ฤษี

......ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น ซาดิกก็เจอฤษีองค์หนึ่ง เครายาวถึงเอว ดูน่าเลื่อมใสมาก ท่านกำลังอ่านคัมภีร์ที่ถืออยู่ในมืออย่างตั้งอกตั้งใจ ซาดิกหยุดก้มตัวลงคารวะท่านอย่างนอบน้อม ท่านกล่าวคำทักทายตอบอย่างสุภาพและอ่อนโยนยิ่งนัก จนซาดิกเกิดความอยากสนทนากับท่านขึ้นมา จึงถามท่านว่ากำลังอ่านคัมภีร์อะไรอยู่ ฤษีตอบว่า
......"คัมภีร์พรหมลิขิต เจ้าอยากอ่านบ้างไหมล่ะ"
......แล้วท่านก็วางคัมภีร์ลงบนมือซาดิกซึ่งแม้จะรู้หลายภาษาอย่างดี แต่ก็อ่านตัวหนังสือไม่ออกสักตัว ทำให้เขาทวีความอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้น ฤษีใจดีเอ่ยขึ้นว่า
......"ดูท่าทางเจ้ามีความทุกข์มากเลยนะ"
......ซาดิกตอบว่า
......"เฮ้อ! มีมากเลยแหละ"
......"ถ้าเจ้าอนุญาตให้ข้าเดินทางเป็นเพื่อน ข้าอาจเป็นประโยชน์กับเจ้าบ้างก็ได้นะ ข้าเคยช่วยปลอบใจคนที่มีทุกข์มาบ้างแล้ว"
......ซาดิกรู้สึกเคารพกิริยาท่าทาง เคราและคัมภีร์ของฤษีและเห็นว่าการสนทนาของท่านเปี่ยมด้วยสติปัญญาสูงส่ง ท่านพูดถึงพรหมลิขิต ความอ่อนแอของมนุษย์ ความดีและความชั่วด้วยโวหารที่คมคาย น่าฟัง และจับใจจนซาดิกเคลิบเคลิ้มเหมือนต้องมนต์สะกด เขาอ้อนวอนท่านแล้วอ้อนวอนท่านอีกว่า อย่าเพิ่งจากเขาไปจนกว่าจะกลับคืนสู่กรุงบาบิโลนฤษีผู้ชราตอบว่า
......"ข้าก็อยากจะขอร้องเจ้าเช่นนั้นเหมือนกัน จงสาบานต่อเทพโอรอสมาดว่า เจ้าจะไม่แยกจากข้าไปภายในสองสามวันนี้ ไม่ว่าข้าจะทำอะไรก็ตาม"
......ซาดิกกล่าวคำสาบาน แล้วคนทั้งสองก็ออกเดินไปด้วยกัน
......ครั้นตกค่ำคนเดินทางทั้งสองก็ไปถึงประสาทงดงามแห่งหนึ่ง ฤษีขออาศัยนอนสำหรับตนเองและชายหนุ่มที่มาด้วย คนเปิดประตูซึ่งพวกเขานึกว่าเป็นขุนนางใหญ่เจ้าของประสาท พาพวกเขาเข้าไปข้างในด้วยท่าทางใจดีแกมดูถูก และแนะนำให้รู้จักกับหัวหน้าคนใช้ ซึ่งนำชมห้องหับต่างๆ ที่สวยงามของผู้เป็นนาย ต่อจากนั้นพวกเขาก็ได้รับอนุญาตให้นั่งรับประทานอาหารร่วมกับเจ้าของประสาทตรงท้ายโต๊ะ โดยที่เจ้าของปราสาทไม่ได้เหลือบสายตามองดูเลยแม้แต่น้อย แต่กระนั้น ก็มีคนคอยบริการอาหารรสเลิศให้พวกเขาอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับแขกคนอื่นๆ เสร็จแล้วก็ให้ล้างมือในอ่างทองคำประดับด้วยมรกต และทับทิบ จากนั้นก็พาไปนอนในห้องชุดงดงาม เช้าวันรุ่งขึ้น คนใช้ก็เอาเหรียญทองมาให้คนละเหรียญ แล้วบอกให้ออกจากปราสาทได้ ระหว่างทางซาดิกเอ่ยขึ้นว่า
......"เจ้าของปราสาท ดูท่าเป็นคนใจกว้างแม้จะค่อนข้างเจ้ายศเจ้าอย่างอยู่บ้าง เขาได้แสดงให้เห็นถึงความเอื้ออารีอย่างน่านับถือยิ่ง"
......ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น ซาดิกก็สังเกตว่าถุงย่ามใบใหญ่ที่ฤษีสะพายอยู่นั้นพองตุง เมื่อมองดูข้างในก็เห็นอ่างทองคำประดับด้วยมรกต และทับทิมที่ฤษีขโมยมา เขาไม่กล้าพูดอะไรแต่แรก ได้แต่รู้สึกแปลกอกแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง
......ใกล้ๆเที่ยง ฤษีก็ไปเคาะประตูบ้านหลังเล็กของเศรษฐีขึ้เหนียวผู้หนึ่ง เพื่อหยุดพักทานอาหารกลางวันสักสองสามชั่วโมง คนใช้แก่ๆ แต่งตัวซอมซ่อต้อนรับท่านด้วยน้ำเสียงที่ไม่น่าฟังแล้วนำท่านกับซาดิกไปพักในคอกม้า จากนั้นก็เอามะกอกเน่าสองสามลูก ขนมปังเสีย และเบียร์ที่ไม่มีรสชาดแล้วมาเลี้ยงดู ฤษีบริโภคอย่างพออกพอใจเช่นเดียวกับวันก่อน จากนั้นก็หันไปขอบใจคนใช้ชราที่คอยมานั่งเฝ้าด้วยกล้วว่าคนทั้งสองจะขโมยของแล้วคอยเร่งให้จากไปโดยเร็ว ฤษีเอาเหรียญทองสองเหรียญที่ได้มาตอนเช้าให้กับคนใช้แล้วขอบใจแกที่คอยมาเอาใจใส่ทุกอย่าง จากนั้นก็เสริมว่า
......"โปรดพาข้าไปพบปะพูดคุยกับนายของเจ้าหน่อยเถอะ"
......คนใช้ก็งงไปหมดพาคนเดินทางทั้งสองไปหานาย ฤษีกล่าวว่า
......"ท่านเศรษฐีผู้เอื้ออารี ข้าปรารถนาที่จะขอบคุณท่านที่ได้ต้อนรับเราอย่างดียิ่ง โปรดรับอ่างทองคำนี้ไว้เป็นที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ สำหรับความขอบคุณของข้าด้วยเถิด"
......เจ้าของบ้านขี้เหนียวแทบจะหงายหลังล้มทั้งยืน ฤษีไม่รอให้เขาตั้งสติ รีบออกเดินทางไปกับเพื่อนเดินทางหนุ่มโดยเร็ว
......ซาดิกกล่าวกับฤษีว่า
......"ท่านฤษี ข้าตาฝาดไปหรือเปล่านี่ ข้ารู้สึกว่าท่านไม่เหมือนคนอืนๆ เลย ท่านขโมยอ่างทองคำประดับด้วยทับทิมและมรกตมาจากขุนนางที่ต้อนรับเราอย่างดียิ่ง แล้วเอามามอบให้กับคนขี้เหนียวที่ปฏิบัติต่อท่านไม่ดีเลย"
......ฤษีผู้ชราตอบว่า
......"ลูกเอ๋ย ขุนนางเจ้าของปราสาทคนนี้ต้อนรับแขกแปลกหน้าเพราะอยากอวดยศ อวดศักดิ์และอวดความมั่งมีให้ผู้อื่นชื่นชมเท่านั้น ต่อนี้ไปเขาคงจะประพฤติตนดีขึ้น ส่วนคนขี้เหนียวนั้น ก็คงได้รับบทเรียนที่สอนให้รู้จักต้อนรับขับสู้อย่างมีน้ำใจดี อย่าได้แปลกใจเลย จงตามข้ามาเถอะ"
......ซาดิกยังไม่รู้ตนเองกำลังเดินทางมากับคนบ้าที่สุดหรือคนฉลาดที่สุดกันแน่ แต่คำพูดของฤษีมีอำนาจเหนือเขา ทั้งเขายังต้องปฏบัติตามคำสาบานที่ได้ให้ไว้ จึงจำใจต้องติดตามท่านต่อไปอีก
......พอตกค่ำ ฤษีและซาดิกก็เดินทางมาถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งดูธรรมดาแต่น่าอยู่ ไม่ส่อเค้าให้เห็นถึงความฟุ่มเฟื่อย หรือความขี้เหนียวใดๆ เจ้าของบ้านเป็นนักปราชญ์ที่ปลีกตัวออกจากสังคมเพื่อศึกษาปรัชญา และสัจธรรมอย่างสงบ แต่ถึงกระนั้น ท่านก็ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลย กลับพอใจที่ได้สร้างบ้านพักที่อยู่ห่างไกลผู้คนและได้ต้อนรับผู้มาเยือนทั้งหลายด้วยจิตใจที่สูงส่ง ปราศจากการโอ้อวดใดๆ ท่านจะเปิดประตูต้อนรับฤษีและซาดิกด้วยตนเอง และเชื้อเชิญให้พักอยู่ก่อนในห้องแสนสบาย อีกพักหนึ่งก็มาเชิญแขกทั้งสองด้วยตนเอง ให้ไปร่วมรับประทานอาหารที่อร่อยและจัดอย่างดีแน่ล่ะ ระหว่างรับประทานอาหารร่วมกันอยู่นั้น ท่านก็พูดถึง เหตุการณ์จลาจลล่าสุดในกรุงบาบิโลนอย่างสำรวม ดูท่าทางท่านจงรักภักดีต่อพระราชินีอย่างจริงใจ และปรารถนาที่จะให้ซาดิกเข้าต่อสู้ในสนามประลองเพื่อชิงมงกุฏ ท่านเสริมว่า
......"แต่พวกราษฎรไม่สมควรมีพระราชาอย่างซาดิก"
......ซาดิกหน้าแดง รู้สึกมีความทุกข์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ในการสนทนากันในครั้งนี้ ต่างมีความเห็นตรงกันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนาของผู้มีปัญญาที่สุดเสมอไป ฤษียังคงยืนยันความคิดเดิมอยู่ว่า "มนุษย์เรานั้นไม่รู้พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า และพวกเขาทำไม่ถูกที่ไปพูดถึงจักรวาลทั้งจักรวาลทั้งๆ ที่มองเห็นเพียงแต่ส่วนเล็กนิดเดียว"
......จากนั้น ก็คุยกันถึงเรื่องความรัก ซาดิกตอบว่า
......"อนิจจา มันชังน่ากลัวเสียจริง"
......ฤษีกล่าวต่อว่า
......"ลมทำให้ใบเรือกาง แม้บางครั้งจะทำให้เรือล่ม แต่ถ้าขาดมัน เรือก็แล่นไปไม่ได้ น้ำดีในตับนั้นทำให้เรารู้สึกโกรธและไม่สบายแต่ถ้าไม่มีมัน มนุษย์เราก็จะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ จะเห็นได้ว่าทุกสิ่งในโลกนี้เป็นภัยทั้งนั้น แต่ก็จำเป็นทั้งสิ้น"
......ครั้นแล้ว ก็พูดถึงเรื่องความสุขสำราญ ฤษีชี้ให้เห็นว่าความสุขสำราญนั้นเป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้กับมนุษย์ ทั้งนี้เพราะมนุษย์ไม่สามารถให้ความรู้สึกและความคิดต่างๆแก่ตนเองได้ เขาได้รับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์หรือความสุขสำราญก็มาจากที่อื่นเช่นเดียวกับตัวของเขา
......ซาดิกทึ่งมากที่เห็นฤษีซึ่งได้ทำสิ่งประหลาดๆ สามารถพูดจามีเหตุผลได้ดีถึงเพียงนี้ ในที่สุดเมื่อการสนทนาที่ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินสิ้นสุดลง เจ้าของบ้านก็พาคนเดินทางทั้งสองกลับไปยังห้องนอน พร้อมกับกล่าวขอบคุณสวรรค์ที่ได้ส่งผู้มีปัญญาและคุณธรรมสองคนมาหาตน และมอบเงินให้แขกทั้งสองด้วยท่าทางเป็นกันเองและสุภาพ ซึ่งน่าจะถูกใจผู้รับ แต่ฤษีกลับปฏิเสธ และบอกว่าจะขอกล่าวลาเลย เพราะตั้งใจจะออกเดินทางไปยังกรุงบาบิโลนก่อนสว่าง ต่างร่ำลากันอย่างอาลัย ซาดิกรู้สึกนับถือและชอบเจ้าของบ้านผู้มีอัธยาศัยดีเป็นอย่างมาก
......เมื่อฤษีกับซาดิกอยู่กันตามลำพังในห้องนอน ต่างก็สรรเสริญเจ้าของบ้านอีกนาน พอพระอาทิตย์ขึ้น ฤษีชราก็ปลุกเพื่อนร่วมทางบอกว่า
......"เราต้องไปแล้วล่ะ แต่ขณะที่ใครๆ ยังนอนหลับอยู่นี้ ข้าอยากทิ้งอะไรไว้ให้ชายเจ้าของบ้านสักอย่างหนึ่งเพื่อแสดงว่าข้านับถือและขอบพอเขามาก"
......ขณะที่พูด ฤษีก็หยิบคบเพลิงมาเผาบ้าน ซาดิกร้องลั่นด้วยความตระหนดตกใจสุดขีดและเข้าไปห้ามฤษีไม่ให้ทำสิ่งที่แสนจะชั่วร้ายนี้ แต่กลับถูกท่านลากตัวออกไปนอกบ้านด้วย ที่เหนือกว่า เมื่อเดินห่างไปไกลพอสมควรแล้ว ฤษีก็ยืนมองบ้านที่ถูกไฟไหม้ลุกโซนอยู่อย่างสงบ และกล่าวกับเพื่อนร่วมทางว่า
......"ขอบคุณพระเจ้า บ้านเจ้าของบ้านที่น่ารักถูกไฟไหม้เรียบตั้งแต่ฐานจนถึงหลังคา เขามีความสุขแล้ว"
......พอได้ยินดังนั้น ซาดิกก็เกิดความรู้สึกหลายๆ อย่างปะดังขึ้นมาพร้อมๆ กัน เขาอยากระเบิดหัวเราะออกมา อยากด่าและทุบตีฤษี รวมทั้งอยากวิ่งหนีไป แต่ไม่ได้ทำสักอย่าง และทั้งๆที่ไม่อยากเลยเขาก็ต้องเดินตามฤษีไปเหมือนถูกสะกดดังเช่นทุกครั้ง จนกระทั่งถึงที่พักค้างคืนแห่งสุดท้าย
......เจ้าของที่พักแรมแห่งนี้เป็นหญิงหม้ายใจบุญและมีคุณธรรม นางมีหลานชายอยู่คนหนึ่ง อายุสิบสี่ปี หน้าตาน่าดูและนิสัยดี นางหวังพึ่งหลานคนนี้คนเดียว นางพยายามต้อนรับแขกทั้งสองอย่างสมเกียรติ วันรุ่งขึ้นนางสั่งให้หลานไปส่งคนเดินทางทั้งสองคนจนถึงสะพานที่เพิ่งชำรุดไปก่อนหน้านั้น และเวลาข้ามจะอันตรายมาก เด็กหนุ่มรีบกุลีกุจอเดินนำหน้าไป เมื่ออยู่บนสะพาน ฤษีก็พูดกับเขาว่า
......"มานี่ซิ ข้าจำเป็นต้องแสดงความขอบคุณต่อป้าของเจ้า"
......ว่าแล้วก็จับผมเด็กหนุ่มแล้วโยนเขาลงไปในแม่น้ำ เด็กจมลงไปแล้วโผล่ขึ้นมาใหม่เหนือน้ำอยู่พักใหญ่ จากนั้นก็ถูกสายน้ำเชี่ยวดูดจมหายไปเลย ซาดิกร้องลั่นว่า
......"เฮ้ย เจ้าคนใจสัตว์! เฮ้ย เจ้าฆาตกรใจดำอำมหิต"
......ฤษีพูดตัดบทขึ้นว่า
......"เจ้าสัญญาว่าจะอดทนกว่านี้ จงรู้ไว้นะว่าภายใต้ซากสลักหักพังของบ้านที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเผานั้น เจ้าของบ้านได้พบสมบัติมหาศาล และจงรู้ไว้ด้วยว่า เด็กหนุ่มคนที่พระผู้เป็นเจ้าทรงหักคอไปนั้น จะลอบฆ่าป้าของเขา ภายในหนึ่งปี และจะฆ่าเจ้าภายในสองปี"
......ซาดิกร้องถามว่า
......"ใครบอกเจ้าล่ะ เจ้าคนป่าเถื่อน ถึงเจ้าจะอ่านเหตุการณ์นี้ล่วงหน้าในคัมภีร์พรหมลิขิตของเจ้า แต่เจ้าได้รับอนุญาติให้ทำเด็กที่ไม่ได้ทำร้ายเจ้าเลยจมน้ำตายได้อย่างไรกัน"
......ขณะที่ซาดิกกำลังพูดอยู่นั้น เขาสังเกตว่าเคราของฤษีชราหายไป และดูหน้าตาหนุ่มขึ้น เสื้อชุดฤษีก็อันตธานไป มีปีกสวยงามสี่ปีกคลุมร่างที่สง่างามและเปล่งรัศมีเรืองรอง ซาดิกคุกเข่าลงและร้องอุทานว่า
......"โอ้ ข้าแต่ฑูตสวรรค์ โอ้เทพยดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ทรงเสด็จจากทิพย์วิมาน เพื่อสั่งสอนมนุษย์ผู้อ่อนแอให้อยู่ใต้ประกาศิตที่เป็นนิรันดร์ของพระองค์หรือ"
......เทวฑูตเจสราดกล่าวตอบว่า
......"มวลมนุษย์ชอบติดสินทุกอย่างโดยไม่รู้อะไรเลย เจ้าเป็นคนหนึ่งในบรรดาพวกเขาที่สมควรจะได้รับการสั่งสอนให้รู้แจ้งมากที่สุด"
......ซาดิกขออนุญาตพูดบ้างเขากล่าว
......"ข้าไม่มั่นใจในตัวเอง แต่ข้าขอท่านได้โปรดชี้แจงข้อสงสัยแก่ข้าให้แจ่มแจ้งด้วยเถอะว่า จะไม่เป็นการดีกว่าหรือที่จะอบรมเด็กคนนี้ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม แทนที่จะทำให้เขาจมน้ำตายไปเสีย"
......เทวฑูตเจสราดตรัสต่อว่า
......"แม้เขาจะกลายเป็นคนดีมีศีลธรรม และมีชีวิตอยู่ต่อไป ตัวเขาพร้อมกับผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย รวมทั้งลูกชายที่จะเกิดมาจะถูกฆ่าตายหมด ทั้งนี้ตามพรหมลิขิต"
......ซาดิกถามต่อว่า
......"แต่ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ล่ะ ถ้าเช่นนั้น มันก็จำเป็นที่จะต้องมีการฆ่ากันและความทุกข์อย่างนั้นละสิ และความทุกข์จะตกอยู่กับคนดีด้วยใช่ไหม"
......เทวฑูตตรัสตอบว่า
......"คนชั่วมีทุกข์เสมอ พวกเขามีไว้สำหรับพิสูจน์คนดีจำนวนน้อยที่กระจัดกระจายอยู่บนโลกนี้ ไม่มีความชั่วที่มิได้เป็นบ่อเกิดของความดี"
......ซาดิกถามต่อว่า
......"แต่ถ้ามีแต่ความดีไม่มีความชั่วเลยล่ะ"
......เทวฑูตเจสราดตรัสตอบว่า
......"ถ้าอย่างนั้นละก้อ โลกนี้ก็จะกลายเป็นอีกโลกหนึ่งเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ก็จะกลายเป็นอีกระดับหนึ่งของความรู้แจ้ง และในระดับนี้ซึ่งเป็นระดับที่สมบูรณ์ที่สุดมีอยู่เฉพาะในวิมานสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น พระองค์เป็นผู้ที่ความชั่วไม่สามารถเข้าไปกล้ำกรายได้ พระองค์ได้ทรงสร้างโลกมานับล้าน แต่ละโลกไม่เหมือนกันเลย ความหลากหลายอย่างมากมายมหาศาลนี้ นับว่าเป็นลักษณะเฉพาะของอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ จะเห็นว่าไม่มีใบไม้สองใบบนโลกที่เหมือนกันและไม่มีโลกสองโลกในจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลที่เหมือนกันด้วย ทุกสิ่งที่เจ้ามองเห็นบนโลกกระจิดริดที่เจ้าเกิดมาและมีชีวิตอยู่นั้น จะต้องอยู่ในสถานที่และเวลาที่กำหนดไว้ตายตัวตามประกาศิตที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงรับผิดชอบทุกอย่าง พวกมนุษย์พากันคิดว่า เด็กคนที่เพิ่งตายไปตกลงไปในน้ำโดยบังเอิญ และบ้านถูกไฟไหม้ก็เป็นความบังเอิญเช่นกัน แต่ไม่มีความบังเอิญเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทดลอง หรือการลงโทษหรือการให้รางวัล หรือการมองเห็นล่วงหน้า เจ้าจำคนหาปลาที่คิดว่าตนเป็นคนโชคร้ายที่สุดในบรรดาหมู่มนุษย์ด้วยกันได้ไหม เทพโอรอสมาดได้ส่งเจ้าไปเปลี่ยนพรหมลิขิตของเขาเสียใหม่ ดูก่อนเจ้ามนุษย์ผู้อ่อนแอจงหยุดโต้เถียงกับผู้ที่เจ้าควรเคารพสักการะเสียเถอะ"
......ซาดิกพูดต่อว่า
......"แต่ทว่า.........."
......พูดไม่ทันขาดคำ เทวฑูตก็เหาะขึ้นไปสู่สวรรค์ชั้นที่สิบแล้ว ซาดิกคุกเข่าลงคารวะพระผู้เป็นเจ้าอย่างยอมแพ้ราบคาบเทวฑูตตะโกนลงจากท้องฟ้า
......"จงเดินทางต่อไปยังกรุงบาบิโลน"
1