|
พระพุทธปฏิมาของไทย
ราศี บุรุษรัตนพันธุ์
คติการสร้างพระพุทธรูป
การสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นรูปเคารพรำลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ และสั่งสอนเผยแพร่ ได้เริ่มขึ้นในแคว้นคันธารราฐประเทศอินเดียอันเป็นแหล่งกำเนิดแห่งพระพุทธศาสนา เมื่อประมาณเกือบ ๒,๐๐๐ ปี ซึ่งเป็นกาลสมัยหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วเป็นเวลายาวนานประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ ปี
ในชั้นต้นพุทธศาสนิกชนในอินเดียได้สร้างศาสนสถานและรูปสัญลักษณ์ขึ้นแทนพระองค์เพื่อสักการะบูชา เช่น รูปธรรมจักร รูปต้นโพธิ์ หรือรอยพระพุทธบาท เป็นต้น ด้วยในยุคแรก ๆ นั้นคติของชาวอินเดียยังไม่นิยมสร้างรูปเคารพเป็นรูปบุคคล ประกอบกัีบพระพุทธบรรหารซึ่งทรงแสดงไว้แก่เหล่าสาวก เมื่อก่อนเสด็จเข้าสู่พระนิพพานที่ว่าพระธรรมจะเป็นสิ่งแทนพระองค์ต่อไป จึงยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูปในระยะเริ่มแรกพุทธกาล
แม้จะมีตำนานเกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูปซึ่งเรียกว่า พระแก่นจันทร์ ซึ่งกล่าวว่าพระเจ้าประเสนชิตแห่งกรุงโกศลราชได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง ด้วยไม้แก่นจันทร์แดงด้วยความรำลึกถึงพระพุทธองค์ในยามที่ยังทรงมีพระชนม์ชีพ และพระพุทธองค์ก็ทรงมีพุทธานุญาตให้พระพุทธรูปแก่นจันทน์องค์นั้น เป็นแบบอย่างการสร้างรูปเคารพเหมือนพระองค์ในครั้งหลังต่อไปได้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานโบราณวัตถุที่ประเทศอินเดีย มารับรองสอดคล้องกับตำนานพระแก่นจันทน์พอที่จะศึกษาแบบอย่างของพระพุทธรูปได้เลย
การสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นรูปเคารพในระยะเริ่มแรก ก็ได้สร้างลักษณะท่าทางเพื่อเป็นที่รำลึกถึงพระพุทธประวัติหรือเหตุการณ์ที่สำคัญซึ่งพุทธศาสนิกชนรำลึกถึง เช่น เมื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ก่อนตรัสรู้ก็สร้างพระพุทธรูปนั่งซ้อนพระหัตถ์เป็นกิริยาสมาธิ หรือเหตุการณ์เมื่อพระพุทธองค์ทรงชนะพญามาร ก็ทำให้เป็นพระพุทธรูปนั่งพระหัตถ์ขวาห้อยที่พระเพลาเพื่อแสดงว่าทรงชี้อ้างพระธรณีเป็นพยาน พระพุทธรูปทำจีบนิ้วพระหัตถ์เป็นรูปวงกลมเป็นที่รำลึกถึงการปฐมเทศนา นิ้วพระหัตถ์นั้นแทนรูปธรรมจักรหรืออาการหมุนวงธรรมจักร ตลอดจนพระพุทธรูปนอนก็เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อเสด็จเข้าสู่พระนิพพาน
การที่คนในยุคหลัง ๆ ต่อมาสร้างพระพุทธรูปเคารพรำลึกถึงพระพุทธเจ้าตามศรัทธาและเพื่อเป็นพุทธานุสตินั้น ก่อให้เกิดรูปปฏิมากรรมที่งดงามตามคติความนิยมของกลุ่มชนแต่ละหมู่เหล่า มีลักษณะทางศิลปกรรมและสิ่งประกอบต่างๆ แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นและยุคสมัย ประกอบกับในประเทศอินเดียเอง พระพุทธศาสนาก็เกิดอยู่คู่เคียงกับศาสนาอื่น ๆ โดยเฉพาะศาสนาฮินดูหรือศาสนาพรหมณ์ ซึ่งนิยมสร้างรูปเคารพเป็นเทพเจ้าองค์ต่างๆ มีกิริยาท่าทางต่างๆ หลายหลาก ชาวพุทธคงจะต้องการสร้างสรรค์รูปเคารพในพระพุทธศาสนาให้มากๆ แพร่หลายตามอย่างเทวรูปฮินดูบ้าง แต่ติดขัดด้วยพระพุทธองค์มิได้ทรงมีสัตว์พาหนะใด ๆ มิได้ทรงถืออาวุธแบบใด ๆ มิได้ทรงเครื่องดนตรีชนิดใด ๆ เลย แต่ด้วยอิทธิพลของประติมากรรมรูปเคารพในศาสนาอื่น ๆ นี้เองที่พระเถระและพุทธศาสนิกชนในระยะกาลต่อๆ มาก็ได้พยายามศึกษาและรจนาพระพุทธประวัติตอนต่าง ๆ ให้มีความละเอียดขึ้น สร้างสรรค์รูปแบบเพื่อให้เกิดการสร้างพระพุทธรูปในกิริยาอาการต่าง ๆ มากขึ้น คัดเลือกพุทธประวัติ พุทธตำนาน นิทานต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างเรื่องราวที่จะสร้างพระพุทธรูปขึ้น อันเป็นมูลเหตุให้เกิดพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ขึ้นในแต่ละเขตประเทศที่พุทธศาสนาแพร่ไปถึงและดำรงสืบมา ไม่อาจยุติได้ว่าพระพุทธรูปปางต่าง ๆ จะมีทั้งหมดเท่าใดทั้งนี้เป็นไปตามความนิยมและความคิดของแต่ละชาติแต่ละวัฒนธรรม
ในประเทศไทย การสร้างพระพุทธรูปปางต่าง ๆ นั้น มีอยู่ครบถ้วนทุกยุคสมัยศิลปะเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงและได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากอินเดียและลังกา รวมทั้งจากศิลปะของประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงผสมผสานกับลักษณะและความนิยมในท้องถิ่นเดิม เกิดพระพุทธรูปทุกอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน หลายปางออกไป
ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีการค้นคว้ารวบรวมพุทธประวัติและคัมภีร์ต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดสร้างพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงศึกษาและคัดเลือกถวายได้ถึง ๔๐ ปางและหลังจากนั้นต่อมาก็ยังมีผู้ที่สนใจในทางศาสนาและทางช่าง ได้จัดสร้างพระพุทธรูปและค้นคว้าพุทธประวัติเพิ่มเติมเพื่อสร้างพระพุทธรูปแบบใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายต่อหลายปางดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันรวมทั้งการสร้างพระพิมพ์อีกนับร้อยแบบ ด้วยวัสดุหลากหลายต่าง ๆ กัน อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีพระพุทธรูปและพระพิมพ์จำนวนมากที่สุด และเป็นชนชาติที่มีความสนใจในการศึกษารวบรวมพุทธศิลปะประเภทพระพุทธรูปมากที่สุดในโลก
พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง
ตามเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของชาวไทยในแต่ละชุมชนหรือแต่ละเมือง มักจะมีวัดสำคัญและพระพุทธรูปสำคัญซึ่งถือกันว่าเป็นวัดและพระคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์รวมพลังศรัทธาของคนในท้องถิ่น เป็น ศักดิ์ศรีของชาวบ้านชาวเมืองและผู้นำของชุมชนนั้น เป็นสัญญลักษณ์ของอำนาจและบารมีแห่งเจ้าเมือง จึงปรากฏการยึดครองแย่งชิงพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองโดยผู้ชนะศึกหรือผู้มีอำนาจเหนือเมืองนั้น ๆ อยู่เสมอ หรือหลายครั้งก็เกิดกรณีที่บ้านเมืองหนึ่งยอมมอบพระพุทธรูปสำคัญให้กับอีกบ้านเมืองหนึ่งซึ่งมี "บุญญาบารมีสูงกว่า" ด้วยเหตุผลดังนี้จึงเกิดการเดินทางย้ายถิ่น ของพระพุทธรูปจากต่างบ้านต่างแดนเป็นจำนวนมากตามครรลองแห่งเหตุการณ์บ้านเมืองนับแต่โบราณมา
ประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครเป็นบ้านเมืองหนึ่งซึ่งมีพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองมาแต่เก่าและพระพุทธรูปสำคัญจากหัวเมืองต่าง ๆ ด้วยเหตุผลที่ประเทศไทยเป็นเมืองที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน
พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ไม่ว่าจะเป็นพระราชวงศ์ใดในทุกราชธานีล้วนเป็นองค์ศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ การทำนุบำรุงศาสนา ศาสนสถาน วัดวาอารามนั้นก็เป็นพระราชกรณียกิจหลักที่มีความสำคัญอันดับต้น ๆในทุกรัชกาล การสร้างพระพุทธรูปองค์สำคัญจึงเกิดขึ้นตลอดมาทุกยุคสมัยในทุกเมืองสำคัญ และจึงมีพระพุทธรูปจำนวนมากที่ประดิษฐานในวัดวาอารามสำคัญในเมืองที่เคยเป็นราชธานีเช่นสุโขทัย และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งแน่นอนว่าพระพุทธรูปเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยพระบรมราชโองการ ผ่านฝีมือช่างหลวงที่เชี่ยวชาญในงานประติมากรรมชั้นสูง และด้วยพลังที่เปี่ยมศรัทธาและบางองค์แม้มิใช่โดยพระมหากษัตริย์ก็สร้างจากกำลังศรัทธาของผู้มีฐานันดรศักดิ์ มีฐานะอันสูงส่ง
นอกจากพระพุทธรูปฝีมือช่างไทยแล้วยังมีพระพุทธรูปในสกุลช่างจากดินแดนอื่นๆ ที่ได้เข้ามาสู่พระบรมโพธิสมภารแห่งพระมหากษัตริย์ไทยอีกจำนวนไม่น้อย ซึ่งนับรวมเป็นพระพุทธรูปสำคัญของไทยในปัจจุบัน อาทิ พระพุทธรูปล้านช้างหลายองค์ที่ได้รับมาเมื่อรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธรูปหินภูเขาไฟจากชวา ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับมาเมื่อครั้งเสด็จประพาสอินโดนีเซีย เป็นต้น
การเคลื่อนย้ายพระพุทธรูป
การเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปสำคัญที่เคยปรากฏข้อมูลหลักฐานชัดเจนในสมัยกรุงศรีอยุธยามี ๒ คราว คือ ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๑๔๖ ในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม โปรดฯ ให้ชะลอพระมงคลบพิตรซึ่งเดิมประดิษฐาน อยู่ทางตะวันออกของพระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยา ให้เคลื่อนมาประดิษฐานทางด้านตะวันตกซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานในปัจจุบัน และอีกครั้งหนึ่งคือ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๕ ในรัชสมัยพระเจ้าท้ายสระโปรดฯ ให้ชะลอพระพุทธไสยาสน์ วัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาขณะนั้นน้ำกัดเซาะตลิ่งจนเกือบถึงพระวิหาร จึงต้องเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปให้ห่างจากแม่น้ำซึ่งเป็นงานที่ยากลำบาก ปรากฏรายละเอียดอยู่ในวรรณกรรมโคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งขณะที่มีการชะลอพระพุทธไสยาสน์นั้น พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมพระราชวังบวร (วังหน้า)
จะเห็นได้ว่า คำกริยาที่คนแต่โบราณใช้ในการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปสำคัญคือคำว่า "ชะลอ" ซึ่งคำนี้มีความหมายว่า ประคองไว้และค่อย ๆ เคลื่อนไปอย่างช้า ๆ เครื่องทุ่นแรงที่มีใช้กันในอดีตคือ "ตะเฆ่" หรือ เครื่องช่วยลากเข็นของหนัก เตี้ย ๆ มีล้อเลื่อน ดังนั้นการที่จะยกพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นสู่ตะเฆ่และค่อยพาเคลื่อนที่ไปนั้น มิใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างที่คนในรุ่นหลังจะคิดเพราะในครั้งหลังต่อมาเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง ก็เคยเกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงที่คาดไม่ถึง กล่าวคือ ในพุทธศักราช ๒๓๘๙ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้นำพระพุทธรูปไปวัดราชนัดดาราม เหตุการณ์เป็นดังที่กล่าวในพระราชพงศาวดารดังนี้
"ฝ่ายที่กรุงเทพมหานคร ครั้นมาถึงเดือน ๑ แรม ๑ ค่ำ โปรดให้ชักพระพุทธรูปสมาธิหน้าตัก ๗ ศอก ไปไว้ ณ พระอุโบสถวัดราชนัดดาราม ให้ป่าวร้องราษฎรมาชักพระ ราษฎรก็นิยมยินดีพากันมาเป็นอันมาก จึ่งผูกสายชัก ๔ เส้น ครั้งนั้นเจ้าพระยายมราช (บุนนาก) เคยเป็นตำรวจมาแต่ก่อน ก็เข้าช่วยเป็นผู้บัญชาการชักลากนั้นด้วย ขึ้นอยู่บนตะเฆ่ที่องค์พระกับนายงานตำรวจและทนายด้วย ๒ คน ชักพระไปทางถนนเสาชิงช้า ถึงที่จะเลี้ยว ออกถนนกำแพงใหญ่ ที่นั้นต้องหยุดคัดตะเฆ่เลี้ยวออกให้พ้นที่คู เจ้าพระยายมราชลงมาจากตะเฆ่ดูให้นายงานทำการอยู่ พอพระออกมาถึงถนนใหญ่ได้แล้วเจ้าพระยายมราชยังดูผูกเชือกอยู่ ยังมิทันจะแล้ว ราษฎรเห็นพระออกมาตรงถนนแล้วได้ยินเสียงม้าล่อก็สำคัญว่าให้ลาก ก็ลากขึ้นพร้อมกัน ตะเฆ่นั้นมาโดยเร็ว เจ้าพระยายมราชมิทันจะกระโดดขึ้นตะเฆ่ด้วยชราถึง ๗๐ ปีเศษแล้ว ไม่ว่องไว ได้ยินเสียงเขาโห่เกรียวขึ้นก็วิ่งหลบออกมาข้างถนน พอตะเฆ่มาถึงตัวสะดุดเอาล้มลง ตะเฆ่ก็ทับต้นขาขาดข้าง ๑ เพียงตะโพก ทนาย ๒ คนเข้าช่วย ตะเฆ่ก็ทับเอาทนาย ๒ คนนั้นด้วยตายในที่นั้นเจ้าพะยายมราช ๑ กับทนาย ๑ ทนายอีกคน ๑ นั้นไปถึงบ้านอยู่ได้เดือนเศษจึ่งตาย พวกนายงานทั้งปวงไม่มีใครเป็นอันตรายเพราะกระโดดขึ้นตะเฆ่ได้ทันที กว่าจะห้ามกันหยุดก็ช้านาน ต่อพระพ้นศพไปแล้วจึ่งหยุด"
การเดินทางครั้งใหญ่ของพระพุทธรูปในสมัยรัตนโกสินทร์
หลังจากการตั้งกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีแห่งใหม่เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเริ่มการทำนุบำรุงพระอารามต่าง ๆ และการฟื้นฟูพระศาสนาอย่างเร่งด่วน ด้วยทรงตระหนักดีว่าเป็นการบำรุงขวัญของประชาชนที่แตกสลายไปเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา และเพื่อคลายความเศร้าสะเทือนใจอันเกิดจากความระส่ำระสายเมื่อปลายสมัยกรุงธนบุรี
จากการที่เคยทรงเป็นแม่ทัพใหญ่รอนแรมเดินทางไปยังหัวเมืองต่าง ๆ หลายครั้ง ทรงได้พบเห็นวัดวาอารามและพระพุทธรูปน้อยใหญ่ในบ้านเมืองห่างไกลที่ทรุดโทรม หักพัง เสื่อมสลายอยู่ในที่รกร้างด้วยภัยสงครามและเป็นสิ่งยากเย็นเกินกว่าจะบูรณะปฏิสังขรณ์ได้ในเวลานั้น สร้างความสลดพระราชหฤทัยเป็นอันมาก จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้ขนย้ายพระพุทธรูปจากเมืองต่าง ๆ เข้ามาไว้ในกรุงเทพฯ เพื่อให้มีการบูรณะซ่อมแซม และนำมาประดิษฐานไว้ในพระอารามต่าง ๆ ที่ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์ขึ้นในรัชกาล พระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองหลายองค์จึงได้มาสู่กรุงเทพมหานครในครั้งนั้น อาทิ พระศรีสรรเพชญซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดให้นำมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเนื่องจากเสียหายเกินกว่าจะบูรณะได้ และพระศรีศากยมุนีจากวิหารหลวง วัดมหาธาตุ สุโขทัยก็โปรดฯ ให้นำลงแพล่องมาสู่กรุงเทพฯ ดังที่กล่าวไว้ในพระราชพงศาวดาร ดังนี้
"ลุศักราช ๑๑๗๐ ปีมโรงสัมฤทธิศก เปนปีที่ ๒๗ ณ วันพฤหัศบดีเดือนหกขึ้นสิบเอดค่ำ เชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ซึ่งเปนพระประธานในพระวิหารหลวง ลงมาจากเมืองศุโขทัยน่าตักสิบศอกทรงพระนามว่าพระศรีสากยะมุนีสมโภชที่น่าพระตำหนักแพสามวันครั้น ณ เดือนหกขึ้นสิบสี่ค่ำ เชิญชักพระขึ้นจากแพ ทางประตูท่าช้างไปทำร่มไว้ข้างถนนเสาชิงช้า ประตูนั้นก็เรียกว่าประตูท่าพระมาจนทุกวันนี้ เหตุว่าต้องรื้อประตูจึ่งเชิญเข้าไปได้ฯ"
นอกจากนั้น ยังมีพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นที่เสด็จไปราชการศึกสงครามหรือเสด็จพระราชดำเนินหัวเมืองต่าง ๆ เมื่อทรงได้พระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองซึ่ง "คู่ควรแก่พระบุญญานุภาพ" ก็ทรงนำกลับมาสู่กรุงเทพมหานคร เช่น พระพุทธสิหิงค์ ดังในพงศาวดารกล่าวว่า
"ลุศักราช ๑๑๕๗ ปีเถาะสัปตศก ในรัชกาลที่ ๑ เดือนห้าพม่ายกมาตีเมืองเชียงใหม่ กรมพระราชวังบวรยกขึ้นไปช่วยตีพม่าแตกไปจับอุบากองนายทัพพม่าได้คนหนึ่ง แล้วเจ้าเมืองเชียงใหม่ถวายพระพุทธรูปสิหิงค์ เปนพระศักดิสิทธิ์สำรับเมืองเชียงใหม่ลงมา พระพุทธสิหิงค์องค์นี้เมื่อแผ่นดินพระนารายน์มหาราชเจ้า เสดจขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ก็ได้เชิญเสดจลงมาไว้ที่กรุงเก่าครั้งหนึ่ง ครั้นสิ้นแผ่นดินแล้วจะเปนแผ่นดินพระเพชราชาฤาจะ เปนแผ่นดินทรง ปลาไม่แน่ เจ้าเชียงใหม่ลงมาเฝ้าเสียสินบนให้เจ้าจอมข้างในกราบทูลขอขึ้นไปได้ ครั้งนี้ก็ได้เชิญลงมาอยู่ที่กรุงอีก กรมพระราชวังบวรเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งเดียวนี้เปนพุทธไธยสวริยในพระบวรราชวัง"
และการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ก็เกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนี้เอง นั่นคือการขนย้ายพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะ ๑,๒๔๘ องค์ ซึ่งมีทั้งสมบูรณ์และที่เป็นชิ้นส่วนชำรุดหักพัง ทรงโปรดฯ ให้นำมาบูรณะซ่อมแซมต่อเติม บางส่วนประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ พระวิหารทิศ พระวิหารคด และพระระเบียงชั้นนอกของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และอีกหลายร้อยองค์ที่เหลือก็โปรดให้เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชบริพารนำไปประดิษฐานไว้ในวัดวาอารามต่าง ๆ ที่บุคคลเหล่านั้นมีส่วนในการบูรณะ
"แลในพระอุโบสถพระวิหารพระระเบียงนั้นเชิญพระพุทธปฏิมากร หล่อด้วยทองเหลืองสำฤทธิชำรุดปรักหักพังอยู่ณเมืองพระพิศณุโลกย์ สวรรคโลกย์ เมืองศุโขทัย เมืองลพบุรี กรุงเก่า วัดสาลาสี่น่าใหญ่น้อยพันสองร้อยสี่สิบแปดพระองค์ลงมา ให้ช่างหล่อต่อพระสอพระเศียรพระหัตพระบาท แปลงพระภักตรพระองค์ให้งามแล้ว พระพุทธรูปพระประธานวัดสาลาสี่น่า น่าตักห้าศอกคืบสี่นิ้ว เชิญมาปฏิสังขรณ์เสรจแล้วประดิษฐาน เปนพระประธานในพระอุโบสถบันจุพระบรมธาตุถวายพระนามว่าพระพุทธเทวปฏิมากรแลผนังอุโบสถ เขียนเรื่องทศชาติธรมานท้าวมหาชมภูและเทพชุมนุม พระพุทธรูปยืนสูงญี่สิบศอก ทรงพระนามว่าพระโลกนาถสาศดาจาริย์ ปรักหักพักเชิญมาแต่วัดพระศรีสรรพเพชรกรุงเก่า ปฏิสังขรณเสรจแล้วประดิษฐานในพระวิหารทิศตวันออก มุกหลังบันจุพระบรมธาตุด้วยผนังเขียนพระโยคาวจรพิจจารณาอศุภสิบแลข้ออุปมาญาณสิบ พระพุทธรูปวัดเขาอินเมืองสวรรคโลกย์ หล่อด้วยนาคน่าตักสามศอกคืบหาพระกรมิได้ เชิญลงมาปฏิสังขรณ์ด้วยนาคเสรจแล้วประดิษฐานไว้เปนพระประธาน ในพระวิหารทิศตวันออกบันจุพระบรมธาตุ ถวายพระนามว่าพระเจ้าตรัศในควงไม้พระมหาโพธิ์มีต้นพระมหาโพธิด้วย แลผนังนั้นเขียนเรื่องมานผจน พระพุทธรูปน่าตักสี่ศอกห้านิ้ว เชิญลงมาแต่กรุงเก่า ปฏิสังขรณเสรจแล้วประดิษฐานไว้ในพระวิหารทิศใต้ ถวายพระนามว่า พระพุทธเจ้าเทศนาพระธรรมจักร มีพระปัญจวัคคียทัง้ห้า นั่งฟังพระธรรมเทศนาด้วย แลผนังนั้นเขียนเรื่องเทศนาพระธรรมจักรและเทษนาดาวดึงษ พระพุทธรูปน่าตักสามสอกคืบสิบนิ้ว เชิญมาแต่เมืองลพบุรี ปฏิสังขรณ์เสรจแล้ว ประดิษฐานไว้ในพระวิหารทิศตวันตกบันจุพระบรมธาตุถวายพระนามว่าพระนาคปรก มีพระยานาคแผลงฤทธิ์เลิกพังพานมีต้นจิกด้วยแลผนังนั้นเขียนเรื่องพระเกศธาตุ พระพุทธรูปหล่อใหม่สูงแปดศอกห้านิ้ว ประดิษฐานไว้ในพระวิหารทิศเหนือบันจุพระบรมธาตุถวายพระนามว่าพระป่าเลไลย มีช้างถวายคนฑีน้ำ มีวานรถวายรวงผึ้ง แลผนังนั้นเขียนไตรยภูมมีเขาพระสุเมรุราชและเขาสัตพันทวีปใหญ่ทั้งสี่ และเขาพระหิมพานต์อโนดาศสระ แลปัญจมหานทีพระพุทธรูปในพระอุโบสถอารามเก่าน่าตักสี่ศอก เชิญเข้าประดิษฐานไว้เปนพระประธานในการเปรียญแล้วจัดพระพุทธรูปไว้ในพระรเบียงชั้นในชั้นนอก แลพระวิหารคดเปนพระพุทธรูปมาแต่หัวเมือง ชำรุดปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่หกร้อยแปดสิบเก้าพระองค์ พระพุทธรูปทำด้วยอิฐปูนสำรับพระอารามชำรุดอยู่ร้อยแปดสิบสามพระองค์ รวมเข้ากันเปนพระพุทธรูปแลพระอรหันต์แปดร้อยเจดสิบสองพระองค์ลงรักปิดทองสำเรจ เหลือนั้นข้าทูลอองธุลีพระบาทสัปรุศชายหญิงรับไปปุณไว้ในพระอารามอื่น แลการถาปนาพระอารามเจดปีห้าเดือนยี่สิบแปดวันจึ่งสำเรจ์"
การบำเพ็ญพระราชกุศลในครั้งนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ในทางการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะวัดพระเชตุพนฯ ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาพระพุทธรูปโบราณที่สำคัญที่สุดในประเทศไทยนอกเหนือจากตำราเวชศาสตร์ต่าง ๆ ที่มีจารึกไว้ในพระอารามแห่งนี้
การขนย้ายพระพุทธรูปขนาดใหญ่จากหัวเมืองต่าง ๆ ในคราวนั้นหากจะลองนึกย้อนกลับไปก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งต้องมีเจ้านาย ขุนนาง และชาวบ้าน ชาวเมือง เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ และเป็นผู้ช่วยให้การขนย้ายครั้งนั้นสำเร็จลงได้
พระพุทธรูปขนาดใหญ่คงจะถูกส่งมาโดยการนำลงแพไม้ไผ่ล่องมาเช่นเดียวกับการ อัญเชิญพระศรีศากยมุนีลงมาจากสุโขทัย
แต่ในคราวแรกนี้คงจะมาพร้อมกันคราวละหลายองค์ เพื่อความสะดวกของผู้รับผิดชอบควบคุมภาพของขบวนพระพุทธรูปลอยมาในแพ ผ่านเส้นทางน้ำตลอดระยะทางจากเมืองเหนือมาสู่กรุงเทพฯ คงจะเป็นภาพน่าดูติดหูติดตาชาวบ้านริมฝั่งที่ได้พบเห็น และคงมีหลายองค์ที่พลัดหลงหลุดขบวนสูญหายไปจะโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตามที หรือพลัดหลงไปตามคลองและลำน้ำสายแยกแล้วมีผู้อัญเชิญขึ้นไว้ในวัดของชุมชนที่ตั้งรายอยู่ ๒ ฝั่งน้ำ จนเกิดเป็นตำนานพระพุทธรูปลอยน้ำมาที่คนรุ่นหลังได้รับการบอกกล่าวเล่าขาน และกลายเป็นอภินิหารของพระพุทธรูปหลายต่อหลายองค์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบันนี้
การอัญเชิญพระพุทธรูปจากต่างเมืองมาสู่กรุงเทพฯ นั้นยังมีอยู่เนือง ๆ อีกหลายครั้ง เช่นที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ ดังนี้
"มาถึง ณ วันพุธเดือน ๑ แรม ๒ ค่ำ แพพระพุทธรูปพระชินสีห์เมืองพระพิษณุโลกล่องมาถึง กรมพระราชวังได้สมโภชแล้ว เชิญเสด็จขึ้นประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศ"
และพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ นี้ ยังทำให้เราทราบถึงความเป็นมาของกลุ่มพระพุทธรูปสำคัญ จากดินแดนล้านช้าง ซึ่งกล่าวไว้ในรายงานการทัพของกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๐ จากเมืองเวียงจันทน์ ดังนี้
"...อนึ่งพระพุทธรูปสำหรับเมืองเวียงจันท์ พระบางหายไปว่าข้าพระพาเอาไปฝังเสีย สืบยังหาได้ไม่ ได้แต่พระเสริม พระไส พระศุก พระแซ่คำ พระแก่นจันทน์ พระสรงน้ำ พระเงินหล่อ พระเงินบุรวม ๙ พระองค์แต่จะเอาลงไปกรุงเทพมหานครได้แต่พระแซ่คำองค์ ๑ ได้พระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระแซ่คำ ๑๐๐ พระองค์ กับได้พระเจ้าฉันผลสมอหน้าตัก ๒๐ นิ้ว พระองค์ ๑ พระนาคสวาดหน้าตัก ๑๐ นิ้ว พระองค์ ๑ หนัก ๑๗ ชั่ง พระนาคสวาดหน้าตัก ๘ นิ้ว พระองค์ ๑ หนัก ๓ ชั่ง ๑๐ ตำลึง พระนาคปรกศิลาดีกระบือหน้าตัก ๕ นิ้ว พระองค์ ๑ แต่พระนาคสวาด ๒ องค์นั้นเห็นจะแก้เอาดีได้จะต้องแก้มากอยู่และพระพุทธรูปจัดส่งไปกรุงเทพมหานครมิได้นั้น ได้ให้ก่อพระเจดีย์ ณ ค่ายหลวงเมืองพันพร้าวเหนือวัดซึ่งสมเด็จพระเจ้าหลวงในพระบรมโกศทรงสร้างไว้ เมื่อเสด็จขึ้นมาตีเมืองเวียงจันทน์ครั้งก่อนฐานกว้าง ๕ วา สูง ๘ วา ๒ ศอก จะบรรจุพระพุทธรูปไว้เป็นที่สักการบูชา อิฐซึ่งจะก่อพระเจดีย์นั้น เกณฑ์อิฐไพร่พลในกองทัพเสมอคนละ ๒ แผ่น แล้วจะจารึกพระนามว่า พระเจดีย์ปราบเวียง"
พระพุทธรูปสำคัญตามที่เอ่ยนามซึ่งถูกบรรจุไว้ในเจดีย์ปราบเวียงนี้ ต่อมาถูกนำกลับไปสู่เมืองเวียงจันทน์ดังเดิม แต่อย่างไรก็ตามพระพุทธรูปจากเวียงจันทน์หลายองค์ก็ได้มาสู่กรุงเทพฯ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามหลักฐานในสำเนาพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ ถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ ดังนี้
"ฉันขึ้นไปถึงกรุงเก่าได้นมัสการพระแสนเมืองเชียงแตงแล้วรูปพรรณเปนของเก่าโบราณหนักหนา แต่เหนชัดว่าอย่างเดียวกับพระแสนเมืองมหาชัยแน่แล้ว ของคนโบราณจะนับถือว่า พระแสนสององค์นี้ องค์ใดองค์หนึ่งจะเปนของเทวดาสร้าง ฤาว่าเหมือนพระพุทธเจ้าแท้ แล้วจึงถ่ายอย่างกันข้างหนึ่งเปนแน่แล้ว แต่เมื่อดูสีทองแลชั้นเชิงลเอียดไปดูทีเหนว่าพระแสนเมืองเชียงแตงจะเปนของเก่ากว่าสีทองที่พระเศียรและพระภักตร์ เปนสีนากเนาวโลหะ เช่นกับพระอุมาภาควดีเก่าในเทวสถาน ตมูกฤาพระนาสิกก็ดูบวมมากเหมือนกันทีเดียว ที่พระองค์ พระหัตถ์ พระบาท นั้นสีทองเปนอย่างหนึ่ง ติดจะเจือทองเหลือมากไป ที่ผ้าพาดนั้นเปนแผ่นเงินฝังทาบทับลง แต่ดูแน่นหนาอยู่
พระแสนองค์นี้ฉันถวายแล้ว โปรดทรงพระดำริห์ดูเถิดจะให้ไปเชิญลงมาเมื่อไร อย่างไรก็ตามแต่จะโปรด
ยังมีพระที่มีชื่อ เอามาแต่เมืองเวียงจันทน์อีกสองพระองค์พระอินทร์แปลง น่าตัก ๒ ศอกเศษ พระอรุณ น่าตักศอกเศษพระสององค์นี้ องค์ที่ออกชื่อก่อน ฉันจะรับประทานไปไว้เปนพระประธานในพระอุโบสถวัดมหาพฤฒาราม วัดตะเคียนที่ให้ไปสร้างขึ้นไว้ใหม่
พระอรุณนั้นฉันคิดว่าจะเชิญลงมาไว้ในพระวิหารวัดอรุณ เพราะชื่อวัดกับชื่อพระต้องกันสมควรแต่จะให้จัดแจงที่ฐานเสียให้เสร็จก่อน แล้วจึงจะเชิญลงมาต่อน่าน้ำ
ยังพระไม่มีชื่ออิกหลายพระองค์ องค์หนึ่งน่าตัก ๒ ศอกหย่อน แต่รูปพรรณนั้นเห็นชัดว่าทำเอาอย่างพระแสนเมืองมหาชัย ไม่สู้ผิดนัก ทั้งลาดเลาพระภักตร์แลส่วนพระหัตถ์พระบาททุกอย่าง พระองค์นี้ฉันคิดว่าจะเชิญไปไว้ที่ในพระวิหารหลวงที่พระพุทธบาท พระขัดสมาธิเพ็ชร์ใหญ่องค์หนึ่งฐานมีรูปสัตว์ต่าง ๆ นักนั้นฉันคิดว่าจะเชิญไปไว้ในพระอุโบสถวัดชัยพฤกษ์มาลา
พระแสนเมืองเชียงแตงนั้นตามแต่จะโปรดเถิด ถ้าจะเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดหงษ์ก็ดีอยู่จะได้เปนคู่กับพระอรุณที่วัดอรุณเหมือนดัง ๒ องค์ที่จะเชิญลงไปไว้ที่วัดชัยพฤกษ์มาลาแลวัดเขมาภิรตารามนั้น เปนพระเกียรติยศแลส่วนพระราชกุศลถวายทูลกระหม่อมแลสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ์แต่ถ้าจะโปรดเอาพระแสนเชียงแตงไว้ในวังแล้ว ฉันจะถวายอิกองค์หนึ่ง หน้าตักศอกเศษ เป็นทองสองสี เพื่อจะได้ไปไว้ที่วัดหงษ์ แทน ตามแต่จะโปรด..."
อีกครั้งหนึ่งที่มีหลักฐานกล่าวถึงการขนย้ายพระพุทธรูปจากเมืองต่าง ๆ มาสู่กรุงเทพฯ คือเมื่อคราวสร้างวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม พ.ศ. ๒๔๔๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า "พระพุทธรูปสำหรับจะประดิษฐานไว้ ณ ดังนี้ ควรเลือกหาพระพุทธรูปโบราณซึ่งสร้างในประเทศและในสมัยต่าง ๆ กัน อันเป็นของดีงามมีอยู่เป็นอันมาก รวบรวมมาตั้งแสดงให้มหาชนเห็นแบบอย่างพระพุทธรูปต่าง ๆ โดยทางตำนาน จึงโปรดให้สร้างพระระเบียงขึ้นในวัดนี้ และโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพคิดจัดทำพระพุทธรูปแบบต่าง มาตั้งในพระระเบียงตามพระราชดำริ"
การครั้งนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตั้งเกณฑ์ในการคัดเลือกพระพุทธรูป ว่าต้องเป็นพระพุทธรูปฝีมือช่างอย่างเอกสวยงามน่าดูชม ต้องมีพุทธลักษณะและปางต่าง ๆ กัน ต้องมีขนาดใกล้เคียงกัน จึงทรงดำเนินการเสาะหารวบรวมพระจากเมืองต่าง ๆ รวมทั้งพระจากต่างประเทศและมีการหล่อจำลองขึ้นมาใหม่รวมได้พระพุทธรูป ๕๐ องค์ ซึ่งทำให้พระระเบียงวัดเบญจมบพิตรเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้ต้องการศึกษาหาความรู้ด้านพุทธศิลปะและการศึกษาประวัติพระพุทธรูปโบราณ
ในบรรดาพระพุทธรูป ๕๐ องค์ ที่พระระเบียงวัดเบญจมบพิตรนี้มีพระพุทธรูปที่นำมาจากเมืองต่าง ๆ ถึง ๓๗ องค์และยังมีที่ตั้งไว้ ณ มุมพระระเบียงข้างนอกอีก ๔ องค์ รวมทั้งพระฝางซึ่งเป็นพระทรงเครื่องจากเมืองอุตรดิตถ์ประดิษฐานอยู่ในวิหารสมเด็จอีกหนึ่งองค์ด้วย รายละเอียดสถานที่มาของพระพุทธรูปเหล่านี้จารึกไว้ที่ฐานพระแล้วทุกองค์ซึ่งผู้ที่สนใจอาจศึกษาได้ด้วยตนเอง
การขนานนามพระพุทธรูป
การตั้งชื่อหรือขนานนามพระพุทธรูปนี้นับแต่โบราณมากก็มิได้มีหลักเกณฑ์ตายตัวเข้าใจกันผู้เป็นผู้อุปถัมภ์ หรือผู้สร้างพระพุทธรูปคงจะเป็นผู้ตั้งชื่อพระพุทธรูปตามที่ตนเห็นสมควร หรือหากเป็นพระที่เก่าแก่แต่โบราณประชาชนในท้องถิ่นคงจะขนานนามกันตามความนิยม ตามลักษณะเด่นเช่น หลวงพ่อโต หลวงพ่อดำ หลวงพ่อนาก เป็นต้น
ในส่วนของพระพุทธรูปสำคัญที่พระมหากษัตริย์หรือผู้มีฐานันดรศักดิ์เป็นผู้สถาปนาขึ้นย่อมขนานนามพระพุทธรูป ด้วยความหมายที่แสดงถึงความสำคัญในหลายลักษณะซึ่งอาจได้แก่ ตั้งตามพระนามพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาแห่งพุทธศาสนา เช่น พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศาสดา พระพุทธโลกนาถ พระพุทธตรีโลกเชฏฐ์ ตั้งตามความหมายอันเป็นมงคล เช่นพระมงคลบพิตร พระพุทธเทวปฏิมากร พระพุทธเทววิลาส ตั้งตามวัสดุที่สร้างและลักษณะเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปองค์นั้น ๆ เช่น พระแก้วมรกต พระพุทธบุษยรัตน์ พระเจ้าเก้าตื้อ พระอัฏฐารส และยังมีการขนานนามพระพุทธรูปตามความเชื่อแห่งอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์เช่น พระอินทร์แปลง พระนิรันตราย เป็นต้น
พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองกับสังคมไทย
ความสำคัญของพระพุทธรูปที่ได้กล่าวมาแล้ว คือนอกจากเป็นสัญลักษณ์แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งพุทธศาสนิกชนจะได้น้อมรำลึกบูชาแล้วนั้น พระพุทธรูปยังเป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนถึงความสูงส่งแห่งสุนทรียศิลป์ของแต่ละท้องถิ่น ภูมิปัญญาความสามารถทางการช่างในชุมชนที่สร้างสรรค์ พระพุทธรูปตลอดจนพลังศรัทธา บารมีและฐานะของผู้อุปถัมภ์การสร้างพระพุทธรูปองค์นั้น อันเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์สังคมไทยได้เป็นอย่างดี ศรัทธาความเชื่อความเคารพนับถือที่ประชาชนมีต่อพระพุทธรูปสำคัญของตน ทำให้เกิดการถ่ายทอดเรื่องราวของความเชื่อดังกล่าวในรูปของตำนาน นิทาน ประกอบความเป็นมาของพระพุทธรูปแต่ละองค์ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้จะแฝงไว้ซึ่งข้อมูล เกี่ยวกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นที่มิควรจะละเลยเสีย
พระพุทธรูปสำคัญที่ได้รับการทำนุบำรุงรักษาไว้ในสภาพที่ดี อยู่ในสถานที่อันเรียบร้อยสงบงามย่อมเป็นความภาคภูมิใจ ของผู้คนในท้องถิ่นและนำมาซึ่งชาวต่างถิ่นที่ประสงค์จะมาเยี่ยมชม นอกจากจะเป็นเกียรติเป็นศรีเป็นหน้าตาของบ้านเมืองแล้ว ยังนำมาซึ่งรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างไม่รู้จบ
และสำหรับพุทธศาสนิกไทย ชาวพุทธมีประเพณี พิธีกรรมที่ปฏิบัติเกี่ยวกับพระพุทธรูปอยู่มากมายในรอบปี ไม่ว่าจะเป็นการสรงน้ำในวันสงกรานต์ การกราบไหว้บูชาในวาระพิเศษ รวมไปถึงการปฏิบัติบูชาเช่นปิดทอง ถวายผ้าห่ม ตลอดจนการนำเถ้าถ่านส่วนเหลือของสรีระบรรพบุรุษมาฝากไว้ ณ ฐานพระพุทธรูป ทั้งนี้ ก็เพราะคนไทยมีพระพุทธปฏิมาเป็นที่พึ่งทางจิตใจเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้คนได้รู้สึกใกล้ชิดกับศาสนา และเป็นเครื่องเตือนสติให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตลอดเวลา
จึงเป็นสิ่งน่ายินดีที่คนไทยสามารถจะกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองได้โดยไม่ยาก เพราะนอกจากในกรุงเทพมหานครแล้ว ในแทบทุกจังหวัดทุกภูมิภาคล้วนมีพระพุทธรูปสำคัญซึ่งมีพุทธลักษณะงดงาม มีประวัติความเป็นมาที่มีคุณค่าควรจดจำ ซึ่งได้นำมาบันทึกให้ชมกันไว้ ณ ที่นี้