|
การสัประยุทธ์
|
......ชาวเมืองบาบิโลนให้การต้อนรับพระราชินีอัสตาร์เต้ผู้เลอโฉมซึ่งได้เผชิญกับเคราะห์กรรมกันอย่างมโหฬาร
ตอนนี้กรุงบาบิโลนดูจะสงบกว่าเดิม
เจ้าชายฮีร์กาเนียถูกฆ่าตายในสนามรบชาวบาบิโลน
ผู้มีชัยประกาศว่าพระราชินีอัสตาร์เต้จะทรงอภิเษกสมรสกับผู้ที่ราษฎรเลือกเป็นพระราชา
พวกเขาไม่ปรารถนาให้ตำแหน่งที่สำคัญเป็นหนึ่งในโลกนี้
คือตำแหน่งสวามีของพระราชินีและพระราชาของกรุงบาบิโลนต้องขึ้นอยู่กับการวางแผนอย่างลับๆ
หรือการสมรู้ร่วมคิดอย่างมีเล่ห์กล
ต่างสาบานว่าจะยอมรับผู้ที่กล้าหาญที่สุดและฉลาดที่สุดเท่านั้นให้เป็นพระราชา
พวกเขาสร้างสนามสัประยุทธ์ขนาดใหญ่
มีอัฒจันทร์ที่ตบแต่งอย่างสวยงามล้อมรอบ
สนามแข่งขันนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองไปสองสามโยชน์
คู่ต่อสู้จะต้องสวมชุดเกราะเต็มยศไปที่นั่น
และแต่ละคนจะมีห้องพักส่วนตัวแยกเป็นสัดส่วนอยู่ด้านหลังอัฒจันทร์
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ใครเห็นหรือจำได้ในการสัประยุทธ์กันครั้งนี้
คู่ต่อสู้จะต้องใช้หอกสู้กับอัศวินสี่ครั้ง
ผู้ที่สามารถเอาชนะอัศวินคู่ต่อสู้ทั้งสี่ได้
จะต้องมาต่อสู้กันเองอีกรอบหนึ่ง
คนที่เป็นเจ้าสนามคนสุดท้ายจะถูกประกาศให้เป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้
และสี่วันหลังจากนั้นจะต้องกลับมาใหม่ในชุดเกราะชุดเดิมเพื่อตอบปริศนาคำทายของเหล่าราชครู
ถ้าตอบไม่ได้เลย
ก็จะไม่ได้เป็นพระราชา
และต้องเริ่มการสัประยุทธ์ด้วยหอกกันใหม่
จนกว่าจะได้เป็นผู้ชนะเลิศของการต่อสู้ทั้งสองขั้นตอน
ทั้งนี้เพราะทุกคนต้องการพระราชาที่กล้าหาญที่สุด
และฉลาดที่สุดเป็นอย่างยิ่ง
ระหว่างการสัปยุทธ์พระราชินีจะทรงถูกควบคุมตัวอย่างใกล้ชิด
พระนางจะทอดพระเนตรดูการแข่งขันได้ก็ต่อเมื่อมีผ้าคลุมพระพักตร์เท่านั้น
และจะตรัสกับผู้หมายปองคนหนึ่งคนใดไม่ได้ด้วย
ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเลือกที่รักมักที่ชัง
ตลอดจนความอยุติธรรมด้วย |
......ทั้งหมดนี้เป็นข่าวที่พระราชินีอัสตาร์เต้ทรงส่งมาให้คู่รักของพระนางทราบ
ทรงหวังว่าซาดิกจะแสดงความกล้าหาญและความเฉลียวฉลาดเพื่อพระนางยิ่งกว่าผู้ใด
ซาดิกออกเดินทางพร้อมสวดมนต์อ้อนวอนวีนัสเทพธิดาแห่งความรักให้เพิ่มความกล้าหาญและสติปัญญาให้แก่เขา
เขามาถึงริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส
ก่อนถึงวันสำคัญนี้หนึ่งวันและสมัครแข่งขันโดยปิดหน้าและชื่อตามกติกา
แล้วเขียนคำขวัญประจำตัวที่อยู่บนโล่ห์ลงไปแทน
จากนั้นก็ไปพักรออยู่ในห้องที่จับสลากได้
กาดอร์มิตรของเขาซึ่งกลับมายังกรุงบาบิโลนแล้ว
หลังจากที่ได้ไปตามหาตัวเขาที่ประเทศอียิปต์แล้วไม่พบ
ก็ได้ให้คนนำเกราะครบชุดที่พระราชินีประทานมาพร้อมทั้งม้าตัวที่สวยที่สุดของเปอร์เซียไปให้เขาถึงที่พักในนามของพระนาง
เมื่อซาดิกเห็นของขวัญเหล่านี้ก็รู้ว่าพระราชินีประทานมา
ทำให้เขาเกิความกล้าและความรักมากยิ่งขึ้นมีกำลังและความหวังขึ้นมาใหม่อีก |
......วันรุ่งขึ้นพระราชินีเสด็จมาประทับใต้ฉัตรประดับเพชรพลอย
เหล่ากุลสตรีและราษฎรทุกชั้นวรรณะนั่งกันเนืองแน่นบนอัฒจันทร์
บรรดาคู่ต่อสู้ปรากฏตัวขึ้นตรงกลางลานสัประยุทธ์
นำใบคำขวัญของตนไปวางไว้แทบเท้าพระมหาราชครูสำหรับจับสลากใบคำขวัญของซาดิกถูกจับเป็นอันดับสุดท้าย
คนแรกที่ลงแข่งชื่ออิโตบาด
เป็นขุนนางมั่งมีมหาศาล
อวดเก่งมาก แต่มีความกล้าน้อยทั้งยังงุ่มง่าม
และไม่มีสมองอีกด้วย
เหล่าบริวารทำให้เขาเชื่อว่าคนอย่างเขาควรจะได้เป็นพระราชา
ซึ่งเขาก็ได้ตอบไปว่า
"ใช่แล้วคนอย่างข้าควรได้ขึ้นครองราชย์"
ด้วยเหตุนี้เหล่าบริวารจงได้ใส่เกราะให้เขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
เกราะสีทองลงยาสีเขียวหมวกปักขนนกสีเขียว
หอกประดับด้วยริบบิ้นสีเขียว
พอคนดูเห็นท่าทางอิโตบาดบังคับม้าก็รู้แต่แรกเลยว่าสวรรค์ไม่ทรงสงวนคฑาแห่งกรุงบาบิโลนให้คนอย่างเขาแน่
อัศวินคนแรกที่ขึ่ม้าตรงรี่เข้าแทงเขาเลื่อนหลุดจากหลังม้า
อัศวินคนที่สองแทงเขาหงายผึ่งลงบนหลังม้า
เท้าทั้งสองชี้ฟ้า
แขนทั้งสองข้างกางออก
อิโตบาดลุกขึ้นนั้งใหม่
แต่ท่าทางเงอะๆ งะๆ
เสียจนคนดูโห่เอาลั่นสนาม
อัศวินคนที่สามไม่ใช้หอกเสียด้วยซ้ำ
ขี่ม้าเข้าประชิดตัวอิโตบาด
แล้วจับขาขวาเขาหมุนครึ่งวงกลม
ก่อนที่จะโยนตัวลงบนพื้นทราย
ทหารม้าประจำสนามแข่งพากันหัวเราะแล้ววิ่งไปหาเขา
ช่วยกันยกเขาให้ขึ้นบนหลังม้าใหม่
อัศวินคนที่สี่จับขาข้างซ้ายของอิโตบาดแล้วโบยนไปตกอีกข้างหนึ่ง
คราวนี้เขาถูกนำตัวกลับไปค้างคืนยังห้องพักตามกติกา
ท่ามกลางเสียงโห่ไล่
ขณะที่เขาเดินกระโผลกกระเผลกไปนั้นก็บ่นว่า |
......"คนอย่างข้าไม่น่าแพ้เลย" |
......ผู้สมัครคนอื่นๆ
ต่อสู้ได้ดีกว่า
บางคนชนะคู่ต่อสู้สองคนติดๆ
กัน
บางคนชนะถึงสามคนรวด
มีเพียงเจ้าชานโอตามองค์เดียวเท่านั้น
ที่ชนะคู่ต่อสู้ได้ทั้งสี่คน
ในที่สุดก็ถึงคราวของซาดิก
เขาแทงอัศวินทั้งสี่คนตกจากหลังม้าอย่างสง่างามที่สุด
ดังนั้นจึงต้องมาดูกันว่าใครจะเป็นผู้ชนะเลิศ
ระหว่างเจ้าชายโอตามกับซาดิก
เจ้าชายโอตามทรงสวมเกราะสี่น้ำเงินสลับทอง
ขนนกที่ปักหมวกก็มีสีเดียวกัน
ส่วนชุดของซาดิกนั้นสีขาว
คนดูต่างเอาใจช่วยอัศวินสีน้ำเงิน
และอัศวินสีขาวก้ำกึ่งกัน
สำหรับพระราชินีอัสตาร์เต้นั้น
พระหทัยเต้นระทึกและเฝ้าสวดมนต์อ้อนวอนขอสวรรค์เบื้องบนให้อัศวินสีขาวเป็นผู้ชนะ |
......ผู้ชนะรอบแรกทั้งสองขี่ม้าสวนทางกันและหมุนตัวกลับอย่างคล่องแคล่วว่องไวยิ่งนัก
ต่างก็ใช้หอกแทงสวนกันได้อย่างสวยงาม
และทรงตัวอยู่บนอานม้าได้ดีจนใครต่อใคร
ยกเว้นพระราชินีต้องการให้มีพระราชาสององค์ในกรุงบาบิโลน
ในที่สุดเมื่อม้าทั้งสองตัวหมดแรง
และหอกทั้งสองด้ามหัก
ซาดิกก็ใช้กลยุทธ์อันชาญฉลาดนั่นคือ
เขาขี่ม้าอ้อมไปทางด้านหลังของอัศวินสีน้ำเงิน
แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งซ้อนหลัง
จับเอวเจ้าชายโอตามเหวี่ยงลงบนพื้นดิน
จากนั้นก็ไปนั่งบนอานแทน
แล้วขี่ม้าวนรอบเจ้าชายที่ทรงนอนอยู่บนพื้น
ทุกคนบนอัฒจันทร์ร้องตะโกนว่า |
......"อัศวินขาวเป็นผู้ชนะ" |
......เจ้าชายโอตามพิโรธจัด
ทรงลุกขึ้นยืนแล้วชักดาบออกมาซาดิกกระโดดลงจากหลังม้าถือดาบปลายงอนไว้ในมือ
ทั้งคู่ต่อสู้กันใหม่ตรงกลางลานประลองผลัดกันรุนผลัดกันรับอย่างสุดกำลังและอย่างคล่องแคล่วว่องไว
ขนนกที่ปักหมวก
หมุดประดับปลอกแขนทั้งสองข้าง
และโซ่ถักลายเกร็ดตรงตัวเสื้อเกราะถูกฟันอย่างรวดเร็วจนกระเด็นไปไกล
ต่างฟันทิ่มแทงกันซ้ายบ้างขวาบ้างตรงศีรษะบ้าง
ตรงหน้าอกบ้าง
ถอยบ้างรุกบ้าง
คุมเชิงบ้าง
ประชิดตัวกันบ้าง
โรมรันพันตูกันอย่างอุตลุต
แล้วก็ม้วนตัวออกจากกันราวกับงู
จากนั้นก็กระโจนสู้กันใหม่ราวกับราชสีห์
ทุกครั้งที่ดาบปะทะกันก็จะมีประกายไฟแลบแปลบปลาบ
ในที่สุดซาดิกก็หยุดตั้งสติครู่หนึ่ง
แล้วก็ฟันหลอกล่อจนได้ทีก็เข้าประชิดตัวโอตามเหวี่ยงให้ล้มลง
จนดาบกระเด็นหลุดจากมือโอตามร้องตะโกนว่า |
......"โอ้
ท่านอัศวินขาว!
ท่านสมควรครองกรุงบาบิโลน" |
......พระราชินีทรงโสมนัสเป็นล้นพ้น
ต่อจากนั้น
อัศวินน้ำเงินและอัศวินขาวก็ถูกนำกลับไปยังห้องพักของตนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ
ตามกติกาที่กำหนดไว้
แต่ละคนมีคนใบ้มาคอยรับใช้และบริการอาหาร
เราคงจะพอเดากันได้ว่าคนที่มาบริการซาดิกคือคนแคระใบ้ของพระราชินี
หลังจากนั้น
อัศวินแต่ละคนต่างคนต่างนอนจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้ชนะจะนำเอาตราคำขวัญของตนไปให้มหาราชครู
เพื่อเปรียบเทียบกันดูกับที่ทิ้งไว้ตอนสมัคร
และจะได้แสดงตัวให้รู้กันด้วยว่าเป็นผู้ชนะ |
......แม้จะมีความรัก
แต่ซาดิกก็นอนหลับเป็นตาย
ด้วยความเหนื่อยอ่อน
ส่วนอิโตบาดซึ่งนอนอยู่ห้องข้างๆ
กลับหลับไม่ลงเลย
เขาตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วเข้าไปในห้องของซาดิกหยิบเสื้อเกราะสีขาวและตราคำขวัญของซาดิกไป
ทิ้งเสื้อเกราะสีเขียวของตนไว้แทน
ย่างเข้าวันใหม่
อิโตบาดก็ไปหาราชครูอย่างภาคภูมิใจ
ประกาศว่าคนอย่างเขานี่แหละคือผู้ชนะ
ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อน
แต่ก็ต้องประกาศให้อิโตบาดเป็นผู้ชนะขณะที่ซาดิกยังคงนอนหลับอยู่
พระราชินีอัสตาร์เต้เสด็จกลับกรุงบาบิโลนด้วยความแปลกพระทัยและโทมนัสอย่างสุดซึ้ง
เมื่อซาดิกตื่นขึ้น
สนามประลองแทบจะว่างเปล่าเขาหาเสื้อเกราะไม่เจอมีแต่เสื้อเกราะสีเขียววางอยู่
จึงจำใจต้องสวมมันแทน
เพราะแถวนั้นไม่มีอะไรอื่นให้ใส่อีกแล้ว
เขารู้สึกทั้งพิศวง
ทั้งโมโหสวมเสื้อเกราะของอิโตบาดอย่างโกรธสุดขีด
แล้วก็เดินออกมาในชุดนี้ |
......คนที่ยังเหลืออยู่บนอัฒจันทร์และในสนามประลองโห่ใส่เข้า
แล้วพากันมุงดูเขาพร้อมกับเยาะเย้ยเขาซึ่งๆหน้า
ซาดิกไม่เคยได้รับความอับอายขายหน้าอย่างหนักเช่นนี้มาก่อน
เขาหมดความอดทน
ใช้ดาบฟันผู้ที่กล้ามายั่วยุเขาให้โกรธจนถอยห่างถอยไป
แต่ถึงกระนั้น
ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
เขาเข้าเฝ้าพระราชินีไม่ได้
และไม่อาจทวงเสื้อเกราะสีขาวซึ่งพระราชินีโปรดส่งให้มาประทานแก่เขาคืนได้
เพราะจะทำให้พระนางทรงมัวหมองไปด้วย
ด้วยเหตุนี้
ขณะที่พระราชินีทรงตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์โทมนัส
ซาดิกก็เปี่ยมไปด้วยความโกรธและความวิตกกังวล
เขาไปเดินเล่นบนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส
นึกปลงว่าดวงชะตาลิขิตให้เขาเกิดมามีแต่เคราะห์ร้ายไม่มีที่สิ้นสุด
เขาหวนคิดถึงโชคร้ายทั้งหลายแหล่
ตั้งแต่เรื่องผู้หญิงที่เกลียดชายตาเดียว
มาจนถึงเรื่องเสื้อเกราะ
พลางบ่นกับตนเองว่า |
......"นี่แหละผลของการตื่นสายเกินไป
ถ้าข้านอนน้อยกว่านี้
ข้าก็คงได้เป็นพระราชาของกรุงบาบิโลนไปแล้ว
และได้เป็พระสวามีของพระราชินีอัสตาร์เต้ด้วย
วิชาความรู้ต่างๆ
รวมทั้งคุณสมบัติทั้งหลาย
ตลอดจนความกล้าหาญของข้า
ไม่เห็นช่วยอะไรข้าเลยนอกจากทำให้ข้าประสบแต่โชคร้ายเท่านั้น" |
......ในที่สุด
ซาดิกก็หลุดปากพึมพำด่าพระผู้เป็นเจ้า
และอยากจะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในอำนาจปกครองของพระผู้เป็นเจ้าที่โหดร้าย
ชอบกดขี่ขมเหงคนดี
และปล่อยให้คนชั่วเช่นเจ้าอัศวินสีเขียว
มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
อีกอย่างเขาทุกข์ใจมากที่ต้องทนสวมเสื้อเกราะสีเขียว
ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาถูกโห่
ดังนั้น
พอมีพ่อค้าคนหนึ่งผ่านมา
เขาจึงขายมันไปถูกๆและซื้อเสื้อคลุมกับหมวกทรงกรวยจากพ่อค้ามาใส่แทน
ซาดิกเดินไปตามฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส
ในเครื่องแต่งกายชุดใหม่นี้
หัวใจเปี่ยมไปด้วยความหมดหวัง
และแอบด่าพระผู้เป็นเจ้าผู้ชอบลงโทษเขาเสมอมาอยู่ในใจ |