|
ต่างแดน
|
|
......ชีวิตในต่างแดนออกจะเป็นชีวิตที่ว่างเปล่าสำหรับดอสโตยเยียฟสกี้
เขาไม่มีเพื่อนหรือคนคุ้นเคยเลย
และไม่ใคร่ได้พบชาวรัสเซีย
และเมื่อได้พบ
ผลก็ไม่ใคร่จะเป็นที่น่าพอใจนัก
ในปี 1867 ที่เมืองบาเดน
ดอสโตยเยียฟสกี้เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรงกับเทอร์เกเยฟ
และคุมแค้นเขาไปจนวาระสุดท้าย
นักเขียนการมาซินอฟในเรื่อง
The Possessed
ก็คือภาพที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายของเทอร์เกเนฟ |
......ในตอนนั้นดอสโตยเยียฟสกี้
ยังมิได้ตัดขาดจากรัสเซีย
เขายังอ่านหนังสือพิมพ์รัสเซีย
เป็นประจำและติดตามเหตุการณ์ทางการเมืองในบ้านเกิดอยู่เสมอ
ระหว่างนี้เขาอยู่ได้ด้วยเงินที่ขอยืมมาอีก
คือขอเงินล่วงหน้าจากหนังสือพิมพ์
Russky
Vestnik
ซึ่งกัตกอฟผู้เป็นบรรณาธิการจำเป็นต้องให้เพราะไม่อยากสูญเสียนักเขียนไป
ทั้งๆ
ที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันคับแค้นเช่นนี้
ดอสโดยเยียฟสกี้ก็ยังพยายามส่งเงินไปให้พาเวล
อิซาเยฟ
ลูกเลี้ยงของเขาในเมืองเซ็นต็ปีเตอร์สเบิร์ก
และยังช่วยเหลือครอบครัวของพี่ชายของเขาอยู่เสมอ |
......การพนันซึ่งเขาหลงอย่างหัวปักหัวปำ
ยิ่งทำให้เขาขาดเงินมากขึ้นอีก
แต่เขาคิดไปว่าเขาจะพบทางลอดได้จากรูเล็ต
เขาเล่นจนหมดตัวจนต้องเอาเครื่องแต่งตัวของภรรยาไปจำนำ
เป็นเพราะความฉลาดและอดทนของภรรยาของเขานั่นเองที่ในที่สุดก็ช่วยให้เขาเลิกจากการพนันได้
สามีภรรยาคู่นี้มีอายุต่างกัน
25 ปี ชีวิตในต่างแดนเป็นระยะ
4 ปี
ของคนทั้งสองเป็นประโยชน์ต่อชีวิตสมรส
เพราะเขาได้อยู่ด้วยกันอย่างปลอดภัย
จึงมีความใกลิชิดกันทางด้านจิตใจ
ดอสโตยเยียฟสกี้ไม่เคยมีเพื่อนที่ดีกว่านี้ไปจนจบสิ้นชีวิตของเขา |
......เขาส่งนวนิยายของเขาไปยังหนังสือพิมพ์รัสสกี้
เวสท์นิคเป็นตอนๆ
ทางไปรษณีย์
นี่เป็นวิธีทำงานของเขาตั้งแต่ต้นทศวรรษ
1860 มาแล้ว
ในเรื่องนี้เขาอิจฉาดอลสตอยและเทอร์เกเนฟอยู่เสมอ
เพราะทั้งสองนั้นมีเวลาที่จะปล่อยให้เรื่องของพวกเขามีวุฒิภาวะก่อนที่จะส่งไปโรงพิมพ์
เพราะเหตุนี้เขาจึงได้วางพล็อตเรื่องของเขาอย่างระมัดระวังเป็นที่สุดเสมอ
บางทีก็เปลี่ยนเสียนับสิบๆ
ครั้งก่อนที่จะลงมือเขียน
เขาติดนิสัยชอบเขียนในเวลากลางคืนมาตั้งแต่หนุ่มๆ
เขาเป็นคนทำงานหนักแบบนกฮูก
ชอบหยิบปากกาขึ้นเขียนเมื่อคนอื่นๆ
นอนหลับกันแล้ว |
......เขาพบว่าการเขียนเรื่อง
The Idiot นั้นยากมาก
มาตรฐานที่เขาวางไว้ยังสูงมากทั้งๆ
ที่สถานการณ์ของเขายังล่อแหลมอยู่
โดสโตยเยียฟสกี้บอกไว้ว่า
"แนวความคิดสำคัญของเรื่องนี้คือต้องการแสดงถึงชายคนหนึ่งซึ่งดีเลิศและเที่ยงธรรม
พยายามที่จะนำเอาอุดมคติด้านจริยธรรมของคริสต์ศาสนามาใช้ปฏิบัติ
นั่นคืออุดมคติในเรื่องความเมตตาสงสารและความรัก
เขาไม่สามารถช่วยความงามของโลกไว้ได้
คุณธรรมไม่ได้รับชัยชนะ
แต่มันก็ไม่แพ้"
มิคาอิล บาคทิน(Mikhail Bakhtin)
นักปรัชญาสมัยใหม่ได้เขียนไว้ว่า
"ดอสโตยเยียฟสกี้ทำให้เรื่องจิตดใจเป็นเรื่องของการใคร่ครวญด้านจริยธรรม
เขาแลเห็นด้านจิตใจเช่นเดียวกับที่ผู้คนก่อนหน้าเขาสามารถแลเห็นได้แต่เพียงร่างกายและดวงวิญญาณเท่านั้น"
เขาเปิดเผยให้เห็นธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ของความชั่วร้ายเพราะเห็นแก่ความดีงาม |
......ดอสโตยเยียฟสกี้
ได้ตรวจตราดูลักษณะหลายรูปแบบของความชั่วร้ายด้วยในเรื่อง
The Possessed
อันเป็นนวนิยายที่อาศัยข้อเท็จจริงจริงๆ
ของชีวิาตการเมืองในรัสเซีย
การฆาตกรรมสหายของตนเองโดยสมาชิก
5
คนขององค์การใต้ดินองค์การหนึ่งซึ่งมีเนชาเยฟ
นักปฏิวัติปลอปๆ
เป็นหัวหน้านั้นได้ให้วัตถุดิบแก่
ดอสโตยเยียฟสกี้
ได้เขียนเรื่องราวอันเกี่ยวกับสังคมนี้
นวนิยายนี้เขียนเป็นอนุสารที่ต่อต้านการปฏิวัติ
จึงทำให้ดอสโตยเยียฟสกี้ได้ชื่อว่าเป็นพวกถอยหลังเข้าคลอง
ซึ่งบัดนี้
คือหลังจากนั้นมากกว่าร้อยปี
ถูกถือว่าเป็นคำเตือนต่อต้านการกระทำอันสุดโต่งในรูปแบบต่างๆกันที่มีอยู่ในโลก |
......กัตตอฟ(Katkov)
บรรณาธการของหนังสือพิมพ์
Russky
Bestnik
ได้ขอร้องให้ดอสโตยเยียฟสกี้ลบตอน
"คำสารภาพของสตาฟโรกิน"
ซึ่งบรรยายถึงการข่มขืมเด็กผู้หญิงเล็กๆ
ออกไปจากหนังสือเล่มนี้
บรรณาธิการผู้นี้ได้เข้ามายุ่งกับต้นฉบับของดอสโตยเยียฟสกี้มาแล้วเมื่อก่อนนี้เช่นในเรื่อง
Crime and Punishment
เขาก็รบเร้าให้เปลี่ยนแปลงบางตอนเสีย
คำแนะนำของบรรณาธิการผู้นี้ทำให้ดอสโตยเยียฟสกี้ต้องเปลี่ยนพล็อตเรื่องของเขาไปมากทีเดียว |