|
การนัดพบ
|
......ระหว่างที่ซาดิกเดินทางไปยังเมืองบัลซอรานั้น
พวกพระนิกายดาวได้ตกลงใจลงโทษเขา
ตามปกติเครื่องเพชรพลอยและเครื่องประดับทั้งหลายของบรรดาแม่หม้ายสาวที่พวกตนส่งไปเผาตัวเองบนเชิงตะกอนนั้นจะตกเป็นสมบัติของพวกตนตามสิทธิ์
พวกพระเห็นว่าซาดิกทำอุบายล่อพวกตนให้เสียผลประโยชน์นี้ไป
จึงขอให้เผาซาดิกเสีย
นับเป็นการทำโทษสถานเบา
พวกเขากล่าวหาซาดิกว่าเป็นคนมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกองทัพสวรรค์
จึงยื่นฟ้องเขาและสาบานว่าได้ยินเขาพูดว่า
ดวงดาวทั้งหลายไม่ตกลงไปในทะเล
คำกล่าวที่ดูหมิ่นศาสนาอย่างร้ายแรงเช่นนี้ทำให้คณะผู้พิพากษาตัวสั่น
และเกือบจะฉีกเสื้อผ้าของตนทิ้ง
เมื่อได้ยินถ้อยคำที่ต่อต้านศาสนาเช่นนั้น
พวกเขาคงจะทำจริงๆด้วย
ถ้าซาดิกมีเงินจ่ายค่าเสียหาย
แต่ทว่าแม้จะเศร้าสลดใจเป็นล้นพ้น
พวกเขาก็พอใจแค่ลงโทษให้ซาดิกถูกเผาให้ตายอย่างช้าๆ
เซตอครู้สึกหมดหวัง
เขาพยายามใช้อิทธิพลช่วยซาดิกเพื่อนรักแต่ไร้ผล
ในที่สุดก็ต้องอยู่เฉยๆ
ส่วนแม่หม้ายสาวอัลโมนานั้น
รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณซาดิกที่สอนให้รู้จักรสชาติของชีวิตเป็นอย่างดี
หล่อนตัดสินใจแน่วแน่ที่จะช่วยดึงเขาออกจากกองไฟที่เขาเคยบอกให้รู้ถึงความชั่วร้ายของมัน
หล่อนคิดวางแผนในใจเงียบๆ
ไม่ปริปากบอกผู้ใด
ซาดิกจะถูกประหารวันรุ่งขึ้น
หล่อนมีเวลาช่วยชีวิตเขาเพียงคืนเดียวเท่านั้น
ความที่หล่อนเป็นผู้หญิงใจบุญสุนทาน
และสุขุมรอบคอบหล่อนจึงดำเนินแผนการจนสำเร็จดังต่อไปนี้ |
......นางพรมน้ำหอม
แล้วแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แพงที่สุดและยั่วยวนที่สุด
เพื่อเสริมความงามให้เด่นสะดุดตายิ่งขึ้น
จากนั้นก็ขอเข้าพบหัวหน้าคณะพระนิกายดาวเป็นการส่วนตัวในที่ลับเมื่ออยู่ต่อหน้าพระชราน่าเคารพ
อัลโมนาก็เอ่ยว่า |
......"ท่านผู้เป็นบุตรชายคนโตของหมีใหญ่
พี่ชายของวัวกระทิงและญาติของหมาใหญ่
(ทั้งหมดนี้เป็นชื่อตำแหน่งของหัวหน้าคณะพระองค์นี้)
ข้าขอเล่าให้ท่านฟังถึงความละอายใจของข้าด้วยความไว้วางใจยิ่ง
ข้ากลัวเหลือเกินว่าได้ทำบาปอย่างมหันต์ที่ไม่ได้เผาตัวเองบนเชิงตะกอนของสามีข้า
อันที่จริงข้ามีอะไรที่จะต้องรักษาไว้อีกเล่า
มีแต่เนื้อหนังไม่จีรังและเหี่ยวย่นหมดแล้ว" |
......ว่าแล้วนางก็เลิกแขนเสื้อไหมยาวทั้งสองข้าง
เผยให้เห็นลำแขนกลมกลึง
สีขาวผุดผ่อง
พลางพูดว่า |
......หัวหน้าคณะพระนึกในใจว่า
มันมีค่ามากทีเดียว
ตาก็บอกปากก็ยืนยัน
โดยสาบานว่า ในชีวิตนี้ไม่เคยเห็นแขนสวยอย่างนี้มาก่อนเลย |
......แม่หม้ายสาวกล่าวกับพระว่า |
......"เฮ้อ
แขนอาจจะดูขี่เหร่น้อยกว่าส่วนอื่นๆ
ของร่างกาย
แต่ท่านจะต้องเห็นด้วยแน่ๆ
ว่าหน้าอกของข้านั้น
ไม่น่าสนใจเลย" |
......แล้วอัลโมนาก็เปิดให้เห็นหน้าอกสวยที่สุด
เท่าที่ธรรมชาติเคยสร้างมา
ยอดกุหลาบตูมที่อยู่บนปทุมถันสีงาช้างชูเด่นราวสีชาดบนต้นแก้ว
และแม้แต่แกะสีขาวที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จๆ
ใหม่ ยังดูเป็นสีน้ำตาลอ่อน
เมื่อเทียบกับความขาวนวลของถันทั้งคู่หน้าอกเอย
ตาโตดำขลับละห้อยคู่นั้นที่เปล่งประกายไฟอ่อนๆ
เอย
ตลอดจนแก้มทั้งสองข้างที่มีสีสันสดใสด้วยสีแดงกำมะหยี่สุดสวยเจือสีขาวของน้ำนมแสนบริสุทธิ์
และจมูกที่ไม่เหมือนหอคอยแห่งเทือกเขาเลบานอน
รวมทั้งริมฝีปากประดุจขอบประการังที่ห่อหุ้มไข่มุกเม็ดสวยที่สุดของทะเลอาระเบีย
ทั้งหมดนี้ทำให้พระครูเฒ่าคิดว่าตนเองอายุแค่สิบปี
และเอ่ยคำสารภาพรักออกมาตะกุกตะกัก
พออัลโมนาเห็นพระหน้ามืดเต็มที่แล้วก็เอ่ยปากขออภัยโทษให้กับซาดิกทันที |
......พระตอบว่า |
......"อนิจจา
แม่นางคนสวยของข้า
ถึงข้าจะอภัยโทษให้เขาด้วยเห็นแก่เจ้า
ความใจดีของข้าก็ไม่เกิดประโชยน์อะไรเพราะจะต้องมีพระร่วมนิกายเซ็นชื่อรับรองด้วยอีกสามองค์" |
......อัลโมนากล่าวว่า |
......"อย่างไงๆ
ก็ขอให้ท่านช่วยเซ็นให้หน่อยเถอะ" |
......พระพูดว่า |
......"ด้วยความยินดียิ่ง
แต่มีเงื่อนไขว่าเจ้าจะต้องมอบตัวของเจ้าเป็นค่าตอบแทนที่ข้าอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้านะ" |
......อัลโมนาตอบว่า |
......"ท่านให้เกียรติข้ามากเกินไปแล้ว
ถ้าจะให้เหมาะ
ท่านจงไปหาข้าในห้องนอนหลังพระอาทิตย์ตกดิน
เมื่อดาวพระศุกร์อันแจ่มจรัสโผล่พ้นขอบฟ้า
ข้าจะรอท่านอยู่บนแท่นที่นอนปูพรมสีชมพู
จากนั้นท่านจะทำอะไรกับคนรับใช้ของท่านก็ได้ตามใจชอบ |
......กล่าวจบ
นางก็ออกไปพร้อมกับลายเซ็นต์
ปล่อยให้พระครูเฒ่าซึ่งเต็มไปด้วยความใคร่
และความไม่สนใจในพละกำลังของตนไว้ตามลำพัง
แกใช้เวลาที่เหลืออาบน้ำขัดสีฉวีวรรณทั้งวัน
แล้วก็ดื่มเหล้าดองอบเชยจากสิงหลทวีป
และเครื่องเทศที่มีค่ายิ่งจากทิดอร์และแตนัท
จากนั้นก็รอด้วยความกระวนกระวายใจว่า
เมื่อไหร่ดาวพระศุกร์จะขึ้นเสียที |
......ระหว่างนั้น
นางอัลโมนาโฉมงามก็ไปหาพระองค์ที่สอง
พระองค์นี้พูดให้นางมั่นใจว่า
อันดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์
และดวงดาวทั้งหลายบนฟากฟ้านั้น
เปรียบเสมือนหิ่งห้อยเมื่อเทียบกับความงามทรงเสน่ห์ของนาง
อัลโมนาขออภัยโทษให้ซาดิกเช่นเดิม
พระก็ขอให้นางมีรางวัลตอบแทนเช่นเดียวกับพระองค์แรก
นางยอมตกลงและนัดให้พระองค์ที่สองไปหาตอนดาวลูกไก่ขึ้น
จากนั้นก็ไปหาพระองค์ที่สามและที่สี่ตามลำดับ
พร้อมกับขอลายเซ็นต์ชื่อทุกองค์
แล้วก็นัดพระแต่ละองค์ให้ไปหาตน
จากดาวหนึ่งไปอีกดาวหนึ่ง
จากนั้นก็ไปแจ้งคณะผู้พิพากษาให้มาที่บ้านของนาง
ด้วยมีเรื่องสำคัญ
เมื่อคณะผู้พิพากษามาถึงนางก็เลาลายเซ็นต์ชื่อพระทั้งสี่องค์ให้ดูและบอกว่า
พระเหล่านี้ได้ขายการอภัยโทษ
โดยเรียกร้องอะไรเป็นตอบแทน
เมื่อพระแต่ละองค์มาถึงตามเวลานัด
ต่างก็แปลกใจมากที่เห็นพระพวกเดียวกันอยู่ที่นั่นด้วย
และยิ่งประหลาดใจหนักขึ้นที่เห็น
คณะผู้พิพากษาอยู่ด้วย
มิหนำซ้ำเรื่องที่น่าอับอายของพวกตน
ยังถูกประจานต่อหน้าพวกเขาอีกด้วย
ในที่สุดซาดิกก็รอดชีวิต
ส่วนเซตอคนั้นติดใจในความฉลาดของอัลโมนามากเลยรับนางเป็นภรรยา |
......หลังจากที่หมอบลงแทบเท้าผู้ช่วยชีวิตคนสวยของเขาแล้ว
ซาดิกก็จากไป
เซตอคและซาดิกแยกจากกันพร้อมกับน้ำตาต่างสาบานกันว่าจะเป็นเพื่อนกันไปชั่วกัลปาวสาน
คนทั้งสองได้สัญญากันว่าใครที่ร่ำรวยเป็นคนแรกจะแบ่งสมบัติให้กับอีกคนหนึ่ง |
......ซาดิกเดินไปทางประเทศซีเรีย
ครุ่นคิดถึงพระราชินีอัสตาร์เต้ผู้นาสงสารไปพลาง
ตรึกตรองถึงโชคชะตาที่เล่นตลกและกลั่นแกล้งเขาไม่หยุดหย่อนไปพลาง
เขารำพึงว่า |
......"ให้ตายสิ!
"
ข้าต้องจ่ายค่าปรับจำนวนสี่ร้อยเหรียญทองเป็นค่าที่ได้เห็นแม่สุนัขเดินผ่านไป
ข้าถูกตัดสินให้ประหารชีวิตเพราะได้เขียนคำสรรเสริญพระราชาสี่บาทที่ไม่เอาไหนเลย
ข้าเกือบถูกรัดคอเพราะพระราชินีทรงมีรองพระบาทสีเดียวกับหมวกข้า!
ข้าถูกลดตัวให้ตกเป็นทาสเพราะได้ช่วยผู้หญิงที่ถูกตีและนี่ก็เกือบถูกเผา
เพราะได้ช่วยชีวิตแม่หม้ายสาวชาวอาหรับทุกคน!
" |