดความผิดพลาดของข้อมูล เกิดERROR ขึ้นนำไปสู่การแฮงค์ของระบบได้ครับ ดังนั้นการเพิ่มแรงดันไฟหลังโอเวอร์คล็อกเป็นการชดเชยแรงดันที่สูญเสียไปกับความเร็วการทำงานที่เพิ่มขึ้น
ทำให้อุปกรณ์ที่ประมวลผลข้อมูลสามารถระบุว่าข้อมูลเป็น HIGH หรือ LOW ได้
ปัญหาการแฮงค์ของระบบจะลดลงหรือจนหมดไป และทำให้เราสามารถโอเวอร์คล็อกสูงกว่าขึ้นไปได้อีกครับ
การระบายความร้อนคอมพิวเตอร์ CPU VGA SYSTEM(new)
|
© Copyright 2000-2001. MUHN-Computer. All Rights Reserved. WebMaster |