...เข้าวัดทำไม...

...บางคนมีความสุขใจก็มาวัด  บางคนมีความทุกข์ใจก็มาวัด  
เป็นประเพณีของเราชาวไทย  ถึงจะยากดีมีจนอย่างไร  ก็นึกถึงการทำบุญอยู่เสมอ...

    สมัยก่อน ตามที่อาตมาเห็นนะ พ่อ แม่  มาจำศีลภาวนา  แต่บางคนไม่รู้จักการภาวนา  แม้แต่ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน  อาตมาสังเกตดู  คือเห็นเพื่อนๆเขามาก็ตามเขามาเฉย  เมื่อเข้ามาวัด  ตอนเช้าถวายอาหารพระ  ควรเข้ามานั่งให้เรียบร้อย  พาลูกหลานไหว้พระกราบพระ สวดมนต์  ถึงสวดไม่ได้  เราก็นั่งฟัง  ให้จิตรวมเป็นสมาธิ  ให้จิตเยือกเย็นสบาย  ฝึกให้สงบอย่างนี้  เป็นบุญเป็นกุศล  เป็นเครื่องนำให้เรา  ให้ลูกหลานเราเข้าสู่ธรรมะได้  ไม่ใช้มาวัดแต่ไม่เห็นวัด  เหมือนปลาอยู่ในน้ำไม่เห็นน้ำ  ไส้เดือนอยู่ในดินไม่เห็นดิน

   คนเข้ามาในวัด  ไม่รู้จักวัด  ไม่ถึงวัด  เพราะไม่รู้เรื่อง  เห็นว่าได้เข้ามาในวัด  ได้บุญแล้ว จึงทำตามกันมาเรื่อยๆ  ผลที่สุดอายุสี่สิบห้าสิบปี  เมื่อพูดถึงธรรมะธัมโม  พูดถึงข้อประพฤติปฏิบัติ  ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

   บางคนพาลูกหลานเข้าไปกราบจอมปลวกอยู่ตามป่าเห็นที่ตรงนั้นมันดูแปลกๆ  เห็นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปเสียพากันไปกราบแล้วบ่นอะไรต่ออะไร  อยากจะได้โชคลาภจากขี้ปลวกนั่นแหละ  ไอ้ความจริงมันเป็นบ้านของปลวกแต่ไปนับถือกันขึ้นมา

   บางทีเห็นจอมปลวกขึ้นอยู่ใต้ถุนบ้าน  เป็นจอมขึ้นมาสูงๆก็ดีใจ  วิ่งไปหาจีวรพระมาคลุมให้  หาดอกไม้มาบูชา  ปลวกมันก็ยิ่งทำบ้านของมันใหญ่ขึ้นทุกวันๆ ก็กราบไหว้อยู่อย่างนั้น   อันนี้เรียกว่าหลง  หลงที่สุดแล้วนี่  หลงจนที่สุดซะแล้ว!

   อันนี่แหละ  หาเหตุผลได้ยาก  ไม่มีเหตุผล  เพราะเราไม่รู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร?  มันเกิดมาจากอะไร? เหมือนกับคนที่ไม่รู้จักทุกข์  ไม่รู้จักความดับทุกข์  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ก็ไม่รู้จัก  จึงกลายเป็นคนหลง  ไม่ใช่ว่าแต่คนข้างนอกหลงนะ...  หรือไม่ใช่ว่าคนเข้าวัดแล้วจะไม่หลง  คนเข้าวัดยิ่งหลงมากก็มี

   พระลูกศิษย์ที่มาจากเมืองนอก  ครั้งแรกที่เห็นประเพณีบางอย่างในวัด  เขาวิพากษ์วิจารณ์กันไป...จริง!  อาตมาว่าจริงของเขาเหมือนกัน  อย่างการสวดมนต์ทำวัตร  ถ้าสวดไปไม่รู้ความหมาย  ก็เหมือนร้องเพลงเล่นนั่นแหละ  แต่เมื่อมาย้ำถึงข้อประพฤติปฏิบัติเข้าไปเขาก็ดีใจ  เขาเห็นด้วย  เขาเห็นว่าการสวดมนต์นี้มีความหมาย  เพราะชี้แจงทางผิดทางถูกให้ผู้สวดนั้นเข้าใจ

   คนไม่เข้าใจเพราะไม่ภาวนา  ไม่พิจารณา  การภาวนาไม่ใช่เรื่องอย่างอื่น  พูดถึงการภาวนา  เราทั้งหลายก็นึกว่านั่งหลับตาภาวนาอย่างนี้  ถ้าไม่ได้นั่งก็ไม่ได้ภาวนา บางคนมาบ่นกับอาตมาว่า  ดิฉันนั่งไม่ได้  ภาวนาไม่ได้นี่!...ความเห็นของเขามันเป็นอย่างนี้  มีการนั่งเป็นพื้นเรียกว่าการภาวนา  ไอ้ความจริง  อันนี้มันเข้าใจผิดเสียครึ่งหนึ่งถูกครึ่งหนึ่ง   

    การภาวนามีความหมายว่า  การกระทำให้เกิดขึ้น ทำให้ดีขึ้น  เช่น  จะให้ทาน  ก็ให้มีการภาวนาถึงการให้ให้มีความเชื่อที่ถูกต้องในการให้  การให้มันเป็นบุญอย่างไร?  ท่านจึงจัดเป็นทานบารมี  การให้นี้เป็นบุญบุญคืออะไร?  บุญก็คือความดีนี่เอง  เช่นว่าเราเดินไปตามทางแล้วหิว  ถ้ามีใครเอาข้าวให้ทานสักห่อหนึ่งซิจิตใจเราจะเป็นอย่างไร?  ใจเรามันก็ดีขึ้น  สบายขึ้นนั่นแหละเป็นบุญแล้ว   บุญคือความดี   คือความถูกต้อง

   การให้นี้เรียกว่าเป็นบุญอันหนึ่ง  ทุกศาสนาจะต้องมีการให้เป็นเบื้องแรก  ฝึกเป็นคนใจบุญอ่อนน้อมเมื่อเราให้กัน  บุญก็เกิดขึ้นกับคนถึงสองคน  คนรับก็สบาย  ได้อาหารการอยู่การกิน  ได้ผ้านุ่งผ้าห่มไปใช้มันก็ดี  คนที่ให้ก็สบายใจ  ไม่เหมือนกับไปขโมยของคนอื่นเขามา  จะให้ข้าวไปสักก้อนหนึ่ง  จะให้กางเกงไปสักตัวหนึ่ง  จะให้อะไรไปสักชิ้นหนึ่งก็ดีใจเพราะของๆเรานี่  เราได้ให้ไปแล้ว  ไม่ได้ซื้อไม่ได้ขาย  ให้ไปแล้วก็สบายใจทั้งผู้ให้และผู้รับ  ความสบายทั้งสองอย่างนี้  แต่ก่อนยังไม่มี  มันมีเรื่องเราทำขึ้น  อย่างนี้เรียกว่า  การภาวนาคือทำให้ความดีเกิดขึ้นมีขึ้น

   ขอให้เข้าใจเรื่องภาวนาให้ถูกต้องอย่างนี้  บุญเกิดขึ้นมาเพราะเหตุผลอย่างนี้เป็นบุญ เพราะการรู้จักพิจารณาหรือภาวนา  ไม่ใช่ว่าบุญในทุกวันนี้  บุญฆ่ากัน บุญแกงกัน  บุญยิงกัน  บุญทุบตีกัน  อะไรที่ไม่ดี  บุญจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?  อะไรที่ไม่ถูก  จะเกิดความถูกต้องได้อย่างไร  นี่เรียกว่าไม่เป็นบุญ  แต่การกระทำของคนทุกวันนี้  เขาเห็นว่าเป็นบุย  แต่ว่าไม่เป็นบุญ  ไม่มีความหมายในการกระทำบุญ  ฉะนั้น  ท่านจึงบอกว่าให้ภาวนา  จะทำงานจะทำบุญกุศล  จะทำอะไรต่างๆก็ดี  ให้เราทั้งหลายภาวนาคือให้พิจารณานั่นเอง  แต่เรียกว่า  การภาวนา

   การภาวนานั้น  มิใช่การนั่งอย่างเดียว  การยืนก็เป็นการภาวนาได้  เดินก็เป็นภาวนาได้  การนั่ง  การนอน ก็เป็นการภาวนาได้  ทุกอิริยาบทของเราพยายามทำความคิดของเราให้ถูกต้อง  ฉะนั้น  การลืมตาหรือหลับตาก็คือการภาวนา  การยืน เดิน นั่ง นอน  ก็ภาวนา  ไม่เบียดเบียนตน  ไม่เบียดเบียนผู้อื่น  ทำให้อะไรให้เกิดเป็นประโยชน์กระทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง  พูดจาถูกต้อง  คิดถูกต้อง  ความถูกต้องทั้งหมดนั่นแหละคือบุญ  เป็นบุญที่เกิดจากการภาวนา  ทานก็ดี ศีลก็ดี  ทุกสารพัดอย่างจะต้องภาวนา

   มนุษย์ทั้งหลายที่หากินอยู่ในโลกนี้  ถ้าขาดการพิจารณาแล้ว...ไม่ได้...เสียหาย!   จะซื้อขายแลกเปลี่ยนจะทำอะไรทุกประการต้องภาวนา  ต้องพิจารณา  เช่นเราได้มาเท่านี้  เราใช้ไปเท่านี้  เราทำอย่างนี้  ต่อไปเราทำอย่างนั้น  จะต้องมีโครงการ  นี่เรียกว่าการภาวนาทั้งนั้นใครภาวนาถูกก็สบาย...สงบ  เรื่องการภาวนานี้ ใครก็ตามถึงแม้จะอยู่ในบ้าน  อยู่ในวัดหรือนอกวัด  อยู่ที่ไหนก็ตามเถอะ  ถ้ามีความเห็นถูกต้องในการพิจารณาแล้วเป็นการภาวนาทั้งนั้น

   ถ้าหากว่าเราสงสัยไม่รู้เรื่อง  เราก็มาวัด  อย่างวันนี้เรามาฟังธรรม  ฟังธรรมกับครูบาอาจารย์  อย่างน้อยวันนี้เราคงรู้จักเรื่องการภาวนาดีขึ้น  รู้จักเหตุผลว่าการให้ทานเป็นอย่างไร?  เป็นประโยชน์อย่างไร?  การภาวนาเป็นอย่างไร?  การปฏิบัติทำอย่างไร?  หรืออย่างน้อยก็รู้จักกราบไหว้พระ  รู้ว่าพระพุทธอยู่ที่ไหน?  พระธรรมอยู่ที่ไหน?  พระสงฆ์อยู่ที่ไหน?

   เมื่อเรารู้จักแล้ว เราก็ยึดเอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  ถ้ามิเช่นนั้นแล้ว  เราจะเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์  จะเป็นมนุษย์ที่ผิดๆ  เป็นมนุษย์ที่ป้ำเป๋อๆ  ไม่สม่ำเสมอ  ไม่สมบูรณ์  เมื่อเราไม่ได้พิจารณาก็ไม่รู้บางทีก็ไปพบอย่างที่อาตมาว่า  คือเห็นจอมปลวกก็เข้าไปไหว้เห็นต้นไม้ใหญ่ๆ ก็เข้าไปไหว้  ตรงไหนที่ดูน่ากลัวก็เข้าไปไหว้อะไรที่ไหนๆไหว้ทั้งนั้น  เพราะเห็นว่ามันแปลก  พวกเราทั้งหลายนี่กลัวเพราะความไม่รู้เรื่องของมัน

   อาตมาได้ยินเสียงท่านพุทธทาส  เทศน์ให้ฟังทางอากาศ  ท่านว่าสมัยเป็นเด็ก  ท่านกลัวผีเหลือเกิน ตอนเช้าเอาควายไปเลี้ยง  ตอนเย็นกลับมาต้องผ่านป่าช้าท่านกลัว  แต่ควายมันกินหญ้าเฉย  ท่านอยู่บนหลังควายคิดไปคิดมา  เออ!...ไอ้ควายนี่มันจะดีกว่าเราแล้วมั้ง?  มันไม่กลัวผีมันกินหญ้าสบาย  เราอยู่บนหลังควายแต่กลัวโน่นกลัวนี่  หวาดระแวงสะดุ้งกลัวอยู่ตลอดเวลา  ท่านคิดไปคิดมา...ไอ้ความกลัวนี่มันเกิดความคิดว่าตรงนั้นมันจะเป็นอย่างนั้น  ตรงนี้มันจะเป็นอย่างนี้

   เมื่อคิดกลับมาที่ควาย  ท่านก็คิดว่าไอ้ควายมันจะดีกว่าเราเว้ย!  มันกินหญ้าสบาย  มันไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร  แต่เราเป็นมนุษย์ขึ้นอยู่บนหลังควาย...กลัว...สั่น!  เราจะเป็นมนุษย์ได้อย่างไรนี่  มันจะดีกว่าควายไปได้อย่างไร?  มันโง่กว่าควายเสียแล้วนะ!   คิดไปคิดมาก็ละอายตัวเอง ท่านคิดไปอย่างนี้  คิดไปคิดมาคิดเปรียบเทียบเข้าไป  เอ้อ!...เราขึ้นบนหลังควายหักไม้มาเฆี่ยนควายก็ได้  อะไรก็ได้  แต่กลัวผี  แต่ควายมันเฉย มันสบาย  มันไม่มีผีนี่!  ท่านก็เห็นว่าผีน่ะมันเกิดที่ไหน?  ผีมันเกิดที่ความมืด  เกิดในที่ๆคนกลัวนั่นแหละ  เดี๋ยวนี้ท่านมีความคิดว่า  เออ!...มันเป็นเช่นนี้เอง  นี่คือท่านพิจารณา  พอเห็นเช่นนั้นท่านนึกได้ทันที  เอามาเปรียบเทียบ  เอามาเป็นการภาวนาเลย  อันนั้นคือคนที่มีปัญญา

   คนมีปัญญาเห็นความจริงง่าย  เช่นว่าคนน่ะมันทุกข์  บางคนเข้าใจว่า  ถ้าอิฉันร่ำรวยแล้วจะเข้าวัด  สุขสบายแล้วจะเข้าวัด  หมดภาระหมดหนี้หมดสินแล้วจะเข้าวัด  ไอ้คนตายเอาเข้าวัด  ก็เอาไปเผาเท่านั้นแหละ!  พระพุทธเจ้าท่านหมดกิเลสแล้ว  ท่านจึงมาเข้าวัดรึ!  ท่านหมดห่วงหรือท่านเป็นอย่างไร  จึงแสวงหาทางพ้นทุกข์?

   อาตมาว่า...ถ้าโยมไม่มีห่วงแล้ว  จะมาวัดทำไม?  ถ้าไม่มีทุกข์แล้ว  จะเข้าวัดทำไม?  จบภาระแล้วจะเข้าวัดทำไม?  ไม่มีตัณหาแล้วจะเข้าวัดทำไม?  ไม่ต้องมาหรอก!   เหมือนตู้ที่เขาโชว์อยู่ที่ตลาด  เขาทำเสร็จแล้วตั้งโชว์ขาย  เขาจะเอาขวานเอากบ  ไปถากไปไสอีกไหม?  เขาจะเอาเลื่อยไปตัดอีกไหม?  ไม่มีใครเขาทำกันหรอกเพราะตู้นั้นมันเสร็จแล้ว  ไม่มีที่ต้องทำแล้วก็ตั้งโชว์ไว้เฉยๆ เท่านั้นแหละ

   ถ้าโยมไม่มีหนี้สิน  ไม่มีอะไรจะพัวพัน  ไม่มีความยุ่งยาก  มีความสุขสบายทุกประการแล้ว  โยมจะเข้ามาวัดทำไม?  เข้ามาเพื่ออะไร?  โยมก็ไม่ต้องเข้ามาเท่านั้นแหละ  จะมาทำไม?  ไม่มีเรื่องจะต้องทำแล้ว  เหมือนกันคนที่ทานอาหารอิ่มแล้วจะกลับเข้ามาทานอีกทำไม?  งานนี้ทำเสร็จแล้ว  จะมาทำอีกทำไม?  ที่นี่สะอาดแล้ว จะทำความสะอาดอีกทำไม  โยมไม่คิดอย่างนั้นนี่?  ไปคิดแต่ว่า...  ฉันไม่มีภาระ  ฉันไม่มีธุระ  ฉันไม่มีตัณหา  ฉันจึงจะมาวัด  เมื่อเรามีปัญหา  เราต้องรีบแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ  พรุ่งนี้  มะรืนนี้  มีปัญหาเมื่อไหร่ก็พยายามแก้ปัญหาเรื่อยๆ ไป

   ทุกคนจะรวยจะจนจะอะไรก็ช่างเถอะ  จะเป็นนายพล  นายพัน  จะต้องเปลี่ยนๆ ๆ ๆ ไป  ไม่เว้นใครสักคนหรอก  ชีวิตสัตว์  ชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย  จะต้องเป็นอย่างนี้  จะต้องแก่  เจ็บ  ตายเรื่อยไปทั้งนั้นแหละ

   พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า  อย่างประมาทเลย!  มียศอย่าหลงยศ  มีลาภอย่าหลงลาภ  มีสรรเสริญอย่าหลงสรรเสริญ  จะมีจะได้อะไรในโลกนี้ ก็ให้มีให้ได้ไปเถอะ  แต่อย่าเมามันนะ!...อย่าเมา!  ท่านไม่ให้เมา  จะรวยก็ให้มันรวย  ถ้าจะรวยได้  มันจะจนยังแก้ไขไม่ได้ก็ให้มันจนไป  อย่าไปเมามัน!  จนก็อย่าเมาความจน  รวยก็อย่าเมาควายรวย  มีทุกข์อย่าเมาทุกข์  มีสุขอย่าเมาสุข  เป็นคนหนุ่มอย่าเมาหนุ่ม  คนแก่อย่าเมาแก่  เรื่องทั้งหลายเหล่านี้  มันเปลี่ยนๆๆๆไปอยู่อย่างนี้  ไม่ว่าใครๆก็เป็นอยู่อย่างนี้!

   เมื่อเรามาพิจารณาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้  ความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นปัญหาอยู่นั้น  จะค่อยๆคลี่คลายออก  เราจะได้เห็นว่าธรรมดาของคนเป็นอย่างนี้  ท่านไม่ให้ถือเนื้อถือตัว  เพราะว่าเราเหมือนกันทุกคน  อย่างทั้งหมดที่นั่งอยู่ในศาลานี่นะ  ตั้งแต่ตัวอาตมาลงไปหาญาติโยมไม่ใช่ว่ามันคนละอย่างกัน  มันคือคนๆเดียวกันเหมือนกันอย่างไร?  คือเราเกิดขึ้นมาเหมือนกันเกิดขึ้นมาแล้วก็แปรไป  ความแปรไปเปลี่ยนไปก็เหมือนกัน ผลที่สุดก็ดับไปเหมือนกัน  ที่ไหนเหลืออะไรไหม?  มันเหลืออะไรไว้ไหมในโลกนี้

   ทำไมพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า  อันนี้ไม่ใช่ตัวเรา  อันนั้นก็ไม่ใช่ตัวเรานะ...   บางคนโกรธ  อื้อ!...เทศน์อย่างนี้ไม่น่าฟังหรอก  นี่คนที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว  ไม่รู้จักตัวเอง  บางครั้งพระท่านก็บอกว่า  เกิดมาให้พิจารณานะโยมนะ  คนเราเกิดมาต้องตายนะ...  ไม่มีอะไรแน่  คนยิ่งลุกหนีไปใหญ่เลย ผมฟังไม่ได้หรอก เอาความอัปรีย์จัญไรมาพูดกันทำไม  ยิ่งว่าไปยิ่งน่ากลัวไม่อยากฟัง  เป็นกันเสียอย่างนั้น  คือคนมันไกลธรรมะ  เหมือนกับคนแก่  ยิ่งแก่เท่าไหร่  ก็วิ่งไกลความหนุ่มไปเท่านั้นแหละจากหนุ่มไปหาแก่  ใกล้ความตายไปเรื่อยๆ  เหมือนกันทุกคน

   ถ้าเรามาคิดถึงธรรมะของพระพุทธเจ้าของเราแล้ว เราจะคลี่คลายความกังวลความยึดมั่นถือมั่นออกไปได้อย่างคนในวัดนี้ในศาลานี้  ถ้าเห็นว่าฉันดีกว่าเธอ  เธอโง่กว่าฉัน  ฉันฉลาดกว่าเธอ  เธอไม่เหมือนฉัน  อะไรต่ออะไรอย่างนี้นะ  มันก็ลุ่มๆดอนๆ  จะพูดอะไรก็มองกันเขม่นกัน  จะหยิบอะไร  จะทำอะไร  ก็มองกันทั้งนั้นแหละ  เพราะอะไร?  เพราะมันถือโง่  ถือฉลาดถือรวย  ถือจนกัน  เป็นความเห็นผิดของเรานั่นเอง

   พระพุทธเจ้าท่านจึงให้ภาวนา  คนเราเหมือนกันทั้งนั้น  จะยากดีมีจน  ก็มีความเกิด  ความแก่  ความตายเสมอกันทั้งนั้น  ถ้าเรามีจิตใจอยู่ในธรรมะเช่นนี้มีความสม่ำเสมอต่อกันแล้ว  ไม่มีถือเขาถือเรา  ในเวลานั้นพระศรีอาริยเมตไตยก็เกิดเท่านั้นแหละ  เมื่อเราคิดถึงธรรมะ  พระศรีอาริยเมตไตยท่านก็เกิดเดี๋ยวนั้นแต่มนุษย์ทั้งหลายไม่คิดอย่างนั้น  ไปยึดมั่นถือมั่นในบางสิ่งบางอย่าง  สร้างทุกข์ขนทุกข์ใส่ตัวเองยังไม่รู้เรื่อง

   คนเรานี้  เมื่อแก่ตัวลง  มันหลงนะ  อย่างอาตมานี่  พอก้าวเข้าหกสิบกว่า  หลงแล้วเดี๋ยวนี้  บางทีเรียกเณร ก.  โดดไปพูดเป็นเณร  ข.  บางทีจะเรียกพระ  ก.  โดยไปใส่พระ  ค.  โน่น   เป็นเพราะอะไร?  ความแก่มันฝึกอาตมาแล้วล่ะ  มันเกษียนแล้วนะ  ข้าราชการอายุหกสิบปีเขาเกษียนแล้ว  ในด้านธรรมะนี่ก็เกษียนเหมือนกัน  แต่เกษียนเงียบๆ  กระซิบเงียบๆ  หลงๆลืมๆ  ไปหมด

   คนเราเมื่อแก่แล้วมีความฉลาดมาก  แต่ฉลาดในความโง่  มักไปยุ่งกับบ้านช่อง  ชอบถกเถียงกับลูกหลานอยู่วุ่นวาย  ไม่รู้เรื่อง  ถือมั่นถือรั้น  ถือขลังถือดีอยู่นั่นแหละ  ความยุ่งยกวุ่นวายก็เลยเกดขึ้นมันเป็นอย่างนี้!

   อาตมาเคยเห็นมามาก  บางคนถือว่าเป็นพ่อเป็นแม่  เกิดก่อนเขา  เลี้ยงเขามา  มีความฉลาดมากกว่า  แต่ไม่ใช่ฉลาดหรอก...มันโง่! เถียงเก่ง  ไม่ยอมรับผิด  เถียงไม่ยอมแพ้  อะไรต่ออะไรวุ่นวายชอบถกเถียงกับลูกหลาน  ลูกหลานที่เขามีปัญญาดีหัวใส  เขาขี้เกียจเถียง  เขาก็หนีไป  ไอ้ยายกับตานี่  ก็ยิ่งชนะใหญ่  เราเป็นพ่อเป็นแม่จะรู้ดีไปกว่าเราได้อย่างไร?  เด็กๆจะพูดอะไรก็ไม่ได้  บางทีเขาพูดถูกของเขา  แต่ก็เถียง เอาชนะเขา  อันนี้ไม่ใช่ความถูกต้อง  ไม่ใช่ธรรมะ  มันเป็นเรื่องชวนให้เราหลงแล้วนะ  เมื่อแก่แล้ว  ให้เรารู้จักสังขารร่างกายอันนี้มันเกษียนแล้ว   ตาเราเหมือนเก่าไหม?  หูเราร่างกายเรา  กำลังเรา  ความจำเรา  อะไรๆเหมือนเก่าไหม?  จะให้ใครมาเตือนมาเกษียณเราล่ะ  เราต้องบอกตัวเอง

พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า  อย่าประมาทนะ!  คนประมาทเหมือนกันคนที่ตายแล้ว  ฉะนั้น  อย่าประมาท

   บางแห่งนะ  จนเขาเรียกว่าผู้เฒ่า  ไปไหนไม่ไหวแล้ว  แต่ก็ยังถืออำนาจว่าเป็นพ่อเป็นแม่เขา  ลูกเถียงไม่ได้  พวกลูกชาย  ลูกสะใภ้  ลูกเขย  เขามีปัญญา  เขาก็ค่อยๆบอก...แม่...ไปอยู่วัดเถอะนะ  พ่อ...ไปจำศีลที่วัดไหม?  เขาล่อให้ไปวัด   เขาขี้เกียจฟังคนแก่บ่นทุกวันๆ  เขาจะไปปลูกกุฏิให้อยู่ในวัด  จะส่งเสียงดูแลให้อยู่สบาย  เพราะดีกว่าปล่อยให้บ่นจู้จี้จุกจิกอยู่ในบ้าน  ไปให้พระท่านสอน  ไม่อย่างนั้นสองตายายก็ยังไม่รู้เรื่อง  อย่างนี้ก็มีนะ...ให้ระวังให้ดี!

   คนแก่แล้วไม่รู้เรื่อง  มันกลับเป็นเด็กอีกนะแต่เป็นเด็กที่ไม่น่ารัก  หน้าตา  ผิวพรรณอะไรไม่น่าดู ทั้งนั้นแหละเด็กแก่นี่  แต่หากเรารู้จักภาวนาแล้ว  จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้  จะเป็นคนเลี้ยงง่าย  เป็นคนว่าง่ายไม่ลืมตัว  มีสติ  มีสติสัมปชัญญะ  ไม่สร้างกรรมสร้างเวรกับตนกับคนอื่น...กับลูกกับหลาน  นี่เรียกว่ารู้จักภาวนา

   ภาวนาไม่ใช่ว่าจะไปนั่งหลับตาภาวนาอย่างเดียวบางคนมาวัดทุกวัน  หรือวันพระก็มานั่งหลับตาภาวนาพอกลับไปบ้านทิ้งธรรมะเลย  ทะเลาะกับลูกกับผัวทะเลาะกับใครต่อใคร  เขาเข้าใจว่าเวลานั้นเขาออกจากการภาวนาแล้ว  เมื่อจะภาวนา  ก็มานั่งหลับตาเอาบุญพอออกจากวัดไปแล้วบุญไม่ได้ไปด้วย  เอาแต่บาปไปเพราะไม่อดกลั้น  ไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม

   ความจริงการปฏิบัติภาวนานี้  จะเมื่อไหร่ก็ตามเถอะ  จะอยู่ในวัดหรือนอกวัดก็ตาม  ต้องทำอยู่เสมอ  ไม่ใช่มาทำเฉพาะในวัด  เหมือนกับเราได้เรียนในโรงเรียนแล้ว  อ่านออกเขียนได้แล้ว  เราจะไปอ่านหนังสือที่ไหนก็อ่านได้  จะอ่านที่บ้าน  ในป่าในทุ่ง  จะอ่านในที่ชุมชน  อ่านคนเดียว  หรืออ่านที่ไหนก็ได้  เพราะเราเข้าใจดีแล้ว  ไม่ใช่ว่าจะอ่านหนังสือเมื่อไหร่  ต้องวิ่งมาโรงเรียนจึงจะอ่านหนังสือได้  ไม่ใช่อย่างนั้น

   การภาวนานี้ก็เหมือนกัน  เมื่อเรามีปัญญาแล้ว  เราจะไปในทุ่ง  ในป่า  ไปอยู่ในที่มีคนมากๆ  อยู่ในที่มีคนน้อย  จะถูกนินทา  ถูกสรรเสริญ  หรืออยู่ที่ไหนเป็นอะไร?  ก็ช่างเถอะ  ให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา  ให้มีอารมณ์เป็นอันเดียว  ทำได้เช่นนี้เราสบายแล้ว  นี่เรียกว่า คนภาวนาเป็น

   อารมณ์อันเดียวคืออะไร? การไม่เอาเรื่องกับใครเรียกว่าอารมณ์อันเดียวหรือภาวนาในใจว่าพุทโธ ๆ อยู่เสมอให้อารมณ์อื่นน้อยไปๆ

   อารมณ์อันเดียวคือ  อารมณ์วิปัสสนาหรืออารมณ์แห่งปัญญานั่นเอง  ไม่มีดี  ไม่มีชั่ว  แต่ในความจริงนั้นชั่วดีมีอยู่  แต่จิตของเราอยู่เหนือดีเหนือชั่ว  ปล่อยทิ้งอารมณ์อื่นๆ ไปในอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  การปล่อยวางทั้งหมดนี้เรียกว่า  การภาวนาที่ถูกต้อง   ภาวนาคือรู้ทั่วถึง  รู้รอบคอบนั่นเอง

   ท่านจึงให้เป็นผู้มีสติ   ...ความระลึกได้  เป็นคนมีสัมปชัญญะ...ความรู้ตัว  เป็นผู้มีปัญญา  รอบคอบตลอดเวลา  ไม่ว่าจะยืน  เดิน นั่ง  นอน  หรือทำอะไรก็ตาม  ให้สามารถมองเห็นความบกพร่องหรือเห็นความสมบูรณ์บริบูรณ์ของจิตใจตนเองอยู่ทุกเวลา  นั่นเรียกว่าคนภาวนา  ถ้าเรารู้เสมอ  เช่นนั้น  ไม่มีอะไรจะมากระทบกระทั่งเราได้  จิตใจก็สบายราบรื่นอยู่เสมอ  นั่นเรียกว่าจิตเป็นปกติ

   ใจกับกายของเรานี้  ใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  บางคนบ่นว่าใจมันยุ่ง  ใจไม่สบาย  ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น  โยมเข้าใจผิด ใจไม่เป็นอะไร  แต่กิเลสมันเป็น!  สิ่งที่สบายที่สุดคือใจ  ไอ้ที่ไม่สบายไม่ใช่ใจ  สิ่งสกปรกไม่ใช่ใจ  สิ่งที่ยุ่งยากไม่ใช่ใจ  มันเป็นกิเลสตัณหาให้เราเข้าใจอย่างนี้  แยกออกจากกันเสีย

   เวลาเป็นทุกข์เป็นร้อน  คนเรามักไปโทษใจชอบพูดกันว่าไม่สบายใจ  ความจริงใจมันจะมีอะไรใจมันสบายอยู่แล้ว  เหมือนกับใบไม้ในป่า  ตามปกติใบไม้จะอยู่นิ่งๆ  แต่บางครั้งใบไม้กวัดแกว่งไปมาเพราะอะไร?  เพราะถูกลมพัด  ถ้าไม่มีลมพัด  ใบไม้ก็อยู่นิ่งๆเป็นปกติ  ใจเราก็เหมือนกันเป็นของสงบ  สะอาดอยู่แล้ว  ใจเดิมของเราเป็นอย่างนั้น  ที่กวัดแกว่งหวั่นไหวไปมานั้น คือใจใหม่...ใจปลอม  เป็นใจที่ถูกตัณหาชักจูงไปมา  เราจึงรู้สึกสุขบ้าง  ทุกข์บ้างตลอดเวลา

   คราวนี้นะ...เวลาวุ่นวายขึ้นมา  ให้นึกถึงคำที่หลวงพ่อบอก...อันนี้ไม่ใช่ใจ  ถ้าใจแล้วไม่มีอะไรใจเราเป็นของสะอาดบริสุทธิ์เป็นปกติ  ที่วุ่นวายคือใจปลอม  ใจที่ไม่ได้ฝึก  ให้เอาเรื่องนี้ไปคิด  เราจึงจะรู้สึกสัดส่วนและวิธีปฏิบัติ  อย่าไปคุมอย่างอื่น  ให้คุมที่ใจของเรา

   ถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้ว  เราก็ค้นหาเรื่องปกติคือใจเดิมของเรานี่แหละ  ถ้าเห็นจิตเดิมใจเดิมแล้ว  ไม่มีอะไรจะมาทำให้เราวุ่นวาย

   แต่ถ้าใครไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไร  เมื่อกิเลสมันเปลี่ยนหน้ากันเข้ามาที่ใจ  โยมก็วิ่งตามมัน  วุ่นวายกับมันอยู่นั่นแหละ  บางคนน่าสงสารคิดว่าตนเองไม่มีโอกาสที่จะปฏิบัติธรรม  เพราะใจมันยุ่ง  ไปเข้าใจเสียอย่างนั้น  ความเป็นจริงใจเราไม่ได้ยุ่ง  ที่มันยุ่งก็เพราะกิเลสทั้งหลายที่ทำให้เราคิดผิด

   การประพฤติปฏิบัตินี้  ให้เริ่มต้นจากในใจของเราออกไป  ไม่ใช่เริ่มต้นจากภายนอกเข้ามา  ถ้าถึงที่เป็นปกติแล้วจะไม่มีอะไร  จะเหมือนใบไม้ที่นิ่งไม่มีลมโกรกมา

   เบื้องต้นให้ตั้งศีลห้าไว้ในใจ  ถ้าศีลห้ายังไม่สมบูรณ์  ยังเป็นคนไม่ครบนะ  เป็นคนไม่เต็มคนให้เริ่มต้นจากศีลห้า  ให้มีศีลห้าประจำใจ  จึงจะเป็นคนเต็มคน  ถ้าขาดจากศีลห้า  ความเป็นคนก็บกพร่องขาดหายไป

   ให้ดูใจตัวเอง  อะไรที่ไม่ค่อยดี  ค่อยๆเขี่ยทิ้งออกให้หมด  อย่าปล่อยให้มันมารบกวนจิตใจเราให้วุ่นวาย  ให้เหมือนใบไม้ที่ลมไม่โกรก  ทำให้ถึงจิตที่บริสุทธิ์  ตรงนั้นแหละพระพุทธเจ้าท่านว่าเป็นทางที่จะพ้นทุกข์

   ขอให้เรามีพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  มีคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง  มีใจที่มีปัญญามีความเห็นชอบเป็นที่พึ่ง  บ้านเรือนข้าวของเงินทองยังไม่ใช่ที่พึ่งที่แท้จริง  เป็นที่พึ่งที่อาศัยชั่วคราว  ไม่ใช่ที่พึ่งของเราโดยตรง  แต่ใจที่บริสุทธิ์แล้ว  อะไรมาทำให้วุ่นวายไม่ได้  อันนี้เป็นที่พึ่งของเราอย่างแน่นอน

   อย่าประมาทกันนะ  พระพุทธเจ้าท่านถามเราว่าวันคืนล่วงไปๆ  บัดนี้เราทำอะไรอยู่?

   ท่านกระแทกมาอย่างนี้  บางคนก็เฉยนะ  ไม่รู้สึกตัว  วันคืนล่วงไปๆไม่รอช้า  ทำอะไรกันอยู่นี่!จะไปยังไง?  จะมายังไง?  จะอยู่ยังไง?  นี่ท่านถามนะ!  แต่คนธรรมดาฟังก็เฉย  ไม่รู่เรื่อง  ถ้าคนมีปัญญาก็คิดเลย  เราทำอะไรอยู่?  เรามีอะไรไหม?  เรามีทุกข์ไหม?  เรามีสุขไหม?  เราคิดชั่ว ทำชั่ว  พูดชั่วอยู่ไหม?  ใจเราเป็นยังไง  มันคิดผิด  คิดโลภ  โกรธ  หลงอยู่หรือไม่?  มันคิดผิดอย่างนี้เพราะอะไร?  จะแก้ไขได้ไหม?  แก้อย่างไร?  ต้องคิดอย่างนี้  จะต้องปฏิบัติในจิตใจตัวเองอย่างนี้

   ขอให้ทุกๆคนอยู่ดีมีสุข  สงบระงับด้วยธรรมะ


 

1