กลับหน้าสารบัญ

จังหวัดร้อยเอ็ด

ร้อยเอ็ดเพชรอีสาน  พลาญชัยบึงงาม  เรืองนามพระสูงใหญ่  ผ้าไหมชั้นดี  สตรีโสภาา  ทุ่งกุลาสดใส  งามใหญ่บุญผะเหวด

ข้อมูลการเดินทางทั่วประเทศ

สถานที่ท่องเที่ยว

งานประเพณี          สถานที่พัก

การเดินทาง

   ร้อยเอ็ดเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของภาคอีสานมานานกว่า 200 ปีอดีตเคยเป็นเมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองมาก  ชื่อว่า  สาเกตุนคร  มีประตูเข้าเมือง 11 ประตู  เมืองขึ้น 11 เมือง  แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ มากมายเมืองร้อยเอ็ดเป็นเมืองแห่งบึงพลาญชัย  และมีส่วนหนึ่งของทุ่งกุลาร้องไห้  ที่มีชื่อเสียง  ซึ่งมีเนื้อที่กว้างใหญ่ถึงสองล้านไร่เศษ  ขณะนี้กำลังได้รับการพัฒนาเพื่อให้เป็นแผ่นดินแห่งความอุดมสมบูรณ์ จนแทบจะหาร่องรอยแห่งอดีตไม่พบ

   ประวัติศาสตร์ของเมืองร้อยเอ็ดเริ่มปรากฏขึ้นในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย  โดยมีเจ้าลาวจากนครจัมปาศักดิ์ได้เดินทางมาตั้งบ้านเรือนในบริเวณที่เป็นอำเภอสุวรรณภูมิในปัจจุบัน  ต่อมาได้มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระบรมราชาที่ 3  แห่งกรุงศรีอยุธยา  ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ย้ายเมืองใหม่มาตั้งที่บริเวณเมืองร้อยเอ็ดปัจจุบัน  ส่วนเมืองสุวรรณภูมิเดิมก็ยังคงมีอยู่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 3  เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์คิดกบฏต่อกรุงเทพฯ  ได้ยกทัพเข้ามาตีหัวเมืองรายทางจนถึงนครราชสีมา  แต่ก็ถูกทัพไทยตีแตกพ่ายไปในที่สุด

   นอกจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว  ยังพบหลักฐานทางโบราณคดีแสดงการอยู่อาศัยของคนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เช่นกัน  และรวมทั้งเคยเป็นดินแดนที่อยู่ในเขตอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณ  เพราะพบโบราณสถานแบบขอมหลายแห่ง  เช่น  กู่พระโกนา  อำเภอสุวรรณภูมิกู่กาสิงห์  อำเภอเกษตรวิสัย  ปรางค์กู่  อำเภอธวัชบุรี  เป็นต้น

    ร้อยเอ็ดมีเนื้อที่ 8,299.4  ตารางกิโลเมตร  และแบ่งการปกครองออกเป็น 17 อำเภอ  และ 2 กิ่งอำเภอ  คือ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด  อำเภอเกษตรวิสัย  อำเภอปทุมรัตน์  อำเภอจตุรพักตร์พิมาน  อำเภอธวัชบุรี  อำเภอพนมไพร  อำเภอโพนทอง  อำเภอเสลภูมิ  อำเภอสุวรรณภูมิ  อำเภออาจสามารถ  อำเภอหนองพอก  อำเภอเมืองสรวง  อำเภอโพธิ์ชัย  อำเภอโพนทราย  อำเภอเมยวดี  อำเภอศรีสมเด็จ  อำเภอจังหาร  กิ่งอำเภอเชียงขวัญ  และกิ่งอำเภอหนองฮี

 

กลับด้านบน

 

 

 

 

 

สถานที่ท่องเที่ยว

อำเภอเมือง

    สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด    เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองอยู่หน้าศาลากลางจังหวัด  เปิดเมื่อปี  พ.ศ. 2529  มีเนื้อที่ประมาณ 225 ไร่  ตกแต่งบริเวณด้วยไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์  และต้นไม้น้อยใหญ่เพื่อให้ความร่มรื่น  จุดเด่นของสวนแห่งนี้อยู่ที่น้ำพุบริเวณใจกลางสวนที่พุ่งฉีดในระดับสูงหอนาฬิกากลางเมืองสีขาวสวยเด่น เป็นสง่าแก่เมืองร้อยเอ็ด มีอาคารอ่านหนังสือไว้สำหรับบริการประชาชน  สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลและพิธีการต่าง ๆ ของจังหวัด  เช่น งานปีใหม่

    บึงพลาญชัย    ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองร้อยเอ็ด  ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดมีลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่  มีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่  เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ  ตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกขนาดใหญ่  มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ร่มรื่น  และในบึงน้ำมีปลาชนิดต่าง ๆ หลายพันธุ์มากมาย  มีเรือสำหรับให้ประชาชนได้พายเล่นในบึง  นอกจากนั้นยังใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลของจังหวัด  รวมทั้งจัดมหรสพต่าง ๆ ภายในบึงพลาญชัยยังมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจ คือ
    ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  เป็นที่เคารพบูชาของชาวร้อยเอ็ด
    พระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่  กลางสวนดอกไม้
    พานรัฐธรรมนูญ  และนาฬิกาดอกไม้
    ภูพลาญชัย  มีลักษณะเป็นสวนสัตว์และน้ำตกจำลอง
    สนามเด็กเล่น   นกชนิดต่าง ๆ  และสวนสุขภาพ เป็นสวนออกกำลังกาย  เพื่อให้ประชาชนได้ออกกำลังกายอันเป็นการเสริมสร้างพลานามัยแก่ชาวร้อยเอ็ด

   วัดกลางมิ่งเมือง    ตั้งอยู่บนเนินในเมือง  เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างก่อนตั้งเมืองร้อยเอ็ด  ส่วนอุโบสถสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย  ในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา  ปัจจุบันเป็นสถานที่ศึกษาปริยัติธรรม  และสถานที่สอบธรรมสถาน  ชื่อ  โรงเรียนสุนทรธรรมปริยัติบริเวณผนังรอบอุโบสถมีลวดลายภาพวาด  แสดงถึงพุทธประวัติ  สวยงาม  และมีค่าทางศิลปะ

   วัดสระทอง  หรือวัดบึงพลาญชัย    ตั้งอยู่ภายในตัวเมืองเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระสังกัจจายน์  ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพสักการะสร้างในสมัยใดไม่ปรากฏเมื่อปี พ.ศ. 2325  พระยาขัตติยะวงษา  (ท้าวธน)  ซึ่งเป็นเจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนแรกได้พบพระองค์นี้เห็นว่ามีความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์มาก  จึงได้นำมาประดิษฐานที่วัดสระทองและยกให้เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองในอดีตข้าราชการ ทุกคนต้องมาสาบานตนต่อหน้าหลวงพ่อว่าจะซื่อสัตย์ต่อบ้านเมืองเป็นประจำทุกปี

   วัดบูรพาภิราม    อยู่ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด  เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี  ชนิดสามัญเดิมชื่อ  วัดหัวรอ  ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น  วัดบูรพาภิรามมีพระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในโลกคือ  พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี  หรือหลวงพ่อใหญ่  สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก  ที่ฐานพระพุทธรูปองค์นี้เป็นห้องพิพิธภัณฑ์จำนวนหลายห้อง  ความสูงขององค์พระวัดจากพระบาทถึงยอดเกศสูงถึง 59 เมตร  20 เซนติเมตร  และมีความสูงทั้งหมด 67 เมตร 85 เซนติเมตร  นอกจากนี้หลวงพ่อใหญ่ยังเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด  และปรากฏอยู่ในคำขวัญของเมืองร้อยเอ็ดด้วย  ด้านทิศตะวันออกของบริเวณวัดอยู่ติดกับคูรอบเมืองสมัยเก่า  ซึ่งเป็นที่สร้างศาลาศาลเจ้าพ่อมเหศักดานุภาพซึ่งชาวเมืองร้อยเอ็ดเคารพนับถือมาก

อำเภอธวัชบุรี  (ทางหลวงหมายเลข 23)

   ปรางค์กู่หรือปราสาทหนองกู่    ตั้งอยู่ที่บ้านยางกู่  ตำบลมะอี  อำเภอธวัชบุรี  จังหวัดร้อยเอ็ด  การเดินทางจากจังหวัดร้อยเอ็ด  ตามทางหลวงสาย 23  หรือสายร้อยเอ็ด-ยโสธร  ประมาณ 10 กิโลเมตร  ถึงที่ว่าการอำเภอธวัชบุรี  ฝั่งตรงข้ามมีทางลูกรังแยกซ้ายไปปรางค์กู่  ระยะทาง 6 กิโลเมตร  หรือใช้เส้นทางร้อยเอ็ด-โพนทอง  ทางหลวงสาย 2044  ไปประมาณ 8 กิโลเมตร  มีทางแยกขวาไปปรางค์กู่อีก 1 กิโลเมตร  (เส้นทางนี้สะดวกกว่าเส้นทางแรก)

   ปรางค์กู่  คือ  กลุ่มอาคารที่มีลักษณะแบบเดียวกันกับอาคารที่เชื่อกันว่า  คือ  อโรคยาศาลตามที่ปรากฏในจารึกปราสาทตาพรหมอันประกอบด้วยปรางค์ประธาน  บรรณาลัย  กำแพงพร้อมซุ้มประตูและสระน้ำนอกกำแพง  โดยทั่วไปนับว่าคงสภาพเดิมพอควร  โดยเฉพาะปรางค์ประธานชั้นหลังคาคงเหลือ 3 ชั้น  และมีฐานบัวยอดปรางค์อยู่ตอนบน  อาคารอื่น ๆ แม้หักพังแต่ทางวัดก็ได้จัดบริเวณให้ดูร่มรื่นสะอาดตา นอกจากนี้ภายในกำแพงด้านหน้าที่มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ ยังพบโบราณวัตถุอีกหลายชิ้นวางเก็บรักษาไว้ใต้อาคารไม้  ได้แก่ทับหลังหินทราย  สลักเป็นภาพบุคคลนั่งบนหลังช้างหรือวัว  ภายในซุ้มเรือนแก้วหน้ากาล  จากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม  กล่าวว่าเป็นทับหลังหน้าประตูมุขของปรางค์ประธาน  เสากรอบประตู 2 ชิ้น  ชิ้นหนึ่งมีภาพสลักรูปฤาษีที่โคนเสาศิวลึงค์ขนาดใหญ่  พร้อมฐานที่ได้จากทุ่งนาด้านนอกออกไป  และชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์  ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นฐานของพระสังกัจจายน์ปูนปั้น  กำหนดอายุว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 18

   บ้านหวายหลึม    ตั้งอยู่ที่ตำบลมะบ้า  อำเภอธวัชบุรี  บนเส้นทางสายร้อยเอ็ด-ยโสธร  ตรงหลักกิโลเมตรที่ 145-146  ห่างจากตัวเมืองร้อยเอ็ด  25 กิโลเมตร  เป็นหมู่บ้านทอผ้าไหม  มีการจัดตั้ง  "กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต"  เป็นศูนย์รวมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์  ตั้งอยู่ที่บ้านคุณอำพร  ทองธิสาร  84  หมู่ 6  ซอย 1  บ้านหวายหลึม  ตำบลมะบ้า  อำเภอธวัชบุรี

อำเภอเกษตรวิสัย  (ทางหลวงหมายเลข 215, 214)

   กู่กาสิงห์    ตั้งอยู่ในวัดบูรพากู่กาสิงห์  ตำบลกู่กาสิงห์  อำเภอเกษตรวิสัย  สามารถเดินทางได้ 2 ทางคือ  ใช้เส้นทางร้อยเอ็ด-เกษตรวิสัย  ทางหลวง 214 ระยะทาง 47 กิโลเมตร  เดินทางต่อไปตามทางหลวงสายเกษตรวิสัย-สุวรรณภูมิ  ประมาณ 10 กิโลเมตร  มีทางแยกขวากู่กาสิงห์เป็นระยะทางอีก 10 กิโลเมตร  หรืออาจใช้เส้นทางร้อยเอ็ด-สุวรรณภูมิ-สุรินทร์  (ทางหลวง 215  ต่อด้วย 214)  ระยะทาง 60 กิโลเมตร  ถึงวัดกู่พระโกนา  ด้านตรงข้ามวัดมีทางแยกไปกู่กาสิงห์  ระยะทางอีก 18 กิโลเมตร   กู่กาสิงห์  เป็นสถาปัตยกรรมแบบเขมรอีกแห่งหนึ่ง  มีขนาดค่อนข้างใหญ่และยังอยู่ในสภาพดีพอควร  ขณะนี้หน่วยศิลปากรที่ 6  กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะให้เห็นสภาพชัดเจนสวยงามยิ่งขึ้น  เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในภาคอีสาน  ประกอบด้วย ปรางค์ 3 องค์ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน  มีวิหาร  หรืออาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียกว่าบรรณาลัย  อยู่ทางด้านหน้าทั้งสองข้าง  ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งมีซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ  ถัดออกไปเป็นคูน้ำรูปเกือกม้าล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง

   ปรางค์ประธานหรืออาคารหลักที่มี 3 องค์นั้น  ตั้งเรียงอยู่บนฐานเดียวกันในแนวเหนือ-ใต้  แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส  หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าอีกสององค์ที่ขนาบข้าง และมีมุขยื่นทางด้านหน้าเป็นห้องยาว  มีประตูทางเข้า 3 ทาง  คือด้านหน้าและด้านข้างของห้องยาวทั้งสอง  ส่วนฐานขององค์ปรางค์ก่อด้วยศิลาทรายยังคงปรากฏลวดลายสลักเป็นชั้นเป็นแนว  เช่น  ลายกลีบบัวและลายกนก  ผนังก่ออิฐ ที่ห้องในสุดหรือส่วนครรภคฤหะได้ค้นพบศิวลึงค์ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพสูงสุด  (พระอิศวร)  และความอุดมสมบูรณ์ตามลัทธิความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย  นอกจากนี้ยังพบทับหลังอีกหลายชิ้น  ชิ้นหนึ่งสลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณในซุ้มเรือนแก้ว  โดยยืนอยู่เหนือหน้ากาลซึ่งมีมือยึดจับท่อนพวงมาลัยอีกทีหนึ่ง  และยังได้พบซุ้มหน้าบันสลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณท่ามกลางลายก้านขดอีกด้วย  ส่วนปรางค์อีกสององค์ที่ขนาบนั้นมีขนาดและลักษณะเดียวกัน  ฐานก่อด้วยศิลาทราย  ผนังก่ออิฐมีประตูเพียงด้านหน้า  ภายในมีแท่นรูปเคารพวางอยู่    จากลวดลายของศิลปกรรม  แบบแผนผังและโบราณวัตถุที่พบแสดงให้ทราบว่า  กู่กาสิงห์สร้างขึ้นในแบบศิลปะเขมรที่เรียกว่า  "แบบบาปวน"  อายุราว  พ.ศ. 1560-1630  เพื่อเป็นเทวสถานอุทิศถวายแด่พระอิศวร  เทพเจ้าสูงสุดองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์

อำเภอสุวรรณภูมิ  (ทางหลวงหมายเลข 215, 202, 214)

   กู่พระโกนา    ตั้งอยู่ที่บ้านกู่  วัดกู่พระโกนา  หมู่ 2  ตำบลสระคู  การเดินทาง  จากจังหวัดร้อยเอ็ดเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 215  ผ่านอำเภอเมืองสรวง  อำเภอสุวรรณภูมิ  จากนั้นเข้าสาย 214  ไปประมาณ 12 กิโลเมตรถึงกู่พระโกนา  ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตรจากจังหวัด ปัจจุบันมีวัดสร้างอยู่  ในบริเวณเดียวกันมีถนนเป็นทางแยกเข้าไปทางด้านซ้ายมือ  ด้านหน้าเป็นสวนยาง กู่พระโกนา  ประกอบด้วย ปราค์อิฐ 3 องค์บนฐานศิลาทรายเรียงจากเหนือ-ใต้ทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  มีกำแพงล้อมและซุ้มประตูเข้าออกทั้ง 4 ด้าน  ก่อด้วยหินทรายเช่นกัน

   ปรางค์องค์กลาง  ถูกดัดแปลงเมื่อ พ.ศ. 2471  โดยการฉาบปูนทับและก่อขึ้นเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นมีซุ้มพระทั้ง 4 ทิศ  หน้าปรางค์องค์กลางชั้นล่างสร้างเป็นวิหารพระพุทธบาทประดับเศียรนาค 6 เศียรของเดิมไว้ด้านหน้าส่วนปรางค์อีก 2 องค์ก็ได้รับการบูรณะจากทางวัดเช่นกัน  แต่ไม่ถึงกับเปลี่ยนรูปทรงอย่างปรางค์องค์กลาง

   ปรางค์องค์ทิศเหนือทางวัดสร้างศาลาครอบ  ภายในมีหน้าบันสลักเรื่องรามายณะ  และทับหลังสลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ติดอยู่ที่เดิมคือเหนือประตูทางด้านหน้า  ส่วนทับหลังประตูด้านทิศตะวันตกหล่นอยู่บนพื้นเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ

   ปรางค์องค์ทิศใต้  ยังคงมีทับหลังของเดิมเหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือเป็นภาพเทวดานั่งชันเข่า ในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล  นอกจากนี้ทางด้านหน้ายังมีทับหลังหล่นอยู่ที่พื้นเป็นภาพพระอิศวรประทับนั่งบนหลังโคและมีเสานางเรียงวางอยู่ด้วย  สันนิษฐานว่า  กู่พระโกนาเดิมจะมีสะพานนาคและทางเดินประดับเสานางเรียงทอดต่อไปจากซุ้มประตูหน้าไปยังสระน้ำ  หรือบารายซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร  จากรูปแบบลักษณะทางศิลปกรรมทั้งหมดของภาพสลัก  และเสากรอบประตูซึ่งเป็นศิลปะขอมที่มีอายุในราว พ.ศ. 1560-1630  (แบบบาปวน)  สันนิษฐานว่ากู่พระโกนาคงจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16

อำเภอเสลภูมิ  (ทางหลวงหมายเลข 23)

   บึงเกลือ    (บุ่งเกลือ)  อยู่ในเขตตำบลเมืองไพร  อำเภอเสลภูมิ  ห่างจากตัวอำเภอเสลภูมิไปทางทิศตะวันออกประมาณ 10 กิโลเมตร  เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่  มีเนื้อที่ 7,500 ไร่  ในบึงน้ำแห่งนี้มีน้ำขังตลอดปี  ริมบึงมีหาดทรายขาวสะอาด  กว้างขวาง  ในวันหยุดจะมีนักท่องเที่ยวเข้าท่องเที่ยวพักผ่อนกันมากมาย  ซึ่งจะมีอาหารชนิดปิ้ง  ทอดไว้บริการ

อำเภอโพนทอง  (ทางหลวงหมายเลข 2044, 2136) 

   แหลมพยอม    เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ  อยู่บริเวณทิศตะวันออกของบึงโพนทอง  ซึ่งเป็นแหล่งน้ำกว้างใหญ่  มีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่  อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอโพนทองไปทางทิศตะวันออก  (ถนนสายอำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก)  ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร

อำเภอหนองพอก  (ทางหลวงหมายเลข 2044, 2136)

   วนอุทยานผาน้ำย้อย    (พุทธอุทยานอีสาน)  ตั้งอยู่ที่บ้านโคกกลาง  ตำบลผาน้ำย้อย  อำเภอหนองพอก  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอเดินทางโดยรถยนต์สายร้อยเอ็ด-อำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก  ระยะทาง 62 กิโลเมตร  จากตัวเมืองร้อยเอ็ด  ตามทางหลวงหมายเลข 2044 และ 2136 ซึ่งมีสถานที่น่าสนใจได้แก่

   ผาน้ำย้อย    เป็นผาหินขนาดใหญ่ซึ่งมีน้ำไหลตกและซึมตลอดปีอยู่บนภูเขาเขียว  บ้านโคกกลาง  ตำบลโคกสว่าง  มีเนื้อที่ป่ารอบ ๆ บริเวณหน้าผาพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่  เป็นป่าไม้เนื้อแข็งนานาชนิด  นับเป็นป่าที่มีค่าและหายากอย่างยิ่ง  มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลายชนิด  เช่น  หมูป่า  เก้ง  กวาง  ไก่ป่า  ฯลฯ

   ผาน้ำย้อย  อยู่สูงจากระดับพื้นดินประมาณ 200 เมตร  และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 380-500 เมตร  เป็นภูเขาแบ่งพรมแดนระหว่างอำเภอหนองสูง  จังหวัดมุกดาหาร  และอำเภอกุฉินารายณ์  จังหวัดกาฬสินธุ์

   บนเขาลูกนี้มีวัดอยู่วัดหนึ่งสร้างในพื้นที่ 2,500 ไร่  ตามไหล่เขามีศาลาการเปรียญที่ใหญ่โตมาก  มีขนาดกว้าง 40 เมตร  ยาว 80 เมตร  วัดนี้มีชื่อว่า  "วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม"  โดยมีพระอาจารย์ศรีมหาวิโร  ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น  ภูริทัต  เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง

   พระมหาเจดีย์ชัยบาดาล    เป็นพระเจดีย์ที่ใหญ่องค์หนึ่งของประเทศไทย มีความกว้าง 101 เมตร  ความยาว 101 เมตร  ความสูง 101 เมตร  สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่  เป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ซึ่งตัวองค์พระธาตุได้แบ่งเป็น 5 ชั้น  และได้ตกแต่งลวดลายงดงามวิจิตรของศิลปะยุคใหม่และยุคเก่า  ผสมเป็นศิลปะร่วมสมัยที่หาดูได้ยาก  พระมหาเจดีย์ชัยบาดาลนี้ตั้งอยู่ในบริเวณวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม

   สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดี    เป็นโครงการสวนพฤกษศาสตร์ในวรรณคดี  ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ตั้งอยู่ในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติดงมะอี่  ตำบลผาน้ำย้อย  อำเภอหนองพอก  ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 85 กิโลเมตร  มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่  เป็นเนื้อที่สำหรับปลูกต้นไม้แบ่งตามวรรณคดี  เช่น  เรื่องพระเวสสันดร  ลิลิตพระลอ  ลิลิตตะเบงพ่าย  ลานพุทธประวัติ ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรแยกตามสรรพคุณ  บริเวณสวนมีสภาพภูมิประเทศสวยงาม

   ทุ่งกุลาร้องไห้    เป็นทุ่งกว้างใหญ่ของภาคอีสาน  มีอาณาเขตครอบคลุมถึง 5 จังหวัด  คือ  ในแนวทิศเหนือนั้นครอบคลุมอำเภอปทุมรัตน์  อำเภอเกษตรวิสัย  และอำเภอสุวรรณภูมิ ของจังหวัดร้อยเอ็ด  ในแนวทิศใต้มีลำน้ำมูลทอดยาวตลอดพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี  อำเภอท่าตูม  จังหวัดสุรินทร์  ในแนวทิศตะวันตกผ่านอำเภอพุทไธสง  จังหวัดบุรีรัมย์  อำเภอมหาชนะชัย  จังหวัดยโสธรและอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยของจังหวัดมหาสารคาม  ซึ่งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ประมาณ 3 ใน 5 นั้นอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด  ทุ่งกุลาร้องไห้มีเนื้อที่กว้าง 2,107,681 ไร่

   สาเหตุที่ทุ่งกว้างแห่งนี้ได้ชื่อว่าทุ่งกุลาร้องไห้นั้น  ก็ด้วยมีเรื่องเล่ากันว่าพวกกุลาซึ่งเป็นพวกที่เดินทางค้าขายระหว่างเมืองต่าง ๆ ในสมัยโบราณได้ชื่อว่าเป็นนักต่อสู้  คือ  มีความเข้มแข็งอดทนเป็นเยี่ยมแต่เมื่อพวกกุลาเดินทางมาถึงทุ่งนี้  ได้รับความทุกข์ยากเป็นอันมากจนถึงกับร้องไห้  เพราะตลอดทุ่งนี้ไม่มีน้ำหรือต้นไม้ใหญ่เลย ฤดูแล้งแผ่นดินก็แห้งแตกระแหง  ปัจจุบันท้องทุ่งอันกว้างใหญ่นี้ได้รับการพัฒนาจากส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ บางแห่งก็ทำการเกษตรกรรม  บางแห่งก็ใช้เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ซึ่งนับแต่จะมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ ศูนย์พัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ห่างจากที่ว่าการอำเภอสุวรรณภูมิ 6 กิโลเมตร  เลยกู่พระโกนาไปเล็กน้อย

 

กลับด้านบน

 

 

 

 

เทศกาล - งานประเพณี

ประเพณีกินข้าวปุ้นบุญผะเหวด     -   หรือที่ทางภาคกลางเรียกว่าบุญมหาชาติ  จัดบริเวณสวนสมเด็จ และบึงพลาญชัย ในวันที่ 1 - 2 มีนาคม เป็นงานบุญที่พระเทศน์มหาเวสสันดรชาดก หรือเทศน์มหาชาติ    มีการแก่ขบวนผะเหวด 13 ขบวน  เทศกาลกินข้าวปุ้น (ขนมจีน)  และมีการประกวดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น บายศรีสู่ขวัญ   

ประเพณีการแข่งเรือ    -    เป็นงานประเพณีที่สำคัญของจังหวัด  จัดขึ้นทุกปีที่บึงพลาญชัย ในราวปลายเดือนธันวาคม

ประเพณีบุญบั้งไฟ  -   จัดที่อำเภอต่างๆ ในช่วงเดือนหกถึงเดือนเจ็ด มีขบวนแห่บั้งไฟที่สวยงาม แสดงถึงประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้าน  โดยเฉพาะที่อำเภอพนมไพร และอำเภอสุวรรณภูมิ จะจัดขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่สวยงามมาก

ประเพณีแห่เทียนพรรษา    จัดขึ้นในวันอาสาฬหบูชาของทุกปี  ณ  บริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์  โดยขบวนแห่บั้งไฟซึ่งจัดอย่างสวยงาม  แสดงถึงประเพณีและวัฒนธรรมพื้นบ้าน  โดยเฉพาะที่อำเภอพนมไพร  และอำเภอสุวรรณภูมิ  มีขบวนแห่ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้ระดับจังหวัดประชาชนภายในจังหวัด และจังหวัดข้างเคียงได้เดินทางมาชมเป็นจำนวนมาก

 

กลับด้านบน

 

 

 

 

สถานที่พัก

  รหัสทางไกล 043

   เพชรรัตน์    60-104  ถนนหายโศรก  โทร. 511741 ,511937 ,514058  จำนวนห้อง  151 ห้อง  ราคา 280-750 บาท

   แพรทอง    45-47  ถนนเพลินจิต  โทร. 511127  จำนวน 59 ห้อง  ราคา 110-200 บาท

   ร้อยเอ็ดธานี    511/8-10  ถนนผดุงพานิช  โทร. 520387-400  โทรสาร 520401  จำนวน 167 ห้อง  ราคา 1,647-8,239 บาท

   โรงแรม 99    100-104  ถนนสุนทรเทพ  โทร. 511035, 513985-6  จำนวน 34 ห้อง  ราคา 150-300 บาท

   สายทิพย์    60-62  ถนนสุริยเดชบำรุง  โทร. 514028, 511742  จำนวน 66 ห้อง  ราคา 200-300 บาท

   ไหมไทย    99  ถนนหายโศรก  โทร. 511136, 512277-9  จำนวน 84 ห้อง  ราคา 670-1,700 บาท

 

กลับด้านบน

 

 

 

 

การเดินทาง

    ทางรถยนต์    เส้นทางที่สะดวกและสั้นที่สุด  คือใช้เส้นทางกรุงเทพฯ  ผ่านสระบุรี-นครราชสีมา-บ้านไผ่-มหาสารคาม  ถึงจังหวัดร้อยเอ็ดใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง

ตรวจเช็คข้อมูลการเดินทางทั่วประเทศ

กลับด้านบน

1