กำเนิดหน่วยทหารเมืองเชียงราย พ.ศ.๒๔๔๗ - ๒๔๕๑

จากประวัติในอดีตประมาณปี พ.ศ.๒๔๔๐ ดินแดนภาคเหนือของประเทศไทย ได้มีชนกลุ่มหนึ่งเรียกตัวเองว่า "จีนฮ่อ" ชนเผ่านี้ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มขนาดย่อม ตั้งรกรากอยู่ในตอนใต้ของประเทศจีน บริเวณมณฑลยูนาน และบริเวณตอนเหนือของประเทศพม่า ชนกลุ่มนี้มีความสามารถในด้านการค้าขายและเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างพื้นที่ตอนใต้ของประเทศจีนและตอนเหนือของประเทศไทย

ด้วยเหตุที่ชนเผ่าจีนฮ่อได้มีการเคลื่อนไหวและโยกย้ายอยู่เสมอ จึงทำให้มีความคุ้นเคยและรู้ถึงสภาพภูมิประเทศ รวมทั้งสภาพการปกครองของไทยเป็นอย่างดี และได้แผ่อิทธิพลครอบคลุมพื้นที่ตอนเหนือด้วยการข่มขู่และคุกคามต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองในยุคสมัยนั้น ถึงกับยกกำลังเข้ายึดเมืองบางเมืองในแค้วนล้านนาไทย

จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทางราชการไทยจึงได้ตกลงใจส่งกำลังเข้าทำการปราบปรามจนแตกกระจายหลบหนีไปยังประเทศข้างเคียง ต่อมาไม่นานชนกลุ่มนี้ก็ได้รวบรวมกำลังจะเข้ายึดเมืองเชียงราย แต่ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากความสมัครสมานสามัคคีของประชาชน ได้ร่วมมือกับผู้ปกครองบ้านเมืองขณะนั้น ทำการต่อสู้จนสุดความสามารถ

รัฐบาลสยามในสมัยนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าหากปล่อยให้เหตุการณ์เป็นดังนี้ จะเป็นมูลเหตุให้ประชาชนขวัญเสีย เมื่อเหตุการณ์ขยายความรุนแรงขึ้น ก็ยากที่จะแก้ไขได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อและชีวิต ทั้งนี้เพราะหน่วยทหารซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลำปางนั้น อยู่ห่างจากเมืองเชียงรายมาก เส้นทางการเคลื่อนกำลังก็ยากลำบาก ไม่สะดวกในการเคลื่อนย้ายกำลังเข้าช่วยเหลือ

เมื่อถึงปีพุทธศักราช ๒๔๔๗ (รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๓) รัฐบาลสยามจึงได้จัดส่งหน่วยทหารมาประจำเมืองเชียงราย โดยเคลื่อนย้ายกำลังจากจังหวัดนครสวรรค์ มีกำลัง ๒ กองร้อย กับ ๑ หมวดปืนใหญ่ทหารราบ เรียกชื่อหน่วยทหารหน่วยนี้ว่า "หน่วยทหารกองเมืองเชียงราย" โดยมีผู้บังคับบัญชาดังนี้.-

พันโท หลวงชาญสรกล เป็นผู้บังคับการ
ร้อยเอก ขุนพลขันศักรธุช เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๑
ร้อยเอก กอน เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๒
ร้อยโท แขก เป็นผู้บังคับหมวดปืนใหญ่ทหารราบ

มีที่ตั้งหน่วยบริเวณดอยจำปี เมืองเชียงราย (ที่ตั้งศาลากลางจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน) ขึ้นการบังคับบัญชาต่อ กรมบัญชาการทหารบก มณฑลพายัพฝ่ายตะวันตก(เชียงใหม่)

ในปีพุทธศักราช ๒๔๔๘ (รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๔) ได้เปลี่ยนนามหน่วยใหม่ว่า "กรมทหารราบที่ ๑๔ " และขยายหน่วยใหม่ด้วยการเพิ่มเติมกำลังอีก ๑ กองร้อย โดยจัดกำลังเป็น ๓ กองร้อย กับ ๑ หมวดปืนใหญ่ทหารราบ และยังคงขึ้นการบังคับบัญชากับหน่วยทหารที่เชียงใหม่ตามเดิม โดยมีผู้บังคับบัญชาดังนี้.-

พันโท พระสุรฤทธิ์พฤติไกร เป็นผู้บังคับการ
ร้อยเอก ขุนพลขันศักรธุช เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๑
ร้อยเอก บันเจิดจักรงค์ เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๒
ร้อยเอก ขุนพลยุทธศิรธัช เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๓
จ่าเงิน เป็นผู้บังคับหมวดปืนใหญ่ทหารราบ

ในปีพุทธศักราช ๒๔๔๙ (รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๕) กรมทหารราบที่ ๑๔ ถูกปรับลดกำลังเหลือ ๒ กองร้อย กับ ๑ หมวดปืนใหญ่ทหารราบ ขึ้นการบังคับบัญชากับกรมทหารบก มณฑลพายัพ ตามเดิม โดยมีผู้บังคับบัญชาดังนี.-

พันโท หลวงรัดรณยุทธ เป็นผู้บังคับการ
ร้อยเอก หลวงขันศักรธุช เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๑
ร้อยโท สม เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๒
ร้อยตรี เงิน เป็นผู้บังคับหมวดปืนใหญ่ทหารราบ

ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ (รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๖) ได้มีการปรับเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาใหม่ ดังนี้.-

พันตรี หลวงศัลยยุทธวิธีกรร เป็นผู้บังคับการ
ร้อยเอก หลวงขันศักรธุช เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๑
ร้อยโท กราย เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ ๒
ร้อยตรี ล้ำ เป็นผู้บังคับหมวดปืนใหญ่ทหารราบ

และในปีพุทธศักราช ๒๔๕๑ (รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๗) มีการเปลี่ยนผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๑๔ (เมืองเชียงราย) เป็น พันเอก พระสุระรณชิต ส่วนหน่วยขึ้นตรงคงมี ๒ กองร้อย กับ ๑ หมวดปืนใหญ่ทหารราบ ตามเดิม และในปีนี้ได้ยุติการนำกำลังพลระดับพลทหารจากจังหวัดนครสวรรค์ขึ้นมาประจำการ แต่ได้ทำการคัดเลือกเกณฑ์พลชายฉกรรจ์จากเมืองเชียงราย เข้าประจำการแทนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ในปีพุทธศักราช ๒๔๕๓ (รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๙) เปลี่ยนนามหน่วยเป็น กรมทหารพรานที่ ๘ ขึ้นการบังคับบัญชากัน กองพลที่ ๘ จังหวัดเชียงใหม่

ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๑ เปลี่ยนนามหน่วยเป็น กรมทหารราบที่ ๑๘ และได้จัดตั้ง จังหวัดทหารบกเชียงรายขึ้นด้วย โดยให้ขึ้นการบังคับบัญชากับ มณฑลทหารบกพายัพจังหวัดเชียงใหม่

จนถึงปีพุทธศักราช ๒๔๗๑ รัฐบาลได้สั่งยุบเลิก กรมทหารราบที่ ๑๘ และจังหวัดทหารบกเชียงราย ด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุ่นแรง ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ลง ๒๖ มี.ค.๒๔๗๑

 

ประวัติหน่วย

ในปี พ.ศ.๒๔๘๔ หน่วยได้รับการก่อตั้งขึ้นใหม่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ใช้ชื่อว่า “ร.พัน.๒๗” ภายใต้การบังคับบัญชาของ ร.๙ พล.๓ จังหวัดนครราชสีมา

พ.ศ.๒๔๘๙ ร.พัน.๒๗ ได้แปรสภาพหน่วยเป็นหน่วยกักกันทหารญี่ปุ่น ใช้นามว่า "ร.๒๓ พัน.๓" โดยปรับลดกำลังลงเหลือเพียง ๒ กองร้อย คือ ร้อย.ปกน. และ ร้อย.อวบ. ขึ้นการบังคับบัญชากับ ร.๒๓ พล.๓ จังหวัดมุกดาหาร

พ.ศ.๒๔๙๑ ร.๒๓ พัน.๓ แปรสภาพหน่วยเป็น "ร.๑๔ พัน.๓" และได้ย้ายที่ตั้งหน่วยไปอยู่ จังหวัดลำปาง ขึ้นการบังคับบัญชากับ ร.๑๔ พล.๔

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๒ ได้มีการจัดตั้งหน่วยทหารขึ้นอีกในจังหวัดเชียงราย โดยย้ายกำลังพลจากหน่วย ร.๑๔ พัน.๓ จังหวัดลำปาง ประกอบด้วย กองร้อยอาวุธเบา ๑ กองร้อย,กองร้อยอาวุธหนัก ๑ กองร้อย โดยมาตั้งที่ทำการ ณ ค่ายเม็งรายมหาราช บ้านเด่นห้า อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย จนถึงปัจจุบันนี้ นับเป็นเวลาถึง ๒๒ ปีเช่นกัน ที่จังหวัดเชียงราย ไม่มีหน่วยทหารอยู่ในพื้นที่ นับตั้งแต่กรมทหารพรานที่ ๑๘ ถูกยุบเลิกไป

พ.ศ.๒๔๙๓ กองทัพบกได้มีการปรับปรุงและขยายอัตรากำลังพลเพิ่มเติมเป็น ๓ กองร้อยอาวุธเบา,๑ กองร้อยอาวุธหนัก ใช้อาวุธยุทธภัณฑ์ใหม่ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากประเทศสหรัฐ ฯ และได้เปลี่ยนนามหน่วยมาเป็น “กองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑๗ และจัดตั้งจังหวัดทหารบกเชียงราย” ขึ้น เพื่อให้การสนับสนุนด้านการส่งกำลังบำรุงต่อหน่วยทหารในพื้นที่จัวหวัดเชียงราย

พ.ศ.๒๔๙๕ หน่วยกองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑๗ ได้เปลี่ยนนามหน่วยมาเป็น "กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗" ตามคำสั่งกองทัพบกที่ ๖/๑๒๐๓ ลง ๑๙ ม.ค.๒๔๙๕ โดยยังคงใช้กำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่เดิม

พ.ศ.๒๔๙๖ ในปีนี้ หน่วยได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม จากสหรัฐอเมริกาอีกจำนวนมาก จึงมีการปรับปรุงแบบฝึกตามอาวุธยุทธภัณฑ์แผนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับอาวุธที่ได้รับความช่วยเหลือ และในปีนี้กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗ ได้รับพระราชทานธงชัยเฉลิมพลจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ ๙) ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งในสมัยนั้น พ.ท.เปลี่ยน ศรีรัตน์ เป็นผู้บังคับกองพัน และมีพลเอกผิน ชุณหวัน เป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยกองพันได้จัด กำลังพล ๑ กองร้อยผสม รวมด้วยกันทั้งหมด ๔๖ กองพัน

พ.ศ.๒๔๙๘ ได้แปรสภาพหน่วยเป็น ผส.๗ ร.พัน.๓ ตามคำสั่งกองทัพบกที่ ๓๒๑/๒๓๖๗๐ ลง ๑๐ พ.ย.๒๔๙๘ ขึ้นการบังคับบัญชากับ ผส.๗ และ พล.๔

พ.ศ.๒๕๒๒ กองทัพบกได้เปลี่ยนสภาพหน่วย ผส. เป็น กรม ร. ตามคำสั่ง กองทัพบกที่ ๑/๒๕๒๒ ลง ๒๔ พ.ค.๒๒ หน่วยฯ จึงได้เปลี่ยนนามหน่วยเป็น “กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗” ขึ้นการบังคับบัญชากับ กรมทหารราบที่ ๗ จังหวัดเชียงใหม่

พ.ศ.๒๕๒๕ กองทัพบกได้ขยายอัตรา โดยจัดตั้งกรมทหารราบที่ ๑๗ ขึ้นที่จังหวัดพะเยา ตามคำสั่งกองทัพบกที่ ๑๑๑/๒๕ ลง ๒๖ พ.ค.๒๕ และให้กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗ ขึ้นการบังคับบัญชากับกรมทหารราบที่ ๑๗ จังหวัดพะเยา หน่วยจึงได้เปลี่ยนนามหน่วยมาเป็น " กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑๗ " หรือใช้นามย่อว่า" ร.๑๗ พัน.๓ " มาจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ ต.ค.๒๕๓๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สถาปนา กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑๗ เป็นหน่วยทหารในพระองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

สำหรับชื่อค่ายทหารหน่วยนี้ รวมทั้งจังหวัดทหารบกเชียงรายด้วย ได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า " ค่ายเม็งรายมหาราช " ขนานชื่อเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระเจ้า เม็งรายมหาราช ผู้ทรงสร้างและครองเมืองเชียงราย มาตั้งแต่ พ.ศ.๑๘๐๕ และเป็นการเทอดพระเกียรติของพระองค์ ซึ่งทรงมีพระปรีชาสามารถ ทรงเข้มแข็งในการปกครอง สามารถรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ เข้าเป็นอาณาจักรเดียวกันได้ ซึ่งชาวล้านนาไทยและประชาชนชาวเชียงราย ยกย่องและเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ตามประกาศแจ้งความกองทัพบกที่ ๑๐/๖๐๗๙ ลงวันที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๕

เกียรติประวัติหน่วย

ในระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๓ - ๒๔๘๘ ได้เกิดกรณีพิพาทอินโดจีน และสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศไทยต้องเข้าร่วมสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากกรณีพิพาทดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างไทยฝรั่งเศส ซึ่งครอบครองดินแดนอินโดจีนอยู่ในขณะนั้น

ในครั้งนั้น ร.๑๗ พัน.๓ ซึ่งเป็นหน่วยที่ถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ในนาม "ร.พัน.๒๗" ดังที่ได้กล่าวแล้ว ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนย้ายกำลังจากจังหวัดอุบลราชธานี เข้าทำการรบและปฏิบัติการในเขตเมืองยอง,เมืองยู้,เมืองวะและเมืองเชียงขวาง ในรัฐฉานของสาธารณรัฐสหภาพพม่า ภายใต้การบังคับบัญชาของ กองพลที่ ๓ กองทัพพายัพ จนสำเร็จภารกิจและถอนกำลังกลับ เมื่อ ๑๒ มี.ค. ๒๔๘๖

ต่อมาในวันที่ ๘ มี.ค.๒๔๘๘ หลังวันประกาศพระราชกำหนด จัดส่วนราชการกองทัพบกใหม่ เพียง ๑ วัน และอยู่ในห้วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ ๒ หน่วยได้รับคำสั่งให้จัดกำลัง ๑ กองร้อยอาวุธเบา เข้ารักษาความสงบที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรึงกำลังป้องกันทหารญี่ปุ่นด้านเมืองเสียมราฐ และพระตะบอง หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม หน่วยเคลื่อนย้ายกำลังกลับที่ตั้ง ในวันที่ ๑๖ ธ.ค.๒๔๘๘

ในห้วงเดือน มี.ค. - เม.ย.๒๕๐๔ ร.๑๗ พัน.๓ ขณะนั้นใช้นามหน่วยว่า ผส.๗ ร.พัน.๓ และย้าย ที่ตั้งหน่วยจากจังหวัดลำปางมาตั้งอยู่ ณ ค่ายเม็งรายมหาราชแล้ว ได้จัดกำลังบางส่วนเข้าร่วมปลดอาวุธทหารจีนคณะชาติ (เค เอ็ม ที) กองพล ๙๓ เพื่อส่งกำลังกลับสู่สาธารณรัฐไต้หวัน

เดือน ก.พ.๒๕๐๕ ส่งกำลังเข้ารักษาการณ์ตามแนวชายแดนไทย ด้านอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ เนื่องจากราชอาณาจักรลาวเกิดการจราจล กรณีรัฐประหารโดย ร.อ. กองแล ต่อรัฐบาลลาว หน่วยได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทำการจับกุมและปลดอาวุธหน่วยทหาร และประชาชนลาว ที่อพยพหนีจากเมืองห้วยทรายฝั่งประเทศลาว จนสำเร็จภารกิจ และได้จัดกำลังไว้รักษาการณ์ตามแนวชายแดน จำนวน ๑ กองร้อย เรียกว่า "หน่วยราชการ ชายแดนเชียงของ" หรือ "รชข."

พ.ศ.๒๕๐๖ ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในประเทศลาว และใช้กำลังอย่างเปิดเผย ด้วยการทำสงครามแบบกองโจร ร่วมกับสงครามจิตวิทยา แทรกซึมบ่อนทำลาย โดยตั้งฐานปฏิบัติการที่ประเทศลาวเข้ามาในประเทศไทย รชข.ได้รับคำสั่งให้แปรสภาพหน่วยเป็น "ศูนน์ปฏิบัติการพิเศษที่ ๓๑ (ศปศ.๓๑)" ขึ้นยุทธการกับศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ๓๐๕ ตั้งแต่ ก.ย.๒๕๐๖ เพื่อปฏิบัติการทางจิตวิทยา และให้ความช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติการข่าว ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอีกด้วย

พ.ศ.๒๕๑๐ หน่วยจัดกำลังบางส่วนสกัดกั้นและจับกุมทหารจีนคณะชาติ (จีนฮ่อ) กองพล ๙๓ ที่เหลืออยู่ตอนบนของประเทศไทย ตามแนวชายแดนไทยด้านพม่าและลาว กรณีการปะทะแย่งฝิ่น ผลการปฏิบัติสำเร็จภารกิจ และถอนกำลังกลับในปีเดียวกัน

เดือน มิ.ย.๒๕๑๐ ได้ส่งกำลัง ๑ กองร้อยอาวุธเบา ออกกวาดล้างกำลัง ผกค.ในพื้นที่ อ.สว่าง แดนดิน จว.สกลนคร ผลการปฏิบัติสามารถยึดฐานปฏิบัติการ ผกค.และอาวุธยุทโธปกรณ์ได้จำนวนหนึ่ง

พ.ศ.๒๕๑๑ - ๒๕๑๔ ได้ส่งกำลังทั้งกองพันออกกวาดล้างปราบปราม ผกค. บริเวณพื้นที่ดอยยาว-ดอยผาหม่น อ.เทิง,อ.เชียงของ จว.เชียงราย และดอยสามเหลี่ยม บ้านทุ่งกล้วย อ.เชียงคำ จว.พะเยา โดยจัดตั้งที่บังคับการกองพันที่ อ.เชียงคำ เรียกว่า "พัน.ร.ชค." หรือ "กองพันทหารราบเชียงคำ"

พ.ศ.๒๕๑๖ ส่งกำลังเข้ากวาดล้าง ผกค.บริเวณดอยยาว-ดอยผาหม่น อ.เทิง,อ.เชียงของ จว. เชียงราย ตามแผนยุทธการรามสูรย์ สร้างความเสียหายให้กับ ผกค.ตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมาก

ในปี พ.ศ.๒๕๒๔ หน่วยไดัจัดกำลังเป็น พัน.ร.๔๗๓ หรือ กองพันทหารราบที่ ๔๗๓ ออกปฏิบัติการกวาดล้าง ผกค.ในพื้นที่เดิม ตามแผนยุทธการเกรียงไกร ความสำเร็จในการรบปีนี้ เกิดวีรกรรม ยึดเนิน ๑๑๘๘ บนสันดอยพญาพิภักดิ์ จนสามารถกำชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือ พคท.

 

ความเป็นมาของอนุสาวรีย์ผู้เสียสละ

กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๗ ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีพลเอก อิทธิ สิมารักษ์ เป็นผู้บังคับกองพัน (ยศในขณะนั้น พันโท) ตลอดจน นายทหาร นายสิบ และพลทหาร รวมทั้งข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และพ่อค้าประชาชนในจังหวัดเชียงราย ต่างก็ได้ตระหนักและระลึกอยู่เสมอในคุณงามความดี และวีรกรรมในการรบของบรรดาทหารหาญ แห่งค่ายเม็งรายมหาราช ซึ่งได้สูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องคุ้มครองภัยให้กับพี่น้องร่วมชาติด้วยความกล้าหาญ จึงได้พร้อมใจกั จัดโครงการอนุสาวรีย์ผู้เสียสละขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๑๘ โดยได้ ดำเนินการจัดหาทุนมาก่อสร้างอนุสาวรีย์ ผู้เสียสละ ซึ่งได้รับความกรุณามุทิตาจาก หลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ได้อนุญาตให้จัดสร้างเหรียญรูปเหมือนของท่าน เพื่อนำไปให้ผู้มีจิตศรัทธา เช่าบูชาไว้เป็น วัตถุมงคลแก่ตัวเอง จนทำให้ได้เงินทุนในการก่อสร้างอนุสาวรีย์จนแล้วเสร็จใน พ.ศ.๒๕๒๑ รวมค่าใช้จ่าย ทั้งสิ้น ๑๔๙,๙๘๗ บาท

ลักษณะอนุสาวรีย์ผู้เสียสละเป็นหุ่นยืนอยู่ในลักษณะ " เตรียมประจัญบาน " การแต่งกาย ใช้ ชุดปฏิบัติงานในสนามหรือเรียกว่า "ชุดรบ" ขนาดตัวหุ่นสูง ๒.๕๐ เมตร ทำด้วยทองเหลืองรมดำเม็ดมะขาม ข้างในกลวง ตัวหุ่นตั้งอยู่บนฐานสูง ๒.๐๐ เมตร ลักษณะเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ฐานกว้างกว่ายอด รอบ ๆ ฐานอนุสาวรีย์ปลูกต้นอโศกอินเดีย ทำให้แลดูสงบและวิเวก สมเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ที่สิงสถิตย์ดวงวิญญาณของบรรดาทหารหาญ ผู้เสียสละชีวิตเป็นชาติพลี และนับว่าเป็นถาวรวัตถุคู่บ้านคู่เมือง เชิดชูเกียรติของชาติชายชาญทหารกล้าสืบต่อไปชั่วกัลปวสาน

พลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฏราชกุมาร
(ขณะนั้นทรงพระยศ พันเอก) ได้เสด็จทรงประกอบพิธีเปิดอนุสาวรีย์ผู้เสียสละแห่งนี้ เมื่อวันอังคารที่ ๕ ก.ย.๒๕๒๑ ดังนั้นทางค่ายเม็งรายมหาราช จึงได้ถือเอาวันที่ ๕ กันยายน ของทุกปี เป็นวันประกอบพิธีระลึกถึงวีรกรรมของผู้เสียสละ ณ บริเวณอนุสาวรีย์ผู้เสียสละแห่งนี้ โดยเชิญชวนข้าราชการ,ทหาร,ตำรวจ,พ่อค้า,ประชาชน,สถาบัน,สมาคม,ชมรมและกลุ่มพลังมวลชนต่าง ๆ ร่วมกันประกอบพีธี วางพวงมาลา เพื่อสักการะองค์อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ และร่วมสมทบทุนกองทุนอนุสาวรีย์ผู้เสียสละ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของทหารเสือค่ายเม็งรายมหาราช ซึ่งเสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพ จากการรบเพื่อปกป้องพี่น้องชาวไทยต่อไป

 

ความเป็นมาของรอยพระบาท

เริ่มจากสถานการณ์ก่อการร้ายในจังหวัดเชียงราย ในปี พ.ศ.๒๔๙๗ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้ส่งผู้ปฏิบัติงานจำนวนหนึ่งเดินทางเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทย เพื่อแสวงหาแนวร่วมพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวเขาที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน จว.เชียงราย และจว.น่าน รวมทั้งพื้นที่ชายแดนด้าน จว.พะเยาในปัจจุบันบางส่วน

ภายหลังจากสามารถปลุกระดมชาวเขาบางพื้นที่จนสำเร็จ ในปี พ.ศ.๒๕๐๗ ได้คัดเลือกแนวร่วมส่งไปอบรมวิชาการเมืองการทหารรุ่นแรก ที่เมืองฮัวมินห์ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อกลับมาเตรียมงานในพื้นที่ ไว้รอรับสมาชิก พคท. ซึ่งได้เดินทางเข้าสู่พื้นที่ จว.เชียงราย ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการชี้นำด้านการเมืองและการทหาร

เมื่อสามารถขยายเขตงานได้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง พคท.จึงเปิดฉากการต่อสู้ด้วยอาวุธ กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลในภาคเหนือขึ้นเป็นครั้งแรก ที่บ้านน้ำปาน ต.นาไร่หลวง อ. ทุ่งช้าง จว.น่าน เมื่อ ๒๖ ก.พ. ๒๕๑๐ ซึ่งถือกันว่าเป็นวัน "เสียงปืนแตก" ของ พคท.ในเขตภาคเหนือ จากนั้นได้ขยายการต่อสู้เรื่อยมา โดยในวันที่ ๙ พ.ค.๒๕๑๐ ได้มีการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาล ที่บ้านห้วยชมภู ต.ยางฮอม อ.เทิง จว.เชียงราย (เป็นครั้งแรกในเขตพื้นที่ดอยยาว - ดอยผาหม่น)

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๑ พคท.สามารถจัดตั้งฐานที่มั่นในภาคเหนือได้ถึง ๙ แห่ง และแห่งที่สำคัญแห่งหนึ่ง คือ ฐานที่มั่นดอยยาว-ดอยผาหม่น จว.เชียงราย พคท.ได้จัดตั้งคณะทำงานในรูป "คณะกรรมการจังหวัดเชียงราย" แบ่งพื้นที่ปฏิบัติการออกเป็น ๔ เขตงาน คือ เขตงาน ๕๒ , เขตงาน ๙ , เขตงาน ๗ และเขตงาน ๘

สำหรับพื้นที่ดอยยาว-ดอยผาหม่น เป็นพื้นที่ควบคุมของเขตงาน ๘ ในเขต อ. เทิง และ อ.เชียงของ จว.เชียงราย รวมทั้งพื้นที่ อ.เวียงแก่นและกิ่ง อ.ขุนตาลในปัจจุบันนี้ด้วย กองกำลังติดอาวุธของ พคท. ขณะนั้นมีประมาณ ๖๐๐ คน มีมวลชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าม้งอีกประมาณ ๒,๓๐๐ คน

ความเคลื่อนไหวที่สำคัญ คือ ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการสร้างทาง และการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง การสู้รบ ณ สมรภูมิแห่งนี้เกิดขึ้นหลายยุทธการ เช่น ยุทธการอิทธิชัย (วีรกรรมดอยม่อนเคอ) ยุทธการขุนห้วยโป่ง และยุทธการเกรียงไกร (วีรกรรมที่เนิน ๑๑๘๘ พญาพิภักดิ์) โดยใช้กำลังทหารในพื้นที่ จว.เชียงราย เข้าปฏิบัติการกวาดล้างและปราบปราม ผกค. ตามคำสั่ง ทภ.๓/กอ.รมน.ภาค ๓ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๑ - พ.ศ.๒๕๒๕ จึงสามารถกำชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือ พคท.

ในปี พ.ศ.๒๕๒๔ พัน.ร.๔๗๓ ซึ่งมี พ.ท.วิโรจน์ ทองมิตร เป็น ผบ.พัน (ตำแหน่งปกติ ผบ.ร.๑๗ พัน.๓) เข้าปฏิบัติการในพื้นที่ดอยยาว-ดอยผาหม่น ตามแผนการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ จนเกิดยุทธการยึดเนิน ๑๑๘๘ บนยอดดอยพญาพิภักดิ์ได้ ยังผลให้ พคท. ล่มสลายในที่สุด

ด้วยพระบารมีปกเกล้า ฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช องค์จอมทัพไทย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ เพื่อทรงเยี่ยมทหารหาญและราษฎร ณ ฐานปฏิบัติการดอยพญาพิภักดิ์ บนสันดอยยาว อ.เทิง จว.เชียงราย ในวันที่ ๒๗ ก.พ.๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงพระกรุณาพระราชทาน ประทับรอยพระบาทของพระองค์ ลงบนแผ่นปูนปลาสเตอร์ที่เตรียมไว้ เพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่ทหารผู้กล้าทั้งปวง นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ปัจุบันรอยพระบาท ฯ คู่หนึ่งประดิษฐอยู่ ณ ศาลารอยพระบาทของ กองพันทหารราบที่ ๓ กรมทหารราบที่ ๑๗ เพื่อเป็นที่เคารพสักการะของกำลังพลคูกับอนุสาวรีย์ผู้เสียสละสืบต่อไป ส่วนอีกคู่หนึ่งเก็บรักษาไว้ที่ จังหวัดทหารบกเชียงราย..................

1