ถามมา-ตอบไป
 

คำถาม : คำว่า "วิชชาธรรมกาย" ไม่มีในพระไตรปิฎก
คำตอบ :

 คำว่า "วิชชาธรรมกาย" ไม่มีในพระไตรปิฎก ซึ่งคำนี้ก็ไม่มีจริงๆ ครับ แต่เราต้องแยกคำว่า "วิชชา" กับ "ธรรมกาย" ออกจากกัน คำว่า "ธรรมกาย" คงไม่ต้องพูดซ้ำเพราะได้กล่าวไว้ในหัวข้อ "หลักฐานเรื่องธรรมกาย"  แล้วว่ามีอยู่ หลายที่ และพอจะทราบอยู่แล้วว่าอยู่ที่ไหนบ้าง ส่วนคำว่า "วิชชา" แปลว่าความรู้แจ้ง ดังนั้น ความรู้อะไรที่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน เราจึงเรียกว่าวิชชาได้ทั้งสิ้น เช่นเราอาจเรียก "วิปัสนาวิชชา" ก็ได้ เหมือนใช้คำว่าวิชาเรียกวิชาการทางโลกเช่น วิชาคนิตศาสตร์ วิชาศีลธรรม ฯลฯ

วิชชาธรรมกาย ก็รวมถึงทั้ง วิชชา 3 วิชชา 8 ในพระพุทธศาสนานั่นเอง เพราะทุกๆ "วิชชา" ทางพระพุทธศาสนาต้องใช้ธรรมกายศึกษาทั้งสิ้น แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเรียกรวมๆว่า วิชชาธรรมกาย เพราะท่านใช้ธรรมกายค้นคว้าวิชชาใหม่ๆนอกจากวิชชา 3 วิชชา 8 ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ด้วย ตรงนี้ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่าวิชชาอะไรบ้างเพราะท่านไม่เปิดเผย จะรู้ก็รู้เพียงเลาๆ เท่านั้น แต่เรื่องนี้เราต้องเข้าใจว่าความรู้หรือวิชชาต่างๆที่พระพุทธเจ้านำมาสอนเทียบกับความรู้ที่ท่านตรัสรู้นั้น เปรียบเหมือนใบไม้ในหนึ่งกำมือ เมื่อเทียบกับใบไม้ในป่าใหญ่เท่านั้น

แต่หลวงพ่อท่านมีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ท่านจึงต้องรู้วิชชาให้มาก โดยค้นเข้าไปๆ จนกว่าความปรารถนาของท่านจะบรรลุผล  และขออย่ามองว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำจะเก่งเหนือกว่าพระพุทธเจ้านะครับ ท่านเป็นแค่สาวกคนหนึ่งในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ให้รู้ว่าความปรารถนาท่านยิ่งใหญ่ไม่เหมือนใครก็แล้วกันครับ ที่ต้องทิ้งท้ายตรงนี้เพราะคนที่ไม่รู้ชอบหาว่าผู้ปฏิบัติสายธรรมกายยกย่องให้หลวงพ่อเหนือกว่าพระพุทธเจ้า ซึ่งยืนยันว่าไม่จริงครับ

 ตราบใดที่เรายังไม่เชื่อว่ามีกายในกาย ก็จะคิดว่าธรรมกายนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา เป็นลัทธิใหม่ เป็นมิจฉาสมาธิ เป็นแค่นิมิต เป็นพวกนอกรีตนอกรอย ฯลฯ

 ขออธิบายเรื่องกายในกายอีกซักเล็กน้อย  เรื่องกายในกายนี้ใช่ว่าในพระไตรปิฎกจะไม่ได้พูดถึง ในสติปัฏฐาน 4 พูดไว้ชัดเจนเลยว่า ให้พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต  ธรรมในธรรม  เมื่อท่านบอกให้พิจารณากายในกายความหมายก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว ว่าให้พิจารณากายในกายไปเรื่อยๆ แสดงว่าในกายหนึ่งก็มีอีกกายหนึ่ง มีไม่รู้จบ กายแต่ละกายก็มีเวทนา จิต ธรรม ของกายนั้น ซึ่งก็ตรงกับหลักวิชชาธรรมกาย ที่เข้ากลางไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกายต่างๆ ไม่รู้จบ กายที่อยู่ภายในก็จะละเอียด บริสุทธิ์ กว่ากายที่อยู่ภายนอก ดีกว่า สุขกว่า ปราณีตกว่า เป็นชั้นๆไปอย่างนี้

 การเข้ากลาง กลางก็คือศูนย์กลางกาย เป็นทางไปนิพพาน ที่ท่านว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือที่เราแปลว่าเส้นทางสายกลางนั่นแหละ ทางสายกลางนี้มีความหมายควบทั้งสองอย่าง ทั้งทางหยาบและละเอียด ทางหยาบคือต้องไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป ต้องพอดีๆ ความหมายรวมทั้งกายและใจ กายก็ต้องไม่หย่อนไปทางด้านกามสุขมาก ไม่เคร่งไปทางทรมานกายมาก กายต้องสบายๆ ใจก็ต้องไม่วางใจเบาไปหย่อนไป ไม่ตั้งใจมากไปเครียดไป นี่เป็นความหมายทางหยาบ

ความหมายทางละเอียดคือ ทางไปมันอยู่ที่ศูนย์กลางกาย (ศูนย์กลางกายอยู่เหนือสะดือ 2 นิ้วมือ) เพราะถ้าไม่วางใจที่นี่ก็ไม่เจอธรรมกายนั่นเอง นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ให้นาค(เป็นสัตว์เดรัจฉานชนิดหนึ่ง)บวช แม้นาคจะมีฤทธิ์แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ แต่กายจริงๆของเขาเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ศูนย์กลางกายจึงไม่ได้อยู่เหนือสะดือสองนิ้วมือเหมือนมนุษย์ แม้บวชก็ไม่สามารถบรรลุธรรม ท่านจึงห้ามบวช (มีระบุตอนขอบวช อุปัชฌาย์จะถามว่า มนุโสสิ เป็นมนุษย์หรือเปล่า เพราะจริงๆไม่น่าถาม เพราะตาก็เห็นอยู่แล้วว่าเป็นมนุษย์) ข้อนี้จะเห็นว่าถ้ามัชฌิมาปฏิปทา มีความหมายแค่หยาบๆ นาคก็ต้องบรรลุธรรมได้แน่นอน เพราะนาค ก็ทำทาน รักษาศีล ทำภาวนาได้ แถมกิเลสบางทีเบาบางกว่ามนุษย์เสียอีก

 ไปนิพพานมันเลยยากอย่างนี้  เพราะถ้าไปง่ายๆ พระพุทธเจ้าคงไม่ต้องสั่งสมบารมีอย่างน้อยตั้ง 20, 40, 80 อสงไขย ยุคสมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ตามหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎก ก็ปรากฏมี ดาบส ฤาษีมากมายบำเพ็ญสมาธิจนได้ฌาน ฤาษีเหล่านั้นก็สละแล้วซึ่งกาม บางรูปก็ไม่ได้ทรมานกายอะไร เหมือนดังพระเวสสันดร หากมัชฌิมาปฏิปทา มีความหมายแค่การดำรงตน ไม่ให้ตึงไม่ให้หย่อนเกินไป พระเวสสันดร เอย อาฬารดาบสเอย อุทกดาบสเอย คงไปนิพพานได้ไม่ยาก เพราะแต่ละท่านก็เห็นทุกภัย ในวัฏฏสงสารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้ออกบวช

แต่ที่อาจารย์ทั้งสองไม่บรรลุก็เพราะไม่รู้ที่จดใจหรือที่วางใจหรือฐานที่ตั้งของใจนั่นเอง ดังมีปรากฏในพระไตรปิฎกหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว คนแรกที่พระพุทธเจ้าคิดจะไปโปรดไม่ใช่ปัญจวัคคีย์  แต่เป็นอาฬารดาบสกับอุทกดาบสต่างหาก ทำไมท่านคิดอย่างนั้น ทั้งๆที่ปัญจวัคคีย์เคยปวารณาท่านไว้ก่อนด้วยซ้ำว่าถ้าบรรลุธรรมให้สอนพวกท่านก่อน

ก็เพราะว่าอาจารย์เก่าทั้งสองของท่าน ได้บรรลุแล้วถึงฌาน 7 ฌาน 8 แสดงว่าจิตเป็นสมาธิแล้วดีมาก แต่วางใจไม่ถูกที่จึงติดแค่อรูปฌานไม่พบพระธรรมกาย เมื่อไม่พบธรรมกายก็ไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน ท่านจึงคิดว่าสองท่านนี้มีกิเลสเบาบางแล้วมาก แค่แนะนิดหน่อยคงบรรลุธรรมไม่ยาก แต่ท่านทั้งสองได้ตายไปเป็นอรูปพรหมเสียก่อน(คิดว่าตัวเองบรรลุนิพพานเหมือนกัน)  ท่านอัญญาโกณฑัญญะ จึงเป็นพระอริยะสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนาแทน
 

(กลับไปหน้าคำถาม)

หากมีข้อเสนอแนะหรือคำถาม ติดต่อผมได้ที่
somchet@bigfoot.comหรือ ICQ เลขที่ 7965250
 
สารบัญ
 
 


 

1