เรื่อง  ทรงไว้ซึ่งข้อวัตร

                "ข้อประพฤติปฏิบัติที่แท้นั้น  ไม่ต้องกลัวใคร  
กลัวแต่ความประมาทมันจะเกิดขึ้นมา  
กลัวความผิดมันจะเกิดขึ้นมา  ที่กาย  ที่วาจา  ที่ใจของเรานี้เอง  
เมื่อเราเห็นความบกพร่อง  ที่กาย  ที่วาจา  ที่ใจของเราแล้ว  
เราก็ต้องพิจารณาควบคุมจิตใจของเราอยู่เสมอ"


            วันนี้เป็นโอกาสที่ท่านทั้งหลายได้มาประชุมกัน ณ โอกาสนี้ทุกปี  คณะเราทำการสอบธรรมะ  แล้วก็มารวมกัน  ทุก ๆ ท่านให้พากันเข้าใจว่าผู้ปฏิบัติควรสนใจการกระทำกิจวัตร  อาจาริยวัตร  อุปัชฌายวัตร  อันนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของพวกเราทั้งหลายให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนมีความสามัคคีพร้อมเพรียงซึ่งกันและกัน  เป็นเหตุให้พวกเราได้ทำความเคารพซึ่งจะเป็นมงคลในหมู่พวกเราทั้งหลาย

            ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาจนถึงบัดนี้  ทุกกลุ่มทุกเหล่าถ้าขาดความคารวะกันแล้วก็ไม่สำเร็จประโยชน์  แม้ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็เหมือนกัน  จะเป็นฆราวาส  จะเป็นบรรพชิต  ถ้าขาดความเคารพคารวะ  ความมั่นคงก็ไม่มี  ถ้าความเคารพคารวะไม่มี  ก็เกิดความประมาท  กิจวัตรทุกอย่างมันก็เสื่อมทรามไป

            คณะกรรมฐาน  คณะปฏิบัติ  พวกเราที่มารวมอยู่ที่นี้ประมาณ 25 พรรษาแล้ว  มีความเจริญก้าวหน้ามา  ตามที่ผมสังเกตนั้นก็เรียกว่าเจริญมาเรื่อย ๆ  แต่ว่าถึงจุดหนึ่งมันก็จะเสื่อมได้  อันนี้ให้เราเข้าใจ  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามองเห็นเหมือนกัน  แต่ถ้าหากว่าพวกเราทั้งหลายอาศัยความไม่ประมาท  มีความเคารพคารวะ  ทำกิจวัตรอันนี้ติดต่อกันไปไม่ขาด  ผมเข้าใจว่าความสามัคคีของพวกเรานั้นจะมีความมั่นคง  การประพฤติปฏิบัติในหมู่คณะของพวกเรา  ก็จะเป็นเหตุให้ยืนยงคงทน  ยังพุทธศาสนาอันนี้ให้เจริญไปนาน

            ทีนี้ปริยัติและปฏิบัติมันเป็นคู่กันโดยตรง  และปริยัติกับปฏิบัตินี้เป็นของคู่กันมา  ยังพุทธศาสนาให้เจริญถาวรรุ่งเรืองตลอด   เพราะเมื่อเราศึกษาเรียนรู้แล้ว  ก็มาปฏิบัติตามความรู้ของเรานั้น  เรียกว่าการประพฤติปฏิบัติ  ถ้าหากว่าเราเรียนปริยัติอาศัยความประมาท  เท่าที่ผมเคยสังเกตมาแล้ว  คือ  สมัยหนึ่งผมอยู่ที่นี้  พระอยู่จำพรรษาประมาณ 7 องค์  เป็นปีแรก  ผมก็เลยมาคิดว่า เรื่องการเรียนปริยัติกับปฏิบัตินี่ ถ้าตั้งปริยัติขึ้นเมื่อไหร่ ... เสื่อม  โดยมากเป็นเช่นนี้   ทั้งการปฏิบัติก็เป็นไปได้ยาก  มันเสื่อม  โดยมากเป็นเสียอย่างนี้      เมื่อได้มาคำนึงถึงอันนี้  ผมอยากจะรู้เหตุข้อมูลว่าเป็นเพราะอะไร  ก็เลยมาตั้งสอนพระเณรในพรรษานั้น  7 องค์  สอนประมาณสัก 40 วัน  ฉันเสร็จแล้วก็สอนจน 6 โมงเย็นทุกวัน  ไปสอบสนามหลวงปรากฏว่าได้ผล 7 องค์  สอบได้หมดทุกองค์เลย  อันนี้ดี    แต่ว่ามันมีการบกพร่องอยู่อย่างหนึ่งกับบุคคลที่ไม่มีความระมัดระวัง  การเรียนปริยัตินี้ต้องอาศัยการพูด  อาศัยการท่องบ่นต่าง ๆ เป็นต้น  บุคคลที่ไม่ค่อยระวังสังวร  ไม่ค่อยสำรวมนั้นก็เลยทิ้งการปฏิบัติ  มาท่องบ่นจดจำด้วยสัญญาเสียเป็นอย่างมาก  เป็นเหตุให้พวกเราทั้งหลายนั้นทิ้งบ้านเก่าเรา  ทิ้งมูลเก่าเรา  ทิ้งข้อปฏิบัติอันเก่าของเราไป  โดยมากมันเป็นเช่นนี้

            ทีนี้เมื่อเรียนจบแล้ว  สอบสนามหลวงแล้ว  ดูกิริยาพระเณรก็ต่างจากเก่า  เดินจงกรมก็ไม่ค่อยมี  นั่งสมาธิก็น้อย  การคลุกคลีกันก็มากขึ้น  ความสงบระวับมันน้อยลง  ความเป็นจริงการปฏิบัตินะ  เมื่อเดินจงกรมแล้วก็ตั้งใจเดินจงกรม  เมื่อนั่งสมาธิก็ตั้งอกตั้งใจทำเมื่ออยู่ในอิริยาบถ  การเดิน  การยืน  การนั่ง  การนอน  เราก็พยายามสังวรสำรวม  แต่เมื่อเรามาเรียนหนังสือแล้วมันเป็นสัญญาเสียโดยมาก  เลยเพลินไปตามปริยัติอันนั้น ลืมตัวเสีย  ก็เล่นอารมณ์ภายนอก  อันนี้มันก็เป็นแต่เฉพาะคนที่ไม่มีปัญญา  บุคคลที่ไม่สำรวมสังวร  บุคคลที่ไม่สติติดต่อกัน  ก็เป็นเหตุให้จิตฟุ้งซ่าน  การพูดเรื่อยเปื่อย  ไม่สังวรสำรวม  จับกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนก็มากขึ้นมา  หลายขึ้นมา  อันนี้เป็นเหตุให้เสื่อม  มันไม่ใช่เป็นเพราะปริยัติ  มันเป็นเพราะบุคคลเราไม่ตั้งใจ  ลืมเนื้อลืมตัวเสีย

            ความจริงปริยัตินี้เป็นของชี้ช่องทางให้พวกเราประพฤติปฏิบัติทั้งนั้น  ถ้าหากเราไปเรียนแล้วลืมตัว  การพูดมันก็มาก  การเล่นมันก็มาก  การเดินจงกรมทิ้งไปหมด    แล้วก็มีความกระสันอยากจะสึก  โดยมากเรียนไม่ได้ก็สึกกัน  อันนี้เป็นเหตุ  ไม่ใช่ว่าเพราะปริยัติไม่ดี ปฏิบัติไม่ถูก  ไม่ใช่อย่างนั้นเป็นเพราะพวกเราทั้งหลายนั้นขาดการพินิจพิจารณาความเป็นจริงการปฏิบัตินั้นจะอ่านหนังสือ  จะท่องหนังสือ  จะทำอะไรมันก็เป็นธรรมฐานกันทั้งนั้น

            ฉะนั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้ในพรรษาที่สอง  ผมเลยเลิกสอน  เลิกการสอนปริยัติ  อีกหลายปีต่อมามีกุลบุตรมากขึ้น  บางคนก็ไม่รู้เรื่องพระธรรมวินัย  สมมุติบัญญัติก็ไม่รู้เรื่อง  ก็เลยปรับปรุงขึ้นมาใหม่  ขอครูบาอาจารย์ที่ได้เรียนมาแล้วนั้นสอน  พยายามสอนจนตลอดมาถึงทุกวันนี้  การเรียนปริยัติจึงเกิดขึ้นมา     ทุกปีเมื่อเรียนเสร็จแล้ว  ผมก็ให้ท่านเปลี่ยนใหม่  ตำรับตำราต่าง ๆ ที่มันไม่สำคัญเก็บใส่ตู้ไว้เสีย  อ่านเฉพาะที่มันเป็นข้อปฏิบัติเท่านั้น  ตั้งใหม่เข้าหลักเดิมของเรา  มายกข้อประพฤติปฏิบัติส่วนรวมขึ้นมา  เช่นจะต้องทำวัตรสวดมนต์พร้อมเพรียงกัน อันนี้เป็นหลักทำไปเพื่อแก้ความขี้เกียจ  แก้ความรำคาญ  เป็นเหตุให้เราขยันหมั่นเพียรขึ้นมา  ทุกคนก็ทำกันเรื่อย ๆ มาตลอดทุกวันนี้  ปีนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น  ให้พวกเราทั้งหลายอย่าทิ้งหลักการประพฤติปฏิบัติ  การพูดน้อย  นอนน้อย  กินน้อย  การสงบระงับ  ไม่คลุกคลีหมู่คณะ  การเดินจงกรมเป็นประจำ  การนั่งสมาธิเป็นประจำ  การประชุมกันเนืองนิจในคราวที่ควรประชุม  อันนี้ขอให้เอาใจใส่ทุก ๆ ท่านต่อไป

            พวกท่านทั้งหลายอย่าเอาโอกาสดี ๆ อันนี้ไปทิ้ง  พึงประพฤติปฏิบัติ  เรามีโอกาสซึ่งอยู่ใต้การปกครองของครูบาอาจารย์  ครูบาอาจารย์ท่านก็ปฏิบัติกันชั้นหนึ่ง  ให้พวกเราทั้งหลายตั้งใจประพฤติปฏิบัติกันไปก็เป็นกันมาอย่างนี้  ฉะนั้นจึงให้พวกท่านทั้งหลายรวมกันทำสามัคคีเข้าหลักเดิม  เคยเดินจงกรมก็ต้องเดิน  เคยนั่งสมาธิก็ต้องนั่ง  เคยมาทำวัตรตอนเช้า  ทำวัตรตอนเย็นนั้น  ก็พยายามอันนี้เป็นกิจของท่านโดยตรง

            อันนี้ขอให้ท่านตั้งใจ  คนอยู่เฉย ๆ นั้นไม่มีกำลังนะ  คนป้วนเปี้ยน  คนที่อยากจะสึก  วุ่นวาย  ดูซิ  ก็คือคนที่ไม่ตั้งใจปฏิบัติ  ไม่มีงานทำ  เราจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้  ในกิจพุทธศาสนาี้  เป็นพระเป็นเณร  เราอยู่ดีกินดีแล้วจะอยูสบายไม่ได้    กามสุขัลลิกานุโยโค  นี่มันเป็นพิษอย่างมากทีเดียว  ให้พวกท่านทั้งหลายกระเสือกกระสนหาข้อประพฤติปฏิบัติของตนเพิ่มข้อวัตรขึ้น  เตือนตนเองมากขึ้น อันใดที่มันบกพร่องก็พยายามทำดีขึ้นไป  อยู่ไปอาศัยอย่างอื่นเป็นอยู่  คนที่จะมีกำลังนี่  เดินจงกรม  เดินไปตามกุฏิเท่านั้น  เราจะเห็นทางเดินเป็นแถว เราเห็นบ่อยครั้ง  การเดินจงกรม  การนั่งสมาธิ  ท่านองค์นี้ไม่เบื่อไม่หน่าย  นี่ท่านมีกำลัง  ท่านเป็นผู้มีกำลังมาก  ทุก ๆ องค์ถ้าเอาใจใส่ในการประพฤติปฏิบัติอย่างนี้แล้ว  ผมว่ามันสบาย  ไม่ค่อยมีอะไรมากมาย  ถ้าหากว่าใครไม่อยู่ในการประพฤติปฏิบัติ  การเดินจงกรม  การทำสมาธิไม่มีอะไร  มีแต่การเที่ยว  มันไม่สบายตรงนี้  ไปเที่ยวตรงนั้น  มันไม่สบายตรงนั้น  ไปเที่ยวตรงนี้เท่านั้นแหละ  ตะลอนไปเรื่อยอย่างนั้นมันก็ไม่ตั้งใจกัน  ไม่ค่อยดี  ไม่ต้องอะไรมากมายหรอก  เราอยู่ให้รู้จักข้อวัตรปฏิบัติให้มันสุขุมเสียก่อนเถอะ  การเที่ยวไปมามันเป็นของภายหลัง  มันไม่ยาก  ของง่าย ๆ ตั้งใจกันทุก ๆ องค์นะ

            อันนี้พูดถึงการเสื่อมการเจริญมันก็เป็นมาอย่างนี้  ถ้าจะให้มันดีจริง ๆ แล้ว  ปริยัติก็พอสมควร  ปฏิบัติก็พอสมควร  เป็นคู่เคียงกันไป  อย่างกายกับจิตนี้เป็นตัวอย่าง  จิตมีกำลังกายก็ปราศจากโรค  กายดีจิตมันก็ได้รับความสงบระงับ  ถ้าหากว่าจิตวุ่นวาย  กายสมบูรณ์อยู่  มันก็เป็นไปได้ยาก  ถ้าหากว่ากายมีเวทยามาก  จิตไม่มีกำลัง  จิตนั้นก็มายึดกายเป็นต้น  ก็ไม่สบายกันไปอีก  นี่พูดถึงผู้ที่ยังศึกษาอยู่  เราก็ต้องศึกษาอย่างนี้  การศึกษาในทางกรรมฐานเรานี้  ศึกษาเรื่องการบำเพ็ญ และการละ  ที่ว่าศึกษานี้  ถ้าหากว่าเราถูกอารมณ์มา  เรายังไปยึดไหม  ยังมีวิตกไหม  ยังมีความน้อยใจไหม  มีความดีใจไหม  พูดง่าย ๆ เรายังหลงอารมณ์เหล่านั้นอยู่ไหม  หลงอยู่  เมื่อไม่ชอบก็แสดงความทุกข์ขึ้นมา  เมื่อชอบก็แสดงความพอใจขึ้นมา  จนเกิดเป็นกิเลส  จนใจเราเศร้าหมอง  อันนั้นเราจะมองเห็นได้ว่าเรายังบกพร่องอยู่  ยังไม่สมบูรณ์บริบูรณ์  เราจะต้องศึกษา  จะต้องมีการละ  ต้องมีการบำเพ็ญอยู่เสมอไม่ขาด  นี่ผู้ศึกษาอยู่  มันติดอยู่ตรงนี้  เราก็รูจักว่าติดอยู่ตรงนี้  เราเป็นอย่างนี้เราจะต้องแก้ไขตัวเราเอง

            การอยู่กับครูบาอาจารย์หรืออยู่นอกครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน  ความกลัวนั้น บางคนก็มีความกลัว  ถ้าไม่เดินจงกรมก็กลัวครูบาอาจารย์จะดุจะว่าเอา  นี่ก็ยังดีอยู่  แต่ว่าข้อประพฤติปฏิบัติที่แท้นั้น  ไม่ต้องกลัวใคร  กลัวแต่ความประมาทมันจะเกิดขึ้นมา  กลัวความผิดันจะเกิดขึ้นมาที่กาย  ที่วาจา  ที่ใจของเรานี้เอง  เมื่อเราเห็นความบกพร่องที่กายที่วาจาที่ใจของเราแล้ว  เราก็ต้องพิจารณาควบคุมจิตใจของเราอยู่เสมอ  อตฺตนา  โจทยตฺตานธํ  จงเตือนตน  ด้วยตนเอง  ไม่ต้องทิ้งการงานอันนั้นให้คนอื่นช่วย  เรารีบปรับปรุงตัวเองเสียให้รู้สึกอย่างนี้เรียกว่าการศึกษา  การละ  การบำเพ็ญ  จับอันนั้นมาพิจารณาให้มันเห็นแจ่มแจ้ง

            ที่เราอยู่กันนี้ด้วยการอดทน  อดทนต่อกิเลสทั้งหลายนี้  มันก็ดีส่วนหนึ่งเหมือนกัน  แต่อดทนอันนี้ก็เรียกว่าปฏิบัติธรรมยังไม่เห็นธรรม  ถ้าเราปฏิบัติธรรมจนเห็นธรรมแล้ว  สิ่งที่มันผิดเราก็ละมันได้จริง ๆ เมื่อเราเห็นในจิตของเราอย่างนี้  เราก็สบาย  ใครจะมาว่าอย่างไรก็ช่าง  เราชื่อจิตของตนเอง  มันไม่วุ่นวาย  จะอยู่ที่ไหนก็อยู่ไปได้อย่างนี้   ทีนี้พวกเราเป็นพระเล็ก เณรน้อย  บวชก็มาปฏิบัติ  บางทีก็เห็นครูบาอาจารย์ท่านก็ไม่ค่อยเดินจงกรม  ไม่ค่อยนั่งสมาธิ  ไม่ค่อยทำอะไรต่ออะไรของท่าน  เราก็อย่าเอาตัวอย่างท่านนั้น  ให้เอาเยี่ยง  อย่าไปเอาอย่างท่าน  เยี่ยงมันเป็นอย่างหนึ่ง  อย่างมันเป็นอย่างหนึ่ง  คือสิ่งอะไรที่ท่านพออยู่สบายแล้ว  ท่านก็อยู่สบาย ๆ ถึงท่านไม่ทำทางกาย ทางวาจา  ท่านก็ทำของท่านทางใจ  สิ่งภายในจิตใจนั้นตามองไม่เห็นการประพฤติปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนานี้  มันเป็นเรื่องของจิต  ถึงแม้ไม่แสดงทางกาย  วาจา  เรื่องจิตมันเป็นเป็นส่วนจิต

            ฉะนั้น  เมื่อเห็นครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมานานแล้วพอสมควรแล้ว  บางทีท่านก็ปล่อยกายวาจาของท่าน  แต่ท่านคุมจิตของท่าน  ท่านสำรวมอยู่แล้ว  ถ้าเราเห็นเช่นนั้น  เราก็ไปเอาอย่างท่านแล้วก็ปล่อย  การปล่อยวาจาเราก็ปล่อยไปตามเรื่อง  มันก็ไม่เหมือนกันเท่านั้น  มันคนละที่  อันนี้ให้พิจารณา  มันต่างกันเสียแล้ว  มันคนละที่เสียแล้ว  อันนั้นเมื่อท่านนั่งอยู่  ท่านก็ไม่มีความประมาท  ท่านไม่วุ่นวายกับสิ่งทั้งหลาย  แต่ท่านก็อยู่ในสิ่งอันนั้น  อันนี้เราไม่รู้จักท่าน  สิ่งในใจมันไม่มีใครรู้จัก  เราจะไปดูตัวอย่างข้างนอกอย่างเดียวนั้นก็ไม่ได้  เรื่องจิตนี้เป็นของสำคัญ  เรานี้ถ้าพูดไปก็ตามคำพูด  ถ้าทำมันก็ไปตามการกระทำนั้น  บางทีที่ท่านทำมาแล้ว  กายของท่าน  ท่านก็ทำได้  วาจาของท่าน  ท่านก็พูดได้  แต่จิตของท่านไม่เป็นไปตามนั้น  เพราะว่าจิตของท่านปรารภธรรมปรารภวินัยอยู่ เช่น บางอย่างท่านจะทรมานเพื่อนฝูง  ทรมานลูกศิษย์หรืออะไรต่าง ๆ การพูดมันก็หยาบไม่ค่อยเรียบร้อย  ทางกายของท่านก็หยาบ  เมื่อเราไปเห็นเช่นนี้  เราเห็นแต่กายของท่าน  ส่วนจิตนั้นที่ท่านปรารภธรรมหรือปรารภวินัยมองเห็นไม่ได้  อย่างไรก็ช่างมันเถอะ  ให้เรายึดเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าอย่าประมาท  ความไม่ประมาทนี่แหละเป็นสิ่งที่ไม่ตาย   ความประมาทนั่นแหละคือความตาย  ให้ถืออย่างนี้  ใครจะทำอย่างไรก็ช่างใครเถอะ  เราอย่าประมาทเท่านั้น  อันนี้เป็นของที่สำคัญ

            อันนี้ที่ผมกล่าวมานี้เพื่อจะเตือนท่านทั้งหลายว่า  เวลานี้เราสอบสนามหลวงมาเสร็จแล้ว  แล้วก็มีโอกาสที่จะเที่ยวสัญจรไปมา แล้วก็มีโอกาสที่จะทำอะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง  ขอให้ท่านทั้งหลายมีความสำนึกรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า  เราเป็นผู้ปฏิบัติ  เป็นผู้ปฏิบัติต้องสังวรสำรวมระวัง  อย่างคำสอนที่ท่านว่า "ภิกขุ"  แปลว่า  ผู้ขอ  ถ้าแปลอย่างนี้การปฏิบัติมันก็ไปรูปหนึ่ง  หยาบ ๆ ถ้าใครเข้าใจ  อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า  ผู้เห็นภัยในสงสาร  นี่มันลึกซึ้งกว่ากันทั้งนั้น  ผู้เห็นภัยในสงสารก็คือเห็นโทษของวัฏฏะทั้งหลายนั้น  ในวัฏฏสงสารนี้มันมีภัยมากที่สุด  แต่ว่าคนธรรมดาสามัญไม่เห็นภัยในสงสารนี้  เห็นความสนุก  เห็นความสนาน  ความรื่นเริงบันเทิงในโลกอันนี้  แต่ท่านว่า "ภิกขุ"  ผู้เห็นภัยในสงสาร"  สงสารนั้นคืออะไร  สฺสาเร  สุขํ  สํสาเร  ทุกขํ  ทุกข์ในสงสารนี้เหลือที่จะทนได้  มันมากเหลือเกินแหละ  อย่างความสุขนี่มันก็เป็นสงสาร  ท่านไม่ให้เอาไปยึดมั่น  ถ้าเราไม่เห็นภัยในสงสาร   เมื่อเกิดความสุขเราก็ยึดความสุขนั้นเข้าไป  ไม่รู้จักทุกข์  คล้าย ๆ ไม่รู้จักความผิด  เหมือนเด็กไม่รู้จักไฟ  มันเป็นเช่นนั้น  ถ้าเราเข้าใจการประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ว่า  "ภิกขุ  ผู้เห็นภัยในสงสาร"  ถ้าธรรมะข้อนี้เข้าใจอย่างนี้  มันจมอยู่ในใจของผู้ใด  ผู้นั้นจะยืน  จะเดิน  จะนั่ง  จะนอนที่ไหนก็ตาม  ก็เกิดความสลด  เกิดความสังเวช  เกิดความรู้ตัวเกิดความไม่ประมาทอยู่นั่นแหละถึงท่านจะนั่งอยู่เฉย ๆ ก็เป็นอยู่อย่างนั้นเสียแล้ว  การปฏิบัตินี้เรียกว่า "ผู้เห็นภัยในสงสาร"  ถ้าเห็นภัยในสงสารแล้วท่านก็อยู่ในสงสารนี้แหละ  แต่ท่านไม่อยู่ในสงสารนี้  คือ รู้จักสมมุติอันนี้  รู้จักวิมุตติอันนี้  ท่านจะพูดก็พูดต่างเรา  ทำก็ทำต่างเรา  คิดก็คิดต่างเรา  นี่การปฏิบัติมันฉลาดกว่ากันอย่างนี้

            ฉะนั้น  ครูบาอาจารย์ท่านยังบอกว่าให้เอาเยี่ยงของท่าน  อย่าไปเอาอย่างท่าน  มันมีเยี่ยงกับอย่าง 2 อย่าง  คลุมกันอยู่  ถ้าคนไม่ฉลาดก็ไปจับหมดทุกอย่าง  มันก็ไม่ได้  อันนี้แหละเวลานี้  เราต้องมีการมีงานอะไรหลาย ๆ อย่าง  พวกเราทั้งหลายอย่างพากันเผลอ

            ส่วนผมปีนี้ร่างกายไม่ค่อยสบาย  ไม่ค่อยดี  บางสิ่งบางอย่างผมก็มอบให้พระภิกษุสามเณรทุก ๆ องค์ช่วยกันทำต่อไป  บางทีผมก็พักผ่อน  โดยมากก็ชอบเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา  ทางโลกก็เหมือนกัน  ถ้าพ่อแม่ยังอยู่  ลูกเต้าก็สบายสมบูรณ์  ถ้าพ่อแม่ตายไปแล้ว  ลูกเต้าแตกกันแยกกัน  เป็นคนรวยก็กลับมาเป็นคนจน  อันนี้มันเป็นธรรมดาอยู่ในโลกนี้  มันมีอยู่แล้วและเรามองเห็นอยู่  เช่น  เมื่อครูบาอาจารย์ยังอยู่ก็สบาย  สมบูรณ์บริบูรณ์  ยกตัวอย่างเช่น  พระพุทธเจ้าของเราเป็นต้น  เมื่อท่านยังทรงพระชนม์อยู่นั้นก็เรียกว่า  กิจการต่าง ๆ นั้นก็เรียบร้อยมันดีทุกอย่าง  เมื่อปรินิพพานแล้วนั้นนะ  ความเสื่อมมั่นเข้ามาเลยเพราะอะไร  ก็เพราะเรานะ  เมื่อครูบาอาจารย์ยังอยู่ก็เกิดเผลอไปประมาทไป  ไม่ขะมักเขม้นในการศึกษาและประพฤติปฏิบัติ  ทางโลกก็เหมือนกัน  พ่อแม่ยังอยู่  เราก็ปล่อยให้พ่อแม่  อาศัยพ่อแม่เราว่ายังอยู่เหมือนกัน  พ่อแม่ยังอยู่  เราก็ปล่อยให้พ่อแม่  อาศัยพ่อแม่เราว่ายังอยู่  ตัวเราก็ไม่เป็นการเป็นงาน  เมื่อพ่อแม่ตายไปหมดแล้วก็ต้องเป็นคนจน  ฝ่ายพระเจ้าพระสงฆ์เราก็เหมือนกัน  ถ้าหากครูบาอาจารย์หนีหรือมรณภาพไปแล้ว  ชอบคลุกคลีกัน  ชอบแตกสามัคคีกัน  ชอบเสื่อมเกือบทุกแห่งเลย  อันนี้เป็นเพราะอะไร  เพราะว่าเราทั้งหลายพากันเผลอตัวอยู่  เราก็อาศัยบุญบารมีของครูบาอาจารย์อยู่  เราก็ไม่เป็นอะไรสบาย  ถ้าหากว่าครูบาอาจารย์เสียไปแล้ว  ลูกศิษย์ชอบแตกกัน  ชอบแยกกัน  ความเห็นมันต่างกัน  องค์ที่คิดผิดก็ไปอยู่แห่งหนึ่ง  องค์ที่คิดถูกก็ไปอยู่แห่งหนึ่ง  ผู้ที่ไม่สบายใจหนีออกไปจากเพื่อแล้วไปตั้งใหม่อีก  ก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่อีก  มีบริษัทมีบริวารประพฤติดี  ประพฤติชอบขึ้นมาอีกในกลุ่มนั้น  ชอบเป็นอย่างนี้  ปัจจุบันนี้ยังเป็นอย่างนั้น  อันนี้ก็เพราะพวกเราทำให้บกพร่อง  บกพร่องเมื่อครูบาอาจารย์ยังอยู่  เรายังอาศัยความประมาทกันอยู่  ไม่หยิบเอาข้อวัตรปฏิบัติอันที่ท่านประพฤติปฏิบัติมานั้น  ยกเข้ามาใส่ใจของเรา  จะประพฤติปฏิบัติตามอย่างนั้นไม่ค่อยมี

แม้แต่ครั้งพุทธกาลก็เหมือนกัน  เคยเห็นไหม  พระภิกษุผู้เต๋านั่นไงล่ะ  สุภัททะภิกขุนั่น  พระมหากัสสปะมาจากปาวาร  มาถามปริพาชกว่า   "พระพุทธเจ้าของเรายังสบายดีอยู่หรือเปล่า"  "พระพุทธเจ้าปรินิพพานไป 7 วันเสียแล้ว"

พระทั้งหลายที่ยังมีกิเลสหนา  ปัญญาหยาบ  ยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพานก็น้อยใจร้องไห้ก็มี  ครวญคราง  หลาย ๆ อย่าง  

ผู้ถึงธรรมะก็เห็นว่า "พระพุทธเจ้าของเราปรินิพพานไปแล้ว  ไปด้วยดีแล้วหนอ"  

ผู้ที่มีกิเลสมาก  อย่างเช่นพระสุภัททะพูดว่า  "ท่านจะร้องไห้ทำไม  พระพุทธองค์ท่านนิพพานไปน่ะดีแล้ว  เราจะอยู่สบายกัน  เมื่อท่านยังอยู่นั้นจะทำอะไรก็ไม่ได้  จะพูดอะไรก็ไม่ได้  ข้อข้องทั้งนั้นแหละ  เราอยู่ลำบากใจเรา  อันนี้มันดีแล้ว  ท่านนิพพานไปแล้ว  สบายเลย  อยากทำอะไรก็ทำ  อยากพูดอะไรก็พูด  อันนี้เราจะร้องไห้ทำไม" มันเป็นมาแต่โน้นมันเป็นมาอยู่อย่างนี้

ฉะนั้น  อย่างไรก็ตาม  ถึงครั้งพระพุทธเจ้าเรา  ก็เอานี้ไว้ไม่ได้  แต่ว่าอย่างเรามีแก้วน้ำใบหนึ่ง  เราพยายามรักษามันให้ดี  ใช้แล้วก็เช็ดมัน  เก็บมันไว้ที่สมควร ระมัดระวังแก้วใบนั้น  มันจะได้ใช้ไปนาน ๆ เราใช้ไปเสร็จแล้วคนอื่นจะได้ใช้ต่อไปนาน ๆ ให้มันนานเท่าที่มันจะนานได้  ถ้าหากว่าเราใช้แก้วแตกวันละใบ วันละใบ กับการใช้แก้วใบหนึ่ง 10 ปี  จึงแตก  มันก็ต่างกัน  ดีกว่ากันไหม  มันก็เป็นอย่างนั้น  อย่างการประพฤติปฏิบัตินี้ก็เหมือนกันอย่างพวกเราอยู่ด้วยกันหลาย ๆ องค์อย่างนี้นะ  ปฏิบัติให้สม่ำเสมอ  จะให้ดีมากสัก 10 องค์เถอะ  10องค์ วัดป่าพงนี้เจริญ  เหมือนกับคนในบ้าน ๆ หนึ่งนั่นแหละ  ขนาดสัก  100 หลังคา  มีคนดีสัก 40 คน  บ้านนั้นก็เจริญ  อันนี้จะหาสัก 10 คน  ก็ยากอย่างวัดหนึ่งอย่างนี้นะ  จะหาครูบาอาจารย์ประพฤติปฏิบัติมานั้น  ผู้มีศรัทธาจริงจังนั้น  5-6  องค์มันก็ยาก  มันเป็นเช่นนั้น

            อย่างไรก็ตาม  พวกเราทั้งหลายก็ไม่มีหน้าที่อื่นอีกแล้ว  นอกจากการประพฤติปฏิบัติชอบเท่านั้น  เพราะเรานี้ไม่มีอะไรแล้ว  ดูซิใครเอาอะไรไหม  ทรัพย์สมบัติเราก็ไม่เอาแล้ว  ครอบครัวเราก็ไม่มีแล้ว  อะไรทุกอย่างแม้ตั้งแต่การฉันก็ยังฉันมื้อเดียว  เราละมาหลาย ๆ อย่างแล้ว  สิ่งที่มันดีกว่านี้เราละมาเยอะ  คล้าย ๆ กับที่ว่าเป็นพระนี้เราละหมดไม่มีอะไร  สิ่งที่พวกเขาชอบ ๆ กันนั้นนะ  ทั้งหมด  ก็ตกลงว่า เราบวชมาในพุทธศาสนานี้ก็เพื่อหวังการประพฤติปฏิบัติ  เพราะเราละมาแล้ว  ไม่เอาอะไรแล้ว  เราจะมาคิดเอาอะไรอีก  จะมาเอาอะไรต่าง ๆ ไว้ในใจของเราอีก  อันนี้มันไม่สมควรแล้ว

            ให้เราไปคิดว่า  เราบวชกันทำไม  เราปฏิบัติกันทำไม  บวชมาปฏิบัติ  ถ้าหากเราไม่ปฏิบัติก็อยู่เฉย ๆ เท่านั้นหละ  ถ้าไม่ปฏิบัติก็เหมือนฆราวาส  มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร  ไม่ทำธุระหน้าที่การงานของเรานี้มันก็เสียเพศสมณะ  ผิดความมุ่งหวังมาแล้ว  ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เรียกว่าเราประมาทแล้ว  เราประมาทแล้วก็เรียกว่าเราตายแล้ว  อันนี้ให้เข้าใจ นาน ๆ ก็พิจารณาไปเถอะ  อย่าไปลืมความตายนี้  ดูซิ  ถามว่าเมื่อเราตายมีเวลาไหม  ถามตัวเราเสมอแหละ  "ตาย...เมื่อไหร่ตาย"  ถ้าเราคิดเช่นนี้จิตใจเราจะระวังทุกวินาทีเลยทีเดียว  ความไม่ประมาทจะเกิดขึ้นมาทันที  เมื่อความประมาทไม่มีแล้ว  สติ  ความระลึกได้ว่าอะไรเป็นอะไรก็เกิดมาทันที  ปัญญาก็แจ่มแจ้ง  เห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งชัดเจนในเวลานั้น  เราก็มีสติประคองอยู่ รอบรู้อยู่ทางอารมณ์ทั้งกลางวันและกลางคืนทุกสิ่งสารพัดนั่นแหละ  ก็เป็นผู้มีสติอยู่  ถ้าเป็นผู้มีสติอยู่  ก็เป็นผู้สำรวม  ถ้าเป็นผู้สำรวมอยู่ก็เป็นผู้ไม่ประมาท  ถ้าเป็นผู้ไม่ประมาท  ก็เป็นผู้ปฏิบัติถูกต้องเท่านั้น  อันนี้เป็นหน้าที่ของเราทั้งหลาย

            ฉะนั้น  วันนี้ขอพูดถวายพวกท่านทั้งหลาย  ต่อไปนี้  ถ้าหากว่าเราจะออกจากที่นี่ไปอยู่สาขาก็ตาม  จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม  อย่าลืมตัวอย่าลืมตัวของตัว  คือเรายังไม่สำเร็จ  เรายังไม่เสร็จสิ้น  การงานของเรายังมีมาก  ภาระของเรายังมีมาก  คือข้อประพฤติปฏิบัติในการละ  การบำเพ็ญของเรายังมีมาก  ให้เป็นห่วงไว้  พวกท่านทั้งหลายให้ตั้งใจทุก ๆ องค์  จะอยู่ในสาขาก็ดี  อยู่ในที่นี้ก็ดี  ให้ท่านทรงข้อวัตรปฏิบัติไว้  เพราะว่าในเวลานี้พวกเราทั้งหลายรวมกันมากแล้ว  หลายสาขาแล้วต้องให้ท่านพยายาม  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ต่างสาขาต่างมีกำเนิดจากวัดป่าพง  จะถือว่าวัดป่าพงนี้เป็นพ่อเป็นแม่  เป็นครูบาอาจารย์  เป็นเยี่ยงอย่างของสาขาเหล่านั้นก็ได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเณรครูบาอาจารย์ทุกองค์  ซึ่งอยู่ประจำวัดป่าพงนี้  พยายามให้เป็นแบบเป็นตัวอย่างเป็นครูบาอาจารย์ของสาขาทั้งหลายเหล่านั้น  ให้เข้มแข็งในการประพฤติปฏิบัติตามหน้าที่ของสมณะพวกเราทั้งหลายต่อไป


1