ก้อนดินเผา

 
ประมาณเที่ยงวันถึงบ่ายโมง
จะเป็นระยะเวลาที่ชายเกี่ยวหญ้าสองคนหยุดพักกินอาหาร
ชีวิตของพวกเขาถูกเลือกมาแล้ว
ดังนั้นอาหารที่เขากินจึงถูกเลือกมาด้วย
ไม่ว่าใครจะเป็นผู้เลือกสรรให้เขาก็ตาม
พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องใดๆ
นอกจากกินเข้าไปเพื่อขับไล่ความหิวโหย
และเขาไม่เคยใส่ใจหรอกว่า
ตนเองกินอย่างไร และคนอื่นกินกันอย่างไร
พวกเขาเชื่อว่า
พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้พวกเขาดำรงอยู่อย่างนี้
และประทานอาหารมาให้พวกเขาเช่นนี้
...
ใต้ต้นชมพู่ริมสระน้ำ
ชายคนหนึ่งเอนหลังพิงล้อเกวียน
เป็นกริยาอาการที่บ่งบอกถึงการพักผ่อน
ที่พอจะมีอยู่บ้างในวัยวันแห่งชีวิต
ในขณะที่ชายอีกคนหนึ่งกำลังก่อฟืนจุดไฟ
...
ควันไฟพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ
ดังชีวิตที่ถูกจองจำด้วยพันธนาการแห่งอาชีพของพวกเขา
หลุดลยเป็นอิสรภาพ
ท่องเที่ยวไปในเวิ้งฟ้ากว้าง
...
ในเปลวไฟสีส้ม
แซมด้วยเปลวสีเขียวบ้างสีฟ้าบ้าง
ชายคนที่ก่อไฟโยนก้อนดินกลมๆ สีดำสองก้อนเข้าไปในกองไฟที่กำลังลุก
...
จากนั้น
เขาก็ถอดผ้าขาวม้าที่โพกศีรษะออก
แล้วเดินไปที่สระน้ำ
เอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าที่กร้านดำ
ชุ่มชื่นดีแล้วจึงเดินกลับมาเอนตัวลงพิงกับต้นชมพู่
พูดคุยกับเพื่อนร่วมอาชีพ ด้วยถ้วยคำ ภาษา
ที่มิอาจเข้าใจได้ ถ้าหากไม่ใช่ฮินดูเผ่าพันธุ์เดียวกับเขา
...
ไม่นานนักไฟก็มอดลง
ชายคนที่นอนพิงล้อเกวียนอยู่ลุกขึ้น
แล้วเอื้อมมือไปหยิบถุงย่ามที่มอซอจนไม่รู้ว่าสีเดิมเป็นสีอะไร
เขาหยิบมันลงมาจากท้ายเกวียน
จากนั้นจึงเอากล่องข้าวอลูมิเนียมสองกล่องออกมาจากถุงย่าม
ส่งให้เพื่อนซึ่งกำลังคุ้ยเอาก้อนดินสองก้อนที่ถูกเผาจนแห้งผาก
ออกจากกองไฟซึ่งใกล้มอด
พวกเขาต่างคนต่างเปิดกล่องอลูมิเนียมสี่เหลี่ยมนั่น
ภายในบรรจุข้าว ซึ่งอัดมาแน่นเต็ม
เขาแบ่งก้อนดินที่เผ่าจนสุกนั้นให้แก่กันคนละก้อน
ทั้งคู่บิก้อนดินของตนออกเป็นสองส่วน
ที่ใจกลางของก้อนดินปรากฏเป็นวงกลมสีเหลืองอร่าม
ไอร้อนขาวๆ ยังคงกรุ่นอยู่
รอบนอกออกมาเป็นชั้นสีขาว และชั้นนอกสุดเป็นเนื้อดินสุกสีเทา
ไข่พอกดินแล้วเผานั่นเอง
...
ชายคนหนึ่ง หยิบกระปุกเกลือออกมาจากย่าม
ไข่หนึ่งลูก ข้าวอีกหนึ่งกล่อง เจือด้วยเกลือป่น
มันเป็นสัดส่วนของคุณค่าทางอาหาณที่ไม่สมดุลย์กันที่สุด
แต่ก็ทำให้พวกเขาอิ่มท้องและทุ่มเทแรงงานได้ต่อไป
1