อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ตำนานแห่งเขาใหญ่               เป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศไทย มีอาณาเขตคาบเกี่ยวกับ 11 อำเภอ ของ 4 จังหวัด คือ จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก เป็นป่าผืนใหญ่ในเทือกเขาพนมดงรัก เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำลำตะคอง แม่น้ำลำพระเพลิง และห้วยมวกเหล็กมีเนื้อที่ 2,168.64 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,355,396.90 ไร่

สภาพทั่ว ๆ ไปประกอบด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนกันหลายลูก ได้แก่ เขาร่ม ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด 1,351 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เขาแหลม เขาเขียว เขาสามยอด เขาฟ้าผ่า เขากำแพง เขาสมอปูน และเขาแก้ว และยังประกอบด้วยทุ่งกว้างสลับป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์

บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีเส้นทางเดินป่าหลายเส้นทาง แต่มีบางเส้นทางเท่านั้นที่เหมาะกับนักท่องเที่ยว เส้นทางบางสายมีทางแยกสับสน ซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับผู้เดินป่าใหม่ ๆ จึงควรติดต่อเจ้าหน้าที่ให้ช่วยนำทางไป นักท่องเที่ยวสมารถติดต่อขอแผนที่เส้นทางเดินป่า คำแนะนำ และขอให้เจ้าหน้าที่นำทางได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวติดกับที่ทำการฯ

สภาพภูมิศาสตร์

     อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาดงรัก มียอดเขาที่สูงที่สุดคือ "เขาร่ม" ซึ่งสูงถึง 1,351 เมตร บริเวณที่สูงสุดอยู่ทางตะวันตกและทางเหนือของอุทยาน แต่บริเวณส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงหินทรายที่มีความสูงระหว่าง 600-1,000 เมตร ที่ราบสูงนี้ลาดลงไปทางใต้และทางตะวันออก พื้นดินที่สูงมากกว่า 1,000 เมตร ครอบคลุมเนื้อที่เพียง 75 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่ ที่ราบสูงหินทรายมีเนื้อที่ถึง 834 ตารางกิโลเมตร บริเวณต่ำสุดอยู่ที่หุบเขาคลองวังตะไคร้ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ลำพระยาธารและลำธารห้วยใสใหญ่ทางตะวันออก มีความสูงระหว่าง 60-160 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เนื้อที่ส่วนใหญ่ตั้งแต่เชิงเขาจนถึงระดับสูง 1,000 เมตร ปกคลุมไปด้วยป่าดงดิบและมีไม้เบญจพรรณประปราย ส่วนป่าที่ขึ้นบนความสูงระหว่าง 1,000 - 1,500 เมตร เป็นป่าดงดิบเขา มีที่ราบต่ำบริเวณแคบ ๆ และป่าละเมาะด้วยบริเวณทุ่งหญ้ารอบที่ทำการอุทยานและสำนักงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นบริเวณที่เคยมีการเพาะปลูกก่อนที่จะตั้งเป็นอุทยานลักษณะเด่นของเขาใหญ่คือ อากาศที่เย็นและบริสุทธิ์อุณหภูมิเฉลี่ยวอยู่ระหว่าง 28 องศาเซลเซียส ถึง 30-35 องศาเซลเซียส ในช่วงที่ร้อนที่สุดของเดือนเมษายน และพฤษภาคม ในฤดูหนาวระหว่างเดือน ธันวาคม ถึงมกราคม อุณหภูมิลดต่ำลงเหลือ 17 องศาเซลเซียส แต่บางครั้งก็ต่ำกว่านี้ ฝนตกชุกระหว่างเดือน พฤษภาคม ถึงเดือน ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ แล้งที่สุดช่วงเดือนธนวาคม และเดือนมกราคม โดยมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่า 15 มิลลิเมตร ต่อเดือน ณ ที่ทำการอุทยานปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปี 2,270 มิลลิเมตร กว่าร้อยละ 84 ของของฝนตกในฤดูมรสุม ปริมาณน้ำฝนในบริเวณอื่นวัดได้ปีละ 3,000 มิลลิเมตร

สัตว์ป่า

      ผู้ที่ไปเที่ยวอุทยานจะเห็นป้ายเตือนให้ระวังสัตว์ป่าต่าง ๆ เช่น บริเวณทางข้ามของงูจงอาง ทางเสือผ่าน และระวังช้างป่า ซึ่งช่วยกระตุ้นให้อยากดูสัตว์มากขึ้น เขาใหญ่เป็นหนึ่งในอุทยานไม่กี่แห่งของไทยที่มีสัตว์ต่างๆ ให้เห็นได้ในสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงตามธรรมชาติ สัตว์ป่าที่มีชื่อของอุทยานได้แก่ พวกช้าง ชะนี และนกเงือก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นที่อาศัยในอุทยาน มี 25 ชนิด รวมทั้งหมาจิ้งจอก หมีความ หมีคน พังพอน หมูหริ่ง ชะมด เสือโคร่ง เสือดาว เสือลายเมฆ เสือไฟ แมวลายหินอ่อน หมูป่า กะทิง กระจง อีเก้ง กวางป่า เลียงา และลิงลม คาดว่ายังมีช้างอาศัยในป่าอยู่อีก 200 เชือก ซึ่งถึงแม้จะไม่มากนักแต่ก็เป็นจำนวนที่มากที่สุดในประเทศไทย

              นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กอีก 40 ชนิด อาศัยในอุทยานนี้ เมื่อเดินไปในป่าจะเห็นชะนีมือขาว และชะนีมงกุฎ ห้อยโหนบนต้นไม้ บางครั้งอาจเห็นได้ในบริเวณใกล้ที่ทำการอุทยานที่ทางเข้าอุทยานทางปากช่อง และทางตะวันออกของน้ำตกเหวสุวัต ขณะขับรถบางทีก็จะเห็นลิงกังจ้องมองอยู่ข้างทาง            ตอนพลบค่ำจะเห็นค้างคาวปากย่นบินออกมาจากถ้ำหินปูนบนเขาลูกช้าง ซึ่งอยู่ทางเหนือของเขตอุทยาน ตอนกลางคืน พนักงานพิทักษ์ป่าจัดให้มีการส่องสัตว์ในบริเวณอุทยาน โดยใช้ไฟสปอตไลท์ ขนาดใหญ่ตั้งบนหลังคารถ สัตว์ที่เห็นมีทั้งกวางป่า เม่น ชะมด ช้าง เป็นบางครั้ง และเสือซึ่ง นาน ๆ จะออกมาให้เห็นสักครั้ง มีนก 318 ชนิด มาเยือนและอาศัยอยู่ในอุทยาน ที่เด่น ๆ ก็มี ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าหลังขาว นกเขาเปล้า นกมูม นกคัดคู เหยี่ยวอกแดง นกแสกแดง นกเค้าแมวใหญ่พันธ์เนปาล นกขุนแผนอกส้ม และนกขุนแผนหัวแดง นกกระเต็นลาย นกจาบคาสีน้ำเงิน นกระวังไพรปากยาว และอาจจะมีนกแอ่นใหญ่หัวตาขาว ซึ่งเป็นนกที่บินเร็วที่สุดในโลก 

              นกอีกชนิดที่หายากมากในประเทศไทย คือ ไก่ฟ้าหลังขาว ก็มีมากที่เขาใหญ่ นกอื่น ๆ ที่น่าสนใจมี นกแต้วแร้วสีน้ำเงิน และนกแต้วแร้วหูยาว ส่วนนกที่อพยพมาในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-เดือนเมษายน มีนกเขนน้อยไซบีเรีย เหยี่ยวภูเขา นกกระจิ๊ดหางขาวใหญ่ และนกกระจิ๊ดคิ้วท้องเหลือง นกเต้าลมแดง นกยอดหญ้าหัวดำ และนกคอพัน นกที่เห็นบ่อย ๆ และน่าประทับใจคือ นกเงือกสี่ชนิด ได้แก่ นกเงือกพันธุ์ใหญ่ที่สุดสองชนิด คือนกกาฮัง และนกเงือกกรามช้าง และอีกสองชนิด คือนกแก๊กที่มักจะส่งเสียงดัง และนกเงือกสีน้ำตาลที่เงียบสงบกว่า นักดูนกที่อดทนพอจะเห็นนกเงือกกรามช้างเป็นฝูง ๆ บริเวณใกล้หนองผักชีและที่จุดดูทิวทัศน์กิโลเมตรที่ 30 โดยเฉพาะระหว่างเดือน สิงหาคม -กันยายน การดูนกจะทำกันในบริเวณรัศมีห่างจากที่ทำการอุทยาน 20 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ไม่ถึงร้อยละ 1 ของบริเวณทั้งหมด นกจะทำรังมากที่สุดในฤดูร้อน และส่งเสียงร้องอย่างไพเราะในฤดูผสมพันธุ์ ประมาณต้นเดือนมีนาคม หรือเมษายน แต่บางชนิดก็ส่งเสียงร้องตลอดปี นกที่เขาใหญ่มีทุกประเภททั้งนกที่อยู่ในที่ราบต่ำและเนินเขา ในทุ่งหญ้า และป่าละเมาะ ในป่าดงดิบและชายป่า รวมทั้งนกที่อยู่บนภูเขาบางชนิดด้วย

เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ
      เขาใหญ่มีทางเดินเท้ายาว 50 กม. ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเหยียบย่ำของช้างตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันแม้ว่าจะเดินตามทางได้ง่ายแต่ก็ควรปฏิบัติดังนี้
1 ไม่ควรเดินป่าตามลำพัง นอกจากจะเดินในระยะสั้นและมีประสบการณ์ในการเดินป่าเขตร้อนมาก่อน มิฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการหลงทางและได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า มีเจ้าหน้าที่ดูแลป่าที่รับจ้างนำทางได้
2 เนื่องจากทางเดินทั้งหมดเกิดจากการเหยียบย่ำของสัตว์ป่า เพราะฉะนั้นจึงควรเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันโดยเฉพาะตอนเช้าตรู่หรือพลบค่ำ หากพบช้างก็อย่าเข้าไปใกล้นัก ไม่ว่าจะเดินหรือยู่บนรถ และไม่ควรถ่ายรูปที่ใช้แฟลช
3 เครื่องหมายทางเดินจะป้ายด้วยสีบนต้นไม้ แต่บางสีก็จะจาง ต้นทางจะมีเครื่องหมายบอกชัดเจนสำหรับนักเดินทางที่ชำนาญอาจเดินตามทางที่ไม่มีเครื่องหมายโดยใช้เข็มทิศและแผนที่ได้ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วควรมีคนนำทาง
4 ต้องขออนุญาตจากที่ทำการอุทยานถ้าจะค้างคืนในเขตอุทยานชั้นนอกและควรตรวจสอบกับกรมป่าไม้ก่อน
5 เตรียมยากันยุงพร้อมยากันทากดูดด้วย โดยเฉพาะในฤดูฝน หากเส้นทางยาว ควรเตรียมอาหารและน้ำให้มากเป็นพิเศษรวมทั้งเข็มทิศด้วย

ป้ายบอกทางเดินต่อไปนี้จะจำกัดเฉพาะพื้นที่แคบ ๆ ใจกลางป่าเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมดังเดิมให้มากที่สุดเส้นทางเหล่านี้ล้วนเป็นทางเดินชมธรรมขาติที่ดีที่สุดในประเทศ เนื่องจากมีธรรมขาติที่หลากหลายทั้งพืชพรรณไม้และสัตว์ป่า อาจจะเผชิญหน้ากับช้าง โดยไม่รู้ตัว และเห็นทางเสือผ่านบริเวณที่มีดินโป่งพร้อมทั้งชมทิวทัศน์จากยอดเขาซึ่งงดงามอย่างยิ่ง

ทางเดินสายที่ 1 
จากกองแก้วถึงเหวสุวัตระยะทางยาว 6 กิโลเมตร เป็นทางเดินที่ใช้มากที่สุด เริ่มจากด้านหลังของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและทำเครื่องหมายด้วยสีแดง ใช้เวลาเดินประมาณ 3-4 ชั่วโมง ต้องหาพาหนะกลับเอง

ทางเดินสายที่ 2 
จากกองแก้วไปบริเวณดินโป่งของช้างระยะทางยาว 6 กิโลเมตร เริ่มจากด้านหลังของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และมีเครื่องหมายสีน้ำเงิน พอข้ามดงหญ้าไป 1.5 กม. จะเห็นป้ายไม่ชัด จึงควรมีคนนำทาง ใช้เวลาเดินประมาณ 3-4 ชั่วโมง

ทางเดินสายที่ 3 
จากกองแก้วไปผากล้วยไม้เริ่มต้นจากด้านหลังศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ถ้าตั้งต้นจากผากล้วยไม้ต้นทางจะอยู่ห่างจากผากล้วยไม้ไปทางตะวันออก 300 เมตร และทำเครื่องหมายด้วยสีเหลือง

ทางเดินสายที่ 4 
จากผากล้วยไม้ถึงเหวสุวัน เริ่มจากบริเวณที่ตั้งแค้มป์ ทำเครื่องหมายด้วยสีแดง ทางเดินนี้ยาว 3 กิโลเมตร ทอดไปตามแม่น้ำลำตะคอง จะเห็นทิวทัศน์แม่น้ำและน้ำตกอย่างชัดเจน เป็นทางเดินที่ใช้กันมาก นกที่พบได้ในบริเวณนี้คือ นกกระเต็นน้อย หลังสีน้ำเงิน และนกกางเขนน้ำหลังเทา

ทางเดินสายที่ 5 
จากเหวสุวัตไปยังทุ่งหญ้าเขาแหลม เริ่มจากตรงข้ามแม่น้ำลำตะคอง จากบริเวณที่จอดรถของเหวสุวัต ทางเดินลำบาก แต่จะเห็นทิวทัศน์อันงดงาม ของเขาแหลมที่คุ้มค่ากับความพยายาม ทางกลับเป็นทางเดียวกับที่ไปเหวสุวัต

ทางเดินสายที่ 6 
จากที่ทำการอุทยานไปหนองผักชี เริ่มจากถนนทางตอนใต้ของที่ทำการอุทยานข้ามมาจากภัตตาคารวังกองแก้ว มีเครื่องหมายบอกทางสีแดง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จึงถึงหอดูสัตว์ หนองผักชี เส้นทางนี้เดินง่าย ยกเว้นระยะ 500 เมตร สุดท้ายที่ต้องผ่านทุ่งหญ้า เดินกลับตามทางที่เป็นดินไปยังถนนใหญ่และกลับที่ทำการอุทยาน ระยะทางทั้งสิ้น 6 กิโลเมตร ที่หอดูสัตว์ ตอนใกล้รุ่งหรือพลบค่ำจะเห็นกวางและสัตว์อื่น ๆ ออกมาหากิน ป่าสองข้างทางเป็นที่อยู่ของชะนีมือขาว และจะเห็นนกหัวขวานโดยเฉพาะช่วงพลบค่ำ

ทางเดินสายที่ 7 
จากที่ทำการอุทยานไปวังจำปี เริ่มเหมือนสายที่ 6 ทำเครื่องหมายด้วยสีน้ำเงิน เป็นเส้นทางที่ให้ความรื่นรมย์ในการเดินทางมาก และใช้เวลาเดิน 2-3 ชั่วโมง ระยะทางยาว 4.5 กิโลเมตรทั้งไปและกลับ

ทางเดินสายที่ 8 
ทางเดินวนรอบที่ทำการอุทยานยาว 2.5 กม. ทำเครื่องหมายสีเหลือง แยกจากสายที่ 6 และสิ้นสุดบริเวณตรงข้ามกันกับที่ทำการอุทยาน ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

ทางเดินสายที่ 9 
จากที่ทำการอุทยานไปมอสิงโต ทำเครื่องหมายสีน้ำเงิน เริ่มเหมือนสายที่ 6 เป็นเส้นทางที่เดินง่าย ยาวเพียง 2 กม. ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ปลายทางอยู่ที่อ่างเก็บน้ำใกล้ที่ทำการอุทยาน

ทางเดินสายที่ 10 
จากที่ทำการอุทยานไปภัตตาคารของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เริ่มเหมือนสายที่ 6 หรือหลังภัตตาคารทำเครื่องหมายด้วยสีแดง ทางเดินนี้แยกไปทางทิศตะวันตกและทิศใต้ในขณะที่ทางสายที่ 6 ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะทางยาว 5.5 กม. ใช้เวลาเดินอย่างสบาย ๆ 2-3 ชั่วโมง

ทางเดินสายที่ 11 
จากภัตตาคารไปน้ำตกตาดตาภู่ เริ่มจากภัตตาคารของการท่องเที่ยวฯ และสิ้นสุดที่ทางเดิน ระยะทางทั้งไป -กลับ 8 กม. ใช้เวลาราว 5-6 ชั่วโมง ในฤดูฝนจะมีน้ำมากในลำธารต้องใช้เชือกข้ามและควรมีคนนำทาง ใกล้น้ำตกมีทุ่งหญ้าที่บางครั้งจะมีกระทิงมาปรากฏตัวให้เห็น

ทางเดินสายที่ 12 
จากด่านช้างไปบึงไผ่ เริ่มจากตรงข้ามป้ายด่านช้างใกล้ กม. ที่ 32 ทำเครื่องหมายด้วยสีแดง ทางยาว 3 กม. ผ่านป่าและทุ่งหญ้าเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดียวกัน ควรจัดหาพาหนะสำหรับการเดินทางด้วย

สถานที่น่าเที่ยวอื่น ๆ ในอุทยานก็มี น้ำตกเหวนรก และเหวสุวัต ซึ่งเข้าถึงง่าย และเป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักท่องเที่ยว ในฤดูฝนน้ำตกไหลแรง แต่อันตรายเกินไปสำหรับการว่ายน้ำ ทิวทัศน์รอบด้านดูได้จากจุดชมวิวต่าง ๆ ที่อยู่บนยอดเขาระหว่างขับรถ

การเดินทาง

            การเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวก
จากกรุงเทพฯเดินทางไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่โดยรถยนต์ส่วนตัวได้ 3 เส้นทาง ได้แก่
1. จากถนนพหลโยธิน ผ่านรังสิต ประตูน้ำพระอินทร์ สระบุรี เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพ ผ่านมวกเหล็ก เลี้ยวขวาก่อนถึงอำเภอปากช่อง บริเวณกิโลเมตรที่ 56 มีป้ายบอกทาง ชิดซ้ายขึ้นสะพานลอยรถข้ามไปตามทางหลวงหมายเลข 2090 หรือถนนธนะรัชต์ ตามทางถนนสายนี้มีรีสอร์ทของเอกชนเรียงรายอยู่เป็นระยะ กิโลเมตรที่ 23 ของถนนเจอด่านตรวจฯด่านศาลเจ้าพ่อ นักท่องเที่ยวต้องจอดรถลงไปเสียค่ธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ แล้วขับรถไปตามด่านศาลเจ้าพ่อ นักท่องเที่ยวต้องจอดรถลงไปเสียค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ แล้วขับรถไปตามถนนที่คดเคี้ยวอีก 15 กิโลเมตร ถึงที่ทำการฯ รวมระยะทาง 205 กิโลเมตร

2. จากถนนพหลโยธิน ผ่านรังสิต หนองแค เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 33 (ถนนสุวรรณศร) ที่หินกอง ผ่านตัวเมืองนครนายกถึงสี่แยกเนินหอมหรือวงเวียนนเรศวร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนปราจีนบุรี-เขาใหญ่ (ถนนหมายเลข 3077) เข้าสู่อุทยานฯด้านด่านตรวจฯ เนินหอม รวมระยะทาง 190 กิโลเมตร

3. จากถนนพหลโยธิน เลี้ยวขวาบริเวณรังสิต เข้าทางหลวงหมายเลข 305 มุ่งสู่ตัวเมืองนครนายก แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 33 (ถนนสุวรรณศร) เมื่อถึงสี่แยกเนินหอมหรือวงเวียนนเรศวร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนปราจีนบุรี-เขาใหญ่ เข้าสู่อุทยานฯ ด้านด่านตรวจฯเนินหอม

ทางรถโดยสารประจำทาง หากเดินทางขึ้นด้านอำเภอปากช่อง ต้องขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่งสายตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา หรือขึ้นรถไฟสายอีสานลงที่อำเภอปากช่อง ติดต่อเหมารถรับจ้างให้ไปส่งที่ทำการอุทยานฯ หากต้องการประหยัดก็ขึ้นรถโดยสารปากช่อง-เขาใหญ่ หมดระยะที่ด่านตรวจฯ ด่านศาลเจ้าพ่อ โบกรถขึ้นเขาใหญ่

ถ้าต้องการขึ้นเขาใหญ่ด้านจังหวัดปราจีนบุรี ต้องนั่งรถโดยสารสายกรุงเทพฯ-ปราจีนบุรี หรือกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ ลงระหว่างทางสี่แยกเนินหอมเพื่อโบกรถหรือเหมารถขึ้นเขาใหญ่

 

ที่พัก

       อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไม่มีบริการบ้านพักผู้ที่ต้องการค้างคืนบนเขาใหญ่จึงต้องกางเต็นท์ ซึ่งทางอุทยานฯ ได้จัดสถานที่กางเต็นท์บริเวณผากล้วยไม้สำหรับผู้ที่ไม่มีเต็นท์ ทางอุทยานมีเต็นท์ให้เช่าในราคาคืนละ 80, 120 และ 150 บาท สำหรับเต็นท์ขนาด 2, 4 และ 6 คนนอน แต่ไม่มีเครื่องนอนให้ สำหรับค่ายพักเยาวชนซึ่งเป็นเรือนนอนโล่ง ทางอุทยานฯ จัดไว้สำหรับเป็นที่พักของเยาวชนที่มาทัศศึกษา แต่บางครั้งก็อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าพักได้ นักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกสบายในการพักผ่อน ไม่เจาะจงที่จะพักค้างแรมบนเขาใหญ่ สามารถใช้บริการของรีสอร์ทของเอกชนนอกเขตอุทยานฯ บริเวณริมถนนธนะรัชต์ได้

HOME
1