เรื่อง ธรรมในวินัย
"พระวินัยนี้ท่านกำชับไว้ว่าถ้าหากว่ายังไม่รู้สิกขาบทใด
ข้ออรรถอันใดก็ให้ศึกษา
ให้รู้สิกขาบทนั้น
ด้วยความพยายามจงรักภักดีต่อพระวินัย
ถึงไม่รู้ท่านก็ให้พยายามศึกษาข้อนั้นให้รู้
ถ้าไม่เอาใจใส่ก็เป็นอาบัติ"
การปฏิบัติของเรานะ มันเป็นของยากอยู่ ไม่ใช่เป็นของง่าย คือ เรารู้อยู่ส่วนหนึ่ง แต่ว่าส่วนที่ไม่รู้นั้นมีมาก ยกตัวอย่างเช่นว่า ให้รู้กาย แล้วก็รู้กายในกาย อย่างนี้เป็นต้น ให้รู้จิต แล้วให้รู้จิตในจิต ถ้าเรายังไม่เคยปฏิบัติมา เราได้ยินคำพูดเช่นนี้เราก็งงเหมือนกัน พระวินัยนี้ก็เหมือนกัน สมัยก่อนผมก็เคยเป็นครูโรงเรียน แต่เป็นครูน้อย ๆ ไม่มาก ปฏิบัติตามพระวินัย เรียกว่าครูน้อย ครูไม่สมบูรณ์ ที่ว่าครูไม่สมบูรณ์ออกมาปฏิบัติแล้วก็ไม่สมบูรณ์ พูดถึงเรื่องส่วนใหญ่มันไกลมาก เหมือนกันกับไม่ได้เรียนอะไรเลยเรื่องพระวินัย
ฉะนั้น ผมจึงขอเสนอความเห็นแก่พระภิกษุทั้งหลายว่า เรื่องการปฏิบัตินั้น เราจะรู้พระวินัยโดยสิ้นเชิงก็ไม่ได้ เพราะบางสิ่งรู้ก็เป็นอาบัติ ไม่รู้ก็เป็นอาบัติ มันก็เป็นของยาก แต่ว่าพระวินัยนี้ท่านกำชับไว้ว่า ถ้าหากว่ายังไม่รู้สิกขาบทใด ข้ออรรถอันใดก็ให้ศึกษา ให้รู้สิกขาบทนั้น ด้วยความพยายามจงรักภักดีต่อพระวินัย ถึงไม่รู้ท่านก็ให้พยายามศึกษาข้อนั้นให้รู้ ถ้าไม่เอาใจใส่ก็เป็นอาบัติอีก เช่น ถ้าเราสงสัยอยู่นะ เป็นหญิงสำคัญว่าผู้ชาย เข้าไปจับเลย อย่างนี้ สงสัยอยู่ก็เข้าไปจับ มันก็ยังผิดอยู่ ผมก็เคยคิดว่าไม่รู้ทำไมมันผิด เมื่อมานึกถึงการภาวนา เราผู้ปฏิบัติจะต้องมีสติ จะต้องพิจารณาจะพูดจะจา จะจับจะแตะทุกอย่าง จะต้องพิจารณาก่อนให้มาก ที่เราพลาดไปนั้นเพราะเราไม่มีสติ หรือมีสติไม่พอ หรือไม่เอาใจใส่ในเวลานั้น เช่น ตะวันยังไม่ห้าโมง แต่ในเวลานั้นฝนฟ้าอากาศมันครึ้ม ไม่สามารถที่จะมองเห็นตะวันได้ ไม่่มีนาฬิกา เราก็เลยคิดประมาณเอาว่า "มันจะบ่ายแล้วมั้ง" มีความรู้สึกอย่างนี้จริง ๆ ในจิตใจเรา สงสัยอยู่แต่เราก็ฉันอาหารเสีย พอฉันไปได้พักหนึ่ง แสงสว่างของพระอาทิตย์มันก็เกิดขึ้นมา ได้ห้าโมงกว่าเท่านั้นเอง นี้เป็นอาบัติแล้ว
ผมก็มาคิดในใจว่า "อ๊ะ มันก็ยังไม่เกินเที่ยง ทำไมเป็นอาบัติ" ท่านปรับอาบัติเพราะว่าเผลอเรอ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วนนี้เอง ไม่สังวร สำรวม ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ ถ้าหากว่าสงสัยแล้วยังทำอยู่อย่างนี้ ท่านปรับอาบัติทุกกฎ เพราะว่าสงสัย สงสัยว่าบ่ายแต่ความจริงนั้นยังไม่บ่าย ถูกอยู่ แต่ก็ปรับอาบัติตอนนี้ เพราะว่าอะไร ปรับเพราะไม่สังวรระวัง ประมาท ถ้าหากว่ามันบ่ายไปแล้ว สงสัยอยู่ว่าไม่บ่าย ก็เป็นอาบัติปาจิตตีย์ ที่ท่านปรับอาบัติทุกกฎนี้เพราะไม่สังวร สำรวม สงสัยอยู่ จะถูกก็ตาม จะผิดก็ตามต้องอาบัติ ถ้าหากมันถูกก็ปรับอาบัติหย่อนลงมา ถ้าหากมันผิด ปรับอาบัติอย่างเต็มที่เลย
ฉะนั้น เมื่อพูดถึงเรื่องพระวินัยนี้ ฟั่นเฝือมากเหลือเกิน ผมเคยไปกราบเรียนท่านอาจารย์มั่น ในเวลานั้นเรากำลังจะเริ่มปฏิบัติ แล้วก็อ่านบุพพสิกขาไปบ้าง ก็เข้าใจพอสมควร ทีนี้ไปอ่านวิสุทธิมรรค ท่านมาพูดถึง สีลฺนิทฺเทส สมาธินิทฺเทส ปญฺญานิทฺเทส ศีรษะผมมันจะแตกเลย อ่านแล้วก็พิจารณาว่ามนุษย์ทำไม่ได้ ทำอย่างนั้นไม่ได้ แล้วคิดไปอีกว่า อันที่มนุษย์ทำไม่ได้นั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่สอนหรอก ท่านไม่สอนแล้วท่านก็ไม่บัญญัติเพราะว่าสิ่งนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อท่าน และก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่นด้วย สิ่งอะไรที่ใครทำไม่ได้ ท่านไม่่สอน สีลนิทฺเทส นี่มันละเอียดมาก สมาธินิทฺเทส ก็ยิ่งละเอียด ปัญญานิทฺเทส มันก็ยิ่งมากขึ้นอีก เรามานั่งคิดดูไปไม่ไหวเสียแล้ว ไม่มีทางที่จะไป คล้าย ๆ ว่ามันหมดหนทางเสียแล้ว
ถึงคราวนั้นก็กำลังกระเสือกกระสนเรื่องปฏิปทาของตนอยู่ มันก็ติดอยู่อย่างนี้ พอดีได้มีโอกาสไปนมัสการท่านอาจารย์มั่น ก็เลยเรียนถามท่านว่า "ผมจะทำยังไง เกล้ากระผมปฏิบัติใหม่แต่ก็ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร ความสงสัยมาก ยังไม่ได้หลักการในการปฏิบัติเลยครับ" ท่านว่า "มันเป็นยังไง" ผมก็เรียนตอบท่านว่า "ผมหาทางก็เลยเอาหนังสือวิสุทธิมรรคขึ้นมาอ่าน มีความรู้สึกว่ามันจะไปไม่ไหวเสียแล้ว เพราะว่าเนื้อความในสีลฺนิทฺเทส สมาธินิทฺเทส ปญฺญานิทฺเทสนั้น ดูเหมือนไม่ใช่วิสัยของมนุษย์เสียแล้ว ผมมองเห็นว่ามนุษย์ทั่วโลกนี้มันจะทำไม่ได้ครับ มันยาก มันลำบาก กำหนดทุก ๆ สิกขาบทนี้มันไปไม่ได้ครับ มันเหลือวิสัยเสียแล้ว"
ท่านก็เลยพูดว่า "ท่าน...ของนี้มันมากก็จริงหรอก แต่มันน้อย ถ้าเราจะกำหนดทุก ๆ สิกขาบทในสีลฺนิทฺเทสนั้นนะ มันก็ยาก มันก็ลำบาก...จริง แต่ความเป็นจริงแล้วนะ ที่เรียกว่าสีลฺนิทฺเทสนั้น มันเป็นนิทฺเทสอันหนึ่ง ซึ่งบรรยายออกไปจากจิตใจของคนเรานี้ ถ้าหากว่าเราอบรมจิตของเราให้มีความอาย มีความกลัวต่อความผิดทั้งหมด นั่นแหละก็จะเป็นคนสำรวม จะเป็นคนสังวร จะเป็นคนระวังเพราะความกลัว เมื่อเป็นอย่างนั้นจะเป็นเหตุที่ว่า เราจะเป็นคนมักน้อย เราจะไม่เป็นคนมักมาก เพราะว่าเรารักษาไม่ไหวนี่ ถ้าเป็นเช่นนั้นสติของเรามันจะกล้าขึ้น มันจะตั้งสติขึ้น จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนที่ไหน มันจะตั้งอกตั้งใจมีสติเต็มเปี่ยมเสมอ ความระวังมันเกิดขึ้นมานั่นแหละ อันใดที่มันสงสัยแล้วก็อย่าพูดมันเลย อย่าทำมันเลย ที่เรายังไม่รู้จะต้องถามครูบาอาจารย์เสียก่อน ถามครูบาอาจารย์แล้วก็รับฟังไว้อีก ก็ยังไม่แน่ใจเพราะว่ามันยังไม่เกิดเฉพาะตัวเอง ถ้าหากเราจะไปกำหนดทุกประการนั้น ก็ลำบาก เราจะเห็นว่าจิตของเรายอมรับหรือยัง ว่าทำผิดมันผิด ทำถูกมันถูก อย่างนี้เรายอมรับหรือเปล่า"
คำสอนของท่านอันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ว่าจะไปรักษาสิกขาบททุก ๆ ข้อ เรารักษาจิตอันเดียวเท่านั้นก็พอแล้ว
"อะไรทั้งหมดที่ท่านไปดูนะ มันขึ้นต่อจิตทั้งนั้น ถ้าท่านยังไม่อบรมจิตของท่านให้มีความรู้ ความสะอาดนั้น ท่านจะมีความสงสัยอยู่เรื่อยไป วิจิกิจฉาอยู่ตอลดเวลา ดังนั้น ท่านจงรวมธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ที่จิต สำรวมอยู่ที่จิต อะไรที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว สงสัยแล้วเลิกมัน ถ้ายังไม่รู้แจ้งเมื่อใดแล้วอย่าทำมัน อย่าไปพูดมัน อย่าไปละเมิดมัน"
นี่ผมก็นั่งฟังอยู่ก็เข้ากับธรรมะที่ว่า ธรรมะที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมอันใดเป็นไปเพื่อความสะสมซึ่งกิเลส ธรรมอันใดเป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความมักมาก ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความมักใหญ่ใฝ่สูง ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความคลุกคลีหมู่คณะ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัยแปดประการนั้นรวมกันลงไปแล้ว อันนี้เป็น สัตถุ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นอกนั้นไม่ใช่
ถ้าหากว่าเราสนใจจริง ๆ จิตใจเราจะต้องเป็นคนอายต่อบาป กลัวความผิด รู้จิตของตนอยู่ว่าสงสัยแล้วไม่ทำ ไม่พูด เรื่องสมาธินทฺเทสก็เหมือนกัน เรื่อง ปญฺญานิทฺเทสก็เช่นกัน อันนั้นมันตัวหนังสือ เช่น หิริโอตตัปปะ อยู่ในตัวหนังสือมันก็เป็นอย่างหนึ่ง ถ้ามันมาตั้งอยู่ในใจของเราแล้วมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
ไปศึกษาเรื่องพระวินัยกับท่านอาจารย์มั่น ท่านก็สอนหลายอย่างหลายประการ ผมก็นั่งฟัง จึงเกิดความรู้ขึ้นมา ดังนั้นเรื่องการศึกษาพระวินัยนี้ ผมก็ได้ศึกษามากพอสมควร บางวันเอาตั้งแต่หกโมงตอนเย็นถึงสว่างเลยนะ ศึกษาตลอดพรรษาเข้าใจพอสมควร องค์ของอาบัติทั้งหมดที่อยู่ในบุพพสิกขานี้ ผมเก็บไว้หมดในสมุดพกใส่ในย่ามตลอดเวลา ขะมักขะเม้นพยายามที่สุด แต่กาลต่อมานี้ ก็เรียกว่ามันค่อย ๆ คลายออก มันมากเกินไป ไม่รู้จักเนื้อ ไม่รู้จักน้ำ มันไม่รู้จักอะไร มันเอาไปทั้งหมด จิตใจมันก็มีปัญญาคลายออก มันหนัก ก็เลยพยายามสนใจในใจของตนเองตลอดมา ตำรับตำราก็ค่อยทิ้ง เขี่ยออกไปเรื่อย
ฉะนั้น ที่มาอบรมพระเณรนี้ ผมก็ยังเอาบุพพสิกขานี้เป็นหลักฐาน ได้อ่านบุพพสิกขาเวลาศึกษาพระวินัยให้พระฟัง หลายปีอยู่วัดป่าพง ผมทั้งนั้นละที่อ่านให้ฟัง สมัยนั้นขึ้นธรรมาสน์เทศน์ อย่างน้อยก็ต้องห้าทุ่มหรือหกทุ่ม บางทีก็ตีหนึ่งตีสองนะ สนใจแล้วก็ฝึก ฟังแล้วก็ไปดูไปพิจารณา ถ้าเรามาฟังเฉย ๆ นี้ ผมว่าไม่เข้าใจแยบคาย ออกจากการฟังแล้ว เราต้องไปดูไปวินิจฉัยมันถึงจะเข้าใจ
ขนาดผมศึกษามาหลายปีในสิ่งเหล่านี้ก็ยังรู้นิดหน่อยเพราะมันคลุมเครือกันหลายอย่าง ทีนี้มันห่างเหินไปในดูตำรับตำรามาหลายปีแล้ว ฉะนั้น ความจำในสิกขาบทต่าง ๆ นั้นมันก็น้อยลง น้อยลง แต่ว่าในใจของเราน่ะมันไม่บกพร่อง มันไม่ขาดเขินในใจเรา มันมีเครื่องหมายอยู่ อย่างนี้ไม่ได้สงสัยอะไร รู้จักก็เลยวางไว้ โดยมากก็บำเพ็ญจิตของตนอยู่เรื่อยไป ไม่ได้สงสัยในอาบัติทั้งหลายทั้งปวง ขนาดที่ว่าจิตของเรามันอายแล้ว ไม่กล้าจะทำความผิดแล้วในที่ลับหรือที่แจ้ง ไม่ฆ่าสัตว์แม้แต่ตัวเล็ก ถ้าหากจะให้ฆ่าโดยเจตนา มดตัวหนึ่ง ปลวกตัวหนึ่งอะไรนี้ จะให้เอามือไปบี้มัน ถึงจะให้ตัวหนึ่งราคาหลาย ๆ หมื่นก็ฆ่าไม่ได้ ขนาดปลวก ขนาดมดเท่านั้นนะ มันยังมีราคาสูงมาก แต่ว่าบางทีก็ทำมันตายนะ บางทีมันมาไต่ รำคาญก็ปัดมันตาย ตายแล้วดูจิตของตนก็ไม่เสียใจอะไรเลย ไม่หวาดหวั่น ไม่สงสัย เพราะอะไร เพราะเจตนาเรามันไม่มี สีลํวทามิ เจตนาหํ เจตนานี้เป็นตัวศีล เมื่อมันรวมเข้ามาเช่นนี้ เราจะทำมันตายด้วยเจตนาไม่มี ถึงแม้เราเดินไปเราเหยียบไปถูกมันตาย สมัยก่อนเมื่อยังไม่รู้จักจิตของเรานั้น มันเป็นทุกข์ ปรับตัวเองเลยว่าเป็นอาบัติแล้ว "เอ้า นี้ไม่ได้เจตนา" "ไม่มีเจตนา ก็ไม่สังวรสำรวมน่ะสิ" มันเป็นอย่างนี้ มันเข้ามาอย่างนี้ก็เลยไม่สบาย กระสับกระส่าย
ดังนั้นพระวินัยนี้จึงเป็นของก่อกวนกับผู้ประพฤติปฏิบัติทั้งหลาย และก็มีประโยชน์มากด้วย ไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ สบกับที่ท่านว่า ไม่รู้สิกขาบทไหนก็ต้องให้รู้ ไม่รู้ก็ต้องไต่ถามท่านผู้รู้ให้รู้ ท่านย้ำเหลือเกิน ทีนี้ถ้าหากว่าเราไม่รู้ตามสิกขาบท อยู่ข้างนอก เราจะไม่รู้เท่าอาบัติเช่นว่า ท่านอาจารย์เภา พระเถระในสมัยก่อนอยู่ลพบุรี วัดเขาวงกฏ วันหนึ่งก็มีมหาองค์หนึ่ง แกเป็นลูกศิษย์มานั่งอยู่ แล้วก็มีโยมผู้หญิงมาถามว่า
"ท่านหลวงพ่อ ดิฉันจะนำท่านไปโน้น ท่านจะไปไหม"
ท่านหลวงพ่อเภาก็เฉย มหาองค์นั้นนั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็นึกว่าท่านอาจารย์เภาไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ยิน ก็เลยว่า "หลวงพ่อ ๆ โยมพูดได้ยินไหม เขาจะนิมนต์ไปเที่ยวที่โน่น"
ท่านก็ว่า "ได้ยิน" โยมก็พูดว่า "หลวงพ่อ หลวงพ่อจะไปหรือเปล่า"
ท่านก็เฉย ไม่พูด เลยไม่ได้เรื่อง ท่านไม่รับปาก เมื่อโยมผู้หญิงกลับไปแล้ว ท่านมหาก็ว่า
"หลวงพ่อ โยมเรียนถามหลวงพ่อทำไมไม่พูด"
ท่านก็ว่า "โอ้ มหา ท่านรู้หรือเปล่า รู้ไหม คนที่มาเมื่อกี้มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น จะชวนเดินทางร่วมกันกับพระ นี่คุณจะไปรับปากกับเขาทำไม ให้เขาชวนข้างเดียวนั้นก็ไม่เป็นอะไร เมื่อเราอยากจะไป เราก็ไปได้ เพราะเราไม่ได้ชวนเขา เขาชวนข้างเดียว"
ท่านมหาก็เลยนั่งคิด "อือ เราเสียคนเหลือเกินนะ" ผู้หญิงชวนพระเดินทาง แล้วเดินทางร่วมกันไปโน้นไปนี่อย่างนี้ ท่านว่าชวนกันเดินทางร่วมกับผู้หญิง ถึงไม่ใช่สองต่อสอง มีแต่ผู้หญิงท่านว่าผิดทั้งนั้น เป็นอาบัติปาจิตตีย์
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง เอกลาภเกิดขึ้นมาที่วัดเขาวงกฏนี้ คนเอาเงินมาถวายท่าน ท่านก็รับ พอเอาใส่ถาดมา ท่านก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าไปรับ ท่านก็จับผ้าเช็ดหน้า เมื่อเขาจะเอาถาดมาวาง ท่านก็ขยับมือออกจากผ้าเช็ดหน้าอย่างนี้ ไม่ให้ติดผ้าเช็ดหน้านะ นี่อย่างนี้เป็นต้น เงินก็ทิ้งไว้ที่เตียง รู้แล้วไม่สนใจ ลุกหนีไป คือในพระวินัยท่านว่า ถ้าเราไม่ยินดีแล้วไม่บอกเขาก็ได้ ถ้าหากว่าเรายินดี "โยมอันนี้ไม่สมควรแก่พระ"
นี่บอกเขาเสีย ถ้าเราไม่ยินดีจริง ๆ ไม่บอกก็ได้ พอวางปุ๊บก็ลุกไปเลย ถ้าเรามีความยินดี ต้องห้ามเขาเสียในสิ่งที่มันผิด อย่างนี้เป็นต้น ถ้าท่านรู้จัก ท่านก็ลุกไปจริง ๆ อันนี้อาจารย์กับลูกศิษย์อยู่ด้วยกันตั้งหลายปีไม่ค่อยรู้เรื่องกัน อันนี้แย่ ข้อปฏิบัติของท่านอาจารย์เภาเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมก็ไปสืบแสวงหาพิจารณาอยู่อะไรหลายอย่าง
ฉะนั้นพระวินัยนี้ มันเป็นของที่ทำให้บางคนสึกก็ได้ เมื่ออ่านหนังสือพระวินัยไป เออ โผล่ขึ้นมาแล้วตรงนั้น มันจะยันไปโน่น จะเอาอดีตมายุ่ง การบวชของเรามันจะถูกไหมหนอ อุปัชฌาย์ของเราจะบริสุทธิ์หรือเปล่า พระหัตถบาสเราก็ไม่มีใครสนใจในพระวินัยเลย มันจะมีนั่งรู้จักหัตถบาสกันไหม การสวดนาคจะถูกต้องดีหรือเปล่า อย่างนี้มันค้นมันคิดไป โบสถ์ที่เราบวชนั้น มันถูกต้องดีหรือเปล่า โบสถ์น้อย ๆ อย่างนี้ สงสัยไปหมด ตกนรกทั้งนั้นแหละ มันตกเพราะเราไม่รู้จัก
อย่างนั้นกว่าจะมีอุบายแก้ไขจิตใจของตนนี้ลำบากมาก ต้องใจเย็น ๆ ผลุนผลันเกินไปก็ไม่ได้ จะเย็นเกินไปจนไม่รับพิจารณาเหตุผลนี่ก็ไม่ได้ ผมงงจนเกือบจะสึกแล้วจริง ๆ เพราะว่าเห็นความบกพร่องในการกระทำ ในการปฏิบัติมาจากครูบาอาจารย์สารพัดอย่าง ร้อนนอนไม่ได้เลย บาปจริง ๆ มันบาปด้วยความสงสัย สงสัยเท่าไรก็ยิ่งภาวนาไป ยิ่งทำความเพียรไป สงสัยที่ไหนก็ทำมันไปเรื่อย ๆ ความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่รู้ว่าจะพูดให้ใครฟังได้ เปลี่ยนแปลงจนมันไม่สงสัยอะไร ไม่รู้มันเปลี่ยนแปลงโดยวิธีอะไร ถ้าเราไปพูดให้คนอื่นฟัง เขาคงไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
ดังนั้นจึงได้มาระลึกถึงคำสอน ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิต วิญญูจงรู้เฉพาะตนเองอย่างนี้ มันก็เกิดขึ้นมาในขณะที่มันเป็นอย่างนั้น เรื่องปฏิบัติมันเป็นอย่างนี้ เรื่องที่เราได้ศึกษาพระธรรมวินัยนั้นก็จริงอยู่ แต่ว่ามันศึกษานอก ๆ เราไม่ปฏิบัติ ถ้ามาปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง มันสงสัยไปหมดทุกอย่าง แต่ก่อนอาบัติทุกกฎไม่รู้เรื่อง ไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น เมื่อมาเข้าใจธรรมะจริง ๆ แล้วถึงข้อปฏิบัตินี้นะ อาบัติทุกกฎนี้กลายมาเป็นปาราชิกเลย สมัยก่อนนี้อาบัติแล้วก็หายเท่านั้น แล้วก็ไปทำใหม่อีก นี่การแสดงอาบัติอย่างนี้ก็เรียกว่ามันยังไม่บริสุทธิ์ คือ มันไม่หยุด มันไม่ตกลง มันไม่สังวรสำรวม ต่อไปทำอีกก็เป็นอีกอยู่เรื่อย ๆ อย่างนี้ ความรู้ตามความเป็นจริงไม่มี การปล่อยวางมันก็ไม่มี
ความเป็นจริงนั้น มันก็พูดยากเหมือนกัน อาบัตินี้ถ้าพูดตามธรรมะตามความจริง ไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงมันแล้ว ถ้าหากว่าเห็นความบริสุทธิ์ใจของตนนั้นแหละ ไม่ได้สงสัยอะไรทั้งสิ้น มันก็ขาดไปเท่านั้นแหละ ที่เรายังไม่บริสุทธิ์ คือ เราสงสัยอยู่ วิจิกิจฉาอยู่ ลังเลอยู่นั้นเอง ยังไม่บริสุทธิ์แท้ มันจึงตกลงไม่ได้ ไม่เห็นตัวของตัวเอง มันเป็นในทำนองนี้ คือศีลเรานี้เอง ไม่ใช่อื่นหรอก พระวินัยก็คือรั้วนั่นเอง เหมือนรั้วหนึ่งที่จะให้เราพ้นจากความผิดต่าง ๆ อันนี้ต้องพิถีพิถันหน่อยนะ
เรื่องพระวินัยนี้ ถ้าหากว่ามันไม่เห็นในใจของตน มันก็ยาก ในเวลาก่อนมาอยู่วัดป่าพงหลายสิบปี ผมก็ตั้งใจจะทิ้งเงินทั้งพรรษาค่อนพรรษาเลย ตัดสินใจไม่ได้ ในที่สุดผมเลยคว้าเอากระเป๋าเงิน เดินลงมาพบมหาองค์หนึ่ง เดี๋ยวนี้อยู่วัดระฆัง เคยไปกับผม แล้วทิ้งกระเป๋าเงินให้
"นี่มหา เงินนี้ท่านเป็นพยานให้ผมด้วย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะไม่หยิบ ผมจะไม่จับ ถ้าผมไม่สึกนะ ให้ท่านเป็นพยานให้ผมด้วย"
"นิมนต์เถอะท่าน เอาไปเถอะ เอาไปเรียนหนังสือเถอะ" ท่านมหาก็ไม่อยากหยิบกระเป๋าสตางค์... อาย "ท่านอาจารย์ ทำไมจึงทิ้งสตางค์หลายร้อยหนอ" แกก็ไม่สบายใจ
"ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ผมเลิกแล้ว ตกลงกันแล้ว เมื่อคืนนี้ ตกลงแล้วครับ"
ตั้งแต่ท่านเอาไปแล้วก็เหมือนผมตายไปจากท่านแล้ว พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องกันหรอก ท่านยังเป็นพยานอยู่ทุกวันนี้ ไม่เคยทำ ไม่เคยแลกไม่เคยเปลี่ยน ไม่เคยอะไรต่ออะไรเรื่อยมา อะไรต่าง ๆ ก็สำรวมอยู่ มันก็เหมือนกับไม่มีอะไรจะผิด แต่มันกลัวเสมอนะ แล้วการภาวนาทางในเราก็ภาวนาไปเรื่อย ๆ ส่วนนั้นเราไม่ต้องการแล้ว เหมือนอย่างกับยาพิษนี่ เราเห็นแล้วว่า เอาให้คนกินก็ตาย เอาให้สุขนัขกินมันก็ตาย เอาให้อะไรกินมันก็ตาย เป็นอันตรายทั้งนั้น ถ้าเราเห็นชัดอย่างนั้น แม้จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน เราก็รู้สึกเลยว่าอย่าไปกินยาพิษอันนั้น เพราะเราเห็นโทษมันอย่างชัดอย่างนี้ เลยไม่เป็นของยาก
อาหารการขบการฉันที่เขามาถวาย อะไรต่าง ๆ ที่มันสงสัยไม่เอา แม้มันจะมีอะไรดีเลิศ ประเสริฐเท่าไรก็ไม่เอาเสียแล้ว ยกตัวอย่างง่าย ๆ ปลาส้มอย่างนี้ ถ้าเราอยู่ในป่า ไปบิณฑบาต เขาใส่ปลาส้มให้เป็นห่อ มีแต่ปลาส้มห่อเดียวเท่านั้น มาเปิดดูเป็นปลาส้มไม่สุก ก็เลยเอาทิ้ง ฉันข้าวเปล่า ๆ ดีกว่า มันไม่กล้าล่วง อย่างนั้นจึงเรียกว่าจิตมันเห็น พระวินัยนั้นมันก็ง่ายขึ้น ๆ พระสงฆ์จะเอาอะไรให้เครื่องบริขาร จะเป็นบาตร จะเป็นมีดโกน จะเป็นอะไรต่าง ๆ ผมไม่เอา ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเพื่อนด้วยกันสหธรรมมิกอันเดียวกัน ไม่เอา ทำไมก็คนไม่สังวรสำรวม เราจะเชื่อได้ไหม มันก็ทำผิดต่าง ๆ ได้ทั้งนั้น คนไม่สังวรสำรวมนี่ มันไม่เห็น มันก็เป็นไปได้อย่างนี้ ความเห็นมันก็ลึกไปอย่างนั้น
ฉะนั้น มันจึงเป็นเหตุให้พวกสหธรรมมิกทั้งหลาย มองท่านองค์นั้นไม่เล่นกับเพื่อน ไม่เข้าสังคม ไม่อะไรต่ออะไรผมก็เฉยเสีย เออ คอยสังคมกันที่ตายเถอะ ที่จะตายมันอยู่สังคมอันเดียวแหละ นึกไว้ในในอย่างนี้ อยู่เรื่อยมาด้วยความอดทนมากที่สุด เลยเป็นคนพูดน้อย ใครมาพูดก้าวก่ายถึงการปฏิบัติเราแล้วก็เฉย ๆ ทำไมถึงเฉย คือ พูดแล้วเขาก็ไม่รู้จัก ไม่รู้การปฏิบัติ อย่างพระไปพิจารณาซากศพนี้ บางคนก็ว่า "อย่าไปฟังท่านเลย เอาใส่ย่าม อย่าบอกท่าน อย่าให้ท่านรู้ว่าใส่ย่าม"
"เออโยมรู้ไหมว่าพระเป็นหรือพระตาย พระนี้โยมเห็นว่าพระเป็นหรือพระตายแล้ว ไม่ใช่ว่าสุราจะเรียกว่าน้ำหอม มันจะเป็นน้ำหอมเหรอ มีแต่โยมเท่านั้นแหละ อยากจะกินเหล้าก็ว่าเป็นน้ำหอม ก็พากันกิน มันก็เป็นบ้าทั้งนั้นแหละ ไม่รู้เหล้ามันเป็นอย่างนี้" ตรงนะ ฟังตัวเองตรงอย่างนี้
อย่างนั้นพระวินัยนี้ลำบาก ต้องเป็นคนมักน้อย ต้องเป็นคนสันโดษ จะต้องเป็นคนเห็น เห็นถูกจริง ๆ ไปอยู่สระบุรี เราเข้าไปพักอยู่กับวัดบ้านเขา อาจารย์องค์นั้นก็เสมอพรรษา ไปบิณฑบาตมาร่วมกัน เอาบาตรมาตั้ง โยมเอาปิ่นโตมา ขึ้นบนศาลาเอาไปวาง พระก็ไปเอามารวมกัน ก็มาเปิดปิ่นโต จัดปิ่นโตเรียงกันยาวไปทางโน้น แล้วพระก็ไปรับประเคน ก็เอานิ้วมือใส่ปิ่นโตทางนี้ ปิ่นโตนั้นไปทางโน่น โยมเขาก็เอามือใส่ปิ่นโตทางนั้น เอาแล้ว พอแล้ว ก็จับมาถวายพระให้พระฉัน ไปกับผมประมาณสักห้าองค์...ไม่ฉัน...ไปบิณฑบาตมาก็มีแต่ข้าว นั่งรวมกันฉันแต่ข้าว ไม่มีใครกล้าฉันอาหารปิ่นโต เราก็อยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ วันหนึ่ง ท่านอาจารย์ก็เดือดร้อนเหมือนกัน คงจะมีลูกศิษย์ท่านไปพูดให้ฟัง "พระอาคันตุกะเหล่านี้ไม่ฉันอาหารเลย ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร" ท่านก็มีความเดือดร้อนขึ้น ผมก็มีเวลาอยู่นั่นตั้งหลายวัน จะเป็นต้องไปกราบเรียนท่านสมภารวัด
บอกว่า "ท่านอาจารย์ ผมขอโอกาสเถอะนะ ในเวลานี้ผมมีธุระที่จะพักพึ่งบารมีท่านอยู่สักหลายวัน แต่ถ้าอยู่วัดนี้ บางทีก็ท่านอาจารย์จะระแวงระวังหลายอย่างเหมือนกัน ทั้งพระภิกษุสามเณรทุกองค์ เพราะทำไมผมจึงไม่ฉันอาหารที่โยมเอามามาก ๆ นะ ผมจะขอเรียนให้อาจารย์ฟัง ผมไม่มีอะไรครับ ที่ผมไม่ฉันนั้นนะ ผมได้รับการประพฤติปฏิบัติมานี้นานแล้ว การรับประเคนนะครับ ที่โยมมาวางไว้ พระไปเปิดปิ่นโต ปลดสาย เปิดปิ่นโตแล้วก็เอาปิ่นโตซ้อนเอามาวางไว้ แล้วก็ให้เณรมาถวาย อันนี้ผมเห็นว่ามันผิด มันเป็นทุกกฎแล้ว คือไปลูบไปคลำไปจับต้องของยังไม่ได้ประเคน มันเสียหายทั้งนั้น ตามพระวินัยพระทุกองค์ฉันนะเป็นอาบัติหมดเลย ข้อนี้เองครับ มิใช่รังเกียจใครทั้งนั้น ที่ผมมาเรียนท่านอาจารย์วันนี้มิใช่จะห้ามให้ลูกศิษย์ลูกหาว่าท่านไปทำ...มิใช่ ผมมาเล่าความบริสุทธิ์ให้ฟังเพราะว่าผมจะมีเวลาอยู่ในที่นี้หลายวัน"
ท่านก็ยกมือขึ้น "สาธุ ดีมากทีเดียว ผมไม่เคยเห็นพระที่รักษาอาบัติทุกกฎในสระบุรี ไม่มีแล้วครับ มันจะมีก็นอกจังหวัดสระบุรี ผมขออนุโมทนาสาธุการเลยครับ ผมไม่มีอะไร ดีแล้ว"
รุ่งขึ้นเช้า เข้าไปบิณฑบาตกลับมารวมกัน พระไม่เข้าไปใกล้เลย ทีนี้มีแต่โยมเข้ามาถวาย เพราะกลัวพระไม่ฉันจังหัน แต่วันนั้นมาพระเณรท่านก็กลัว ท่านจะยืน จะเดิน จะนั่ง เขาก็ลำบากคับแคบใจ ผมก็เลยเปิดเผยให้เขาเข้าใจกันดีทุกคน รู้สึกว่าพระเณรที่นั่นกลัวมาก เข้าในกุฏิปิดเงียบสงบเลย ไม่มีเสียง สองวันสามวันผมพยายามดีกับเขา เพราะเขากลัว...อายนี่มันเป็นอย่างนี้ จะต้องไปพูดอะไรให้รู้เรื่อง เราไม่มีอะไรจริง ๆ เราจะพูดว่าฉันจังหันไม่พอ หรือเราจะเอาอาหารอะไร ๆ ไม่พูด เพราะอะไร ก็เราเคยอดอาหารมาเจ็ดวัน แปดวัน ก็เคยมาแล้ว สองวันสามวันเราเคยมาแล้ว อันนี้มีข้าวเปล่า ๆ ฉัน มันไม่ตายหรอก ที่มันมีกำลังก็คือที่เราปฏิบัติ ที่รับโอวาทรับธรรมะที่ได้ปฏิบัติแล้ว คิดว่าทำตามพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นแหละ ไปตรงนั้น ใครทำอย่างนี้ ไปตรงนี้ ไม่เล่นกับใคร แล้วพยายามที่สุดอย่างนี้นี่ก็เพราะว่า มันรักตัวเอง รักข้อประพฤติปฏิบัติ
คนไม่รักษาพระวินัย คนไม่ภาวนากับคนภาวนาอยู่ด้วยกันไม่ได้ มันต้องแยกกันเลย มันไปด้วยกันไม่ได้ อันนี้ก็เป็นของที่สำคัญ ผมก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันสมัยก่อน เป็นครูเป็นอาจารย์ของเขาสอนมันอย่างนั้น แต่เราไม่ได้ปฏิบัติ เสียหมดนะ มันเสีย เมื่อมาพิจารณาดี ๆ โอยมันไกลกันฟ้ากับดินเลย ความเห็นของเรานะ
ดังนั้น คนเราจะไปตั้งสำนักวิปัสสนาทำกรรมฐานอยู่ในป่า...อย่าเลย ถ้าไม่รู้เรื่องอย่าไปเลย ยิ่งร้าว เราก็เข้ใจว่าไปอยู่ในป่ามันจะสงบ เนื้อในของการปฏิบัตินั้นไม่รู้จัก บางคนก็ไปถากหญ้าเอาเอง บางคนก็ไปทำอะไรเอาเองสารพัดอย่างวุ่นวาย พอผู้ที่รับรู้กับการประพฤติปฏิบัติแล้ว เขามองดูเห็นแล้วไม่เอา มันไม่เจริญ อย่างนั้นมันไม่เจริญ จะไปตั้งอยู่ป่าที่สงบขนาดไหนมันเจริญไม่ได้ คือมันทำไม่ถูก เห็นท่านอยู่ป่าก็ไปอยู่ป่าอย่างท่าน มันก็ไม่เหมือน ห่มจีวรก็ไม่เหมือน สีจีวรก็ไม่เหมือน ขบฉันอะไรก็ไม่เหมือนทั้งนั้นแหละ คือมันไม่ได้ฝึกไม่ได้หัดเสียที ไม่ค่อยจะเป็นจริง เป็นก็เป็นหลักที่โฆษณาตามโลกเขา ก็เหมือนกับเขาโฆษณาขายยาเท่านั้นแหละ มันไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นหรอก ดังนั้นคนที่ไปตั้งวิปัสสนาใหม่ ๆ ไปเรียนรู้วิธีมาก็ไปเรียน ไปสอน จิตมันไม่เป็น จิตมันไม่เห็น เดี๋ยวก็เลิกเท่านั้นแหละ พังเท่านั้นแหละ เดือดร้อน
ดังนั้นพวกเรานะ ไม่ต้องเรียนอะไรกันมาก ดูนวโกวาทเขาว่าอะไรกันบ้าง มันเป็นอย่างไร ศึกษาให้เข้าใจแล้ว พิจารณาแล้วก็จำไว้นาน ๆ ก็มากราบครูบาอาจารย์ ตรงนั้นมันเป็นอย่างไร อันนี้นะท่านจะอธิบายปลีกย่อยให้ฟัง เราก็ศึกษาไปเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะเข้าใจจริง ๆ ในเรื่องพระวินัย