|
||
การเดินทาง |
ภูมิประเทศของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นที่ลุ่ม ไม่มีภูเขาแต่มีแม่น้ำสายใหญ่ คือ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลมาบรรจบกันในลักษณะล้อมรอบผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ของตัวเมืองไว้ ตัวจังหวัดจึงเป็นเกาะที่มีบ้านเรือนปลูกเรียงรายหนาแน่นตามสองข้างฝั่งแม่น้ำ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 76 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 2,556.6 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 16 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอนครหลวง อำเภอภาชี อำเภอบ้านแพรก อำเภอบางซ้าย อำเภอบางไทร อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอบางบาล อำเภอมหาราช อำเภอบางปะหัน อำเภอเสนา อำเภออุทัย อำเภอบางปะอิน อำเภอผักไห่ อำเภอท่าเรือ และอำเภอวังน้อย
ป้อมและปราการรอบกรุง ป้อมตามกำแพงเมืองและป้อมรอบนอก ซึ่งปรากฏชื่อในพงศาวดารมี ป้อมมหาไชย ป้อมเพชร ป้อมหอราชคฤห์ ป้อมชิดกบ ป้อมจำปาพล ป้อมใหญ่ๆ จะตั้งอยู่ตรงทางแยกระหว่างแม่น้ำ เช่น ป้อมเพชร และป้อมมหาไชย เป็นต้น
ป้อมเพชร อยู่ตรงที่บรรจบของแม่น้ำเจาพระยากับแม่น้ำป่าสัก เป็นป้อมรูปรีก่อด้วยอิฐสลับศิลาแลง ยื่นออกจากแนวกำแพงพระนคร มีช่องคูหาก่อเป็นรูปโค้ง ซึ่งมีซากเหลืออยู่ทุกวันนี้ น่าเสียดายที่มีการสร้างโรงเรียนขึ้นภายในป้อมนี้ทำให้ทัศนียภาพเสียไป
ป้อมมหาไชย อยู่มุมวังจันทรเกษมในที่ซึ่งเป็นตลาดหัวรอในปัจจุบัน ตัวป้อมถูกรื้อนำอิฐมาสร้างพระนครใหม่ที่กรุงเทพฯ ในรัชกาลที่ 1 เสียหมดแล้วป้อมมหาไชยเดิมเป็นป้อมใหญ่และแข็งแรงเพราะอยู่บริเวณที่ลำแม่น้ำเลี้ยวผ่าน หน้าวัดสามพิหาร ซึ่งเป็นทางเข้าไปยังพระราชวังหลวง
ป้อมประตูข้าวเปลือก อยู่หน้าวัดราชประดิษฐาน ลักษณะของป้อมก่อย่อเป็นรูปพับสมุด มีช่องปืนเป็นพื้นที่ข้างล่างสำหรับยิงตรงออกไปจากกำแพงป้อมละ 2 ช่อง และช่องปืนสำหรับยิงกราดป้อมละช่อง
ประตูช่องกุด เป็นประตูกำแพงพระนครชั้นนอกก่อเป็นรูปโค้งปลายแหลม กว้าง 4 ศอก 1 คืบเศษ สูง 5 ศอกเศษ ตอนระหว่างหอราชคฤห์กับหัวสาระพาอยู่ข้างวัดรัตนไชย (วัดจีน)
พระราชวังและตำหนักต่าง ๆ พระราชวังในพระนครศรีอยุธยา 3 แห่ง คือ พระราชวังหลวง วังจันทรเกษม หรือ วังหน้า และวังหลัง นอกจากนี้ยังมีวังและตำหนักซึ่งเป็นที่สำหรับเสด็จประพาสอยู่นอกพระนครศรีอยุธยาอีกหลายแห่ง คือ วังที่เกาะบางปะอิน อำเภอบางปะอิน ตำหนักนครหลวง อำเภอนครหลวง
พระราชวังหลวง หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า "พระราชวังโบราณ" เป็นที่ประทับของสมเด็จพระรามาธิบดีทุกรัชกาล อยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาทางด้านเหนือมีถนนสายรอบกรุง ผ่านจากวังจันทรเกษมไปเพียง 2 กิโลเมตร ภายในบริเวณพระราชวังมีพระที่นั่งสำคัญ ดังนี้
พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ เป็นปราสาทจัตุรมุขก่อด้วยศิลาแลงสลับอิฐ อยู่ริมกำแพงด้านริมแม่น้ำ เป็นที่สำหรับประทับทอดพระเนตรขบวนแห่ทางน้ำ
พระที่นั่งวิหารสมเด็จ เป็นปราสาทยอดปรางค์ มุขหน้าและมุขหลังยาว ส่วนมุกข้างสั้น มีกำแพงแก้วล้อมรอบ 3 ด้าน ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีราชาภิเษกเป็นปราสาทปิดทององค์แรกที่สร้างขึ้นในกรุงศรีอยุธยา
พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท เป็นปราสาทองค์กลาง สร้างแบบเดียวกับพระที่นั่งวิหารสมเด็จ เป็นที่เสด็จออกรับแขกเมือง
พระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ เป็นปราสาทตรีมุข ตั้งอยู่บนกำแพงชั้นในด้านตะวันออกหน้าพระราชวัง เป็นพระที่นั่งสำหรับเสด็จประทับทอดพระเนตรขบวนแห่ และการฝึกซ้อมทหาร
พระที่นั่งตรีมุข อยู่ข้างหลังพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท เข้าใจว่าเดิมเป็นพระที่นั่งฝ่ายในและเป็นที่ประทับในอุทยาน
พระที่นั่งบรรยงค์รัตนาสน์ เรียกอีกชื่อว่า "พระที่นั่งท้ายสระ" ตั้งอยู่ในพระราชวังด้านหลังทางทิศตะวันตกเป็นปราสาทจตุรมุขอยู่บนเกาะ มีสระน้ำล้อมรอบ
วังจันทรเกษมหรือวังหน้า
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก
สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เคยเป็นที่ประทับของ
สมเด็จพระยุพราชและพระมหากษัตริย์หลายพระองค์
ครั้งเสียกรุงเมื่อ พ.ศ. 2310
ถูกไฟไหม้หมดไม่มีซากโบราณสถานหลงเหลือเลย
สถานที่ต่าง ๆ ในพระราชวังจันทรเกษม
สร้างใหม่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยโปรดให้สร้างตามแผนผังเดิม
มีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจคือ
พลับพลาจตุรมุข
เป็นพลับพลาเครื่องไม้ตั้งอยู่บนศาลาใกล้ประตูวังด้านทิศตะวันออก
เดิมเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเวลาเสด็จประพาส
ต่อมาเป็น "อยุธยาพิพิธภัณฑ์"
ปัจจุบันคือ "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษม"
ขึ้นกับกรมศิลปากร
พระที่นั่งพิมานรัตยา
เป็นตึกหมู่อยู่กลางพระราชวัง
เคยเป็นศาลารัฐบาลและศาลากลางอยู่เป็นเวลาหลายปี
พระที่นั่งพิสัยศัลยลักษณ์ (หอส่องกล้อง)
เป็นหอสูง 4 ชั้น
อยู่ริมพระราชวังด้านทิศตะวันตก
สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
แต่หักพังลงมาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่
2
หอที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างในรัชกาลที่
4 ตามรากฐานเดิม
ทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดาว
กำแพงและประตูวัง
เป็นสิ่งซึ่งสร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่
4
ของเดิมมีอาณาเขตกว้างขวางกว่าที่เห็นในปัจจุบัน
เพราะขุดพบรากฐานของพระที่นั่งนอกกำแพงวัดด้านใน
และพบซากอิฐอยู่ในบริเวณเรือนจำอีกหลายแห่ง
วังหลัง ตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาด้านทิศตะวันตก (ในเขตโรงงานสุราของกรมสรรพสามิตในปัจจุบัน) เดิมเป็นอุทยานสำหรับเสด็จประพาสและปลูกไว้เพียงตำหนักเดียวเท่านั้น ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้โปรดให้สร้างเพิ่มเติมเป็นพระราชวัง เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเอกาทศรถ ต่อมาวังหลัง กลายเป็นที่ประทับของเจ้านายในพระราชวงศ์เท่านั้น จึงไม่ปรากฏสิ่งสำคัญหลงเหลืออยู่ นอกจากวัดสวนหลวงสบสวรรค์ และพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย
|
วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดสำคัญและน่าชมที่สุดอยู่ในพระราชวังหลวง เช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่กรุงเทพฯ ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ใช้เป็นที่ประทับ ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่แล้วโปรดยกให้เป็น เขตพุทธาวาสจึงเป็นวัดในเขตพระราชวังไม่มีพระสงฆ์ |
วิหารพระมงคลบพิตร พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์องค์ใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย พระมงคลบพิตรนี้แต่เดิมอยู่ทางทิศตะวันออก นอกพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดให้ชะลอมาไว้ทางด้านทิศตะวันตกที่ซึ่งประดิษฐานอยู่ในปัจจุบัน และโปรดให้ก่อมณฑปสวมไว้ ครั้งถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือยอดมณฑปเกิดไฟไหม้ เพราะอสุนีบาตทำให้พระศอของพระมงคลบพิตรหักตกลง จึงโปรดให้ก่อสร้างใหม่แปลงเป็นมหาวิหารแทน เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 วิหารมงคลบพิตรถูกไฟไหม้ทรุดโทรม พระวิหารและองค์พระพุทธรูปได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่ ฝีมือไม่งดงามอ่อนช้อยเหมือนของเก่า บริเวณข้างวิหารพระมงคลบพิตรทางด้านทิศตะวันออกเดิมเป็นสนามหลวงใช้เป็นที่สำหรับ สร้างพระเมรุพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ และเจ้านายเช่นเดียวกับท้องสนามหลวงของกรุงเทพฯ
วัดพระราม อยู่นอกเขตพระราชวังไปทางด้านทิศตะวันออก สมเด็จพระราเมศวรทรงสร้างขึ้นตรงที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระราชบิดา วัดนี้มีบึงใหญ่อยู่หน้าวัด เดิมเรียกว่า "หนองโสน" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "บึงพระราม" ปัจจุบันคือสวนสาธารณะพระราม
วัดพระมหาธาตุ อยู่ตรงหน้าพระราชวังด้านทิศตะวันออกเชิงสะพานป่าถ่าน สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1
วัดราชบูรณะ อยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ตรงข้ามวัดมหาธาตุ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดให้ก่อเจดีย์ขึ้น 2 องค์ สวมทับตรงที่ซึ่งเจ้าอ้ายและเจ้ายี่ ชนช้างกันถึงสิ้นพระชนม์ ให้สถาปนาพระมหาธาตุและพระวิหารเป็นพระอารามแล้วพระราชทานนามว่าวัดราชบูรณะ
วัดเสนาสนาราม อยู่หลังวังจันทรเกษม เป็นวัดโบราณเดิมชื่อ "วัดเสื่อ" มีพระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์ คือ "พระสัมพุทธมุนี" เป็นพระประธานในพระอุโบสถและ "พระอินทร์แปลง" ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์
วัดสุวรรณดารามราชวรวิหาร อยู่ในเขตพระนครด้านทิศตะวันออกตอนใต้ริมป้อมเพชร เดิมชื่อวัดทอง พระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์จักรีได้ทรงสร้างเพิ่มเติมและปฏิสังขรณ์ต่อเนื่องกันมาเกือบทุกรัชกาล
วัดสวนหลวงสบสวรรค์ อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก (บริเวณกรมทหารเก่า) สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงสร้างในสวนหลวง ติดกับวัดสบสวรรค์เดิมเมื่อสมเด็จพระศรีสุริโยทัยสิ้นพระชนม์ โปรดให้เชิญพระศพมาไว้ที่ตำหนักสวนหลวงและพระราชทานเพลิงศพที่นั่นแล้ว จึงทรงสร้างพระอารามขึ้นตรงบริเวณพระเมรุปัจจุบันยังมีพระสถูปเจดีย์องค์ใหญ่เป็นสำคัญ เรียกว่าพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย
วัดโลกอสุธา อยู่ถัดวัดสวนหลวงสบสวรรค์เข้าไปทางด้านหลัง ประมาณกิโลเมตรเศษ บริเวณวัดอยู่ติดกับวัดวรเชษฐาราม ถ้าจะเดินทางไปชมจะไปทางรถยนต์ผ่านไปตามถนนในบริเวณโรงงานสุราก็ได้ หรือจะเข้าไปตามถนนหลังพลับพลาตรีมุข ในบริเวณพระราชวังโบราณผ่านวัดวรโพธิ์และวัดวรเชษฐาราม เข้าไปจนถึงพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ของวัดได้ พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ก่อด้วยอิฐถือปูนยาว ประมาณ 29 เมตร มีซากเสาพระวิหารเป็น 6 เหลี่ยมขนาดใหญ่อยู่ชิดองค์พระเหลืออยู่หลายต้นเข้าใจว่าเป็นซากพระอุโบสถ
วัดพุทไธศวรรย์ อยู่ริมแม่น้ำตรงข้ามกับพระนครศรีอยุธยาไปทางทิศใต้ สร้างขึ้นในบริเวณที่สมเด็จพระเจ้าอู่ทองอพยพมาสร้างเมืองใหม่ เดิมบริเวณนี้เรียกว่า "เวียงเล็ก" หรือ "เวียงเหล็ก"
วัดไชยวัฒนาราม อยู่ริมแม่น้ำฝั่งเดียวกับวัดพุทไธศวรรย์ แต่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะเมือง พระเจ้าปราสาททองโปรดให้สร้างขึ้น ปัจจุบันเป็นวัดร้างแต่ยังมีพระปรางค์ใหญ่และเจดีย์รายตามมุมคดหลงเหลืออยู่และรูปทรงยังสมบูรณ์ดีเป็นส่วนมาก
วัดหน้าพระเมรุ เดิมชื่อวัดพระเมรุราชิการาม อยู่ริมคลองสระบัว ตรงข้ามพระราชวังหลวง ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยใด
วัดพระเจ้าพนัญเชิง อยู่ริมแม่น้ำทางด้านทิศใต้ของพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดที่มีมาก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา เดิมใครเป็นผู้สร้างไม่ปรากฏหลักฐาน พระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานในพระวิหารนั้นชื่อ "พระเจ้าพนัญเชิง" สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1867 ในปี พ.ศ. 2397 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะใหม่ทั้งองค์และถวายพระนามว่า "พระพุทธไตรรัตนายก" นับเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่มีอายุมากที่สุด และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตักกว้าง 20.17 เมตร และสูงจากชายพระชงฆ์ถึงพระรัศมี 19 เมตร
วัดภูเขาทอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากพระราชวังหลวงไปประมาณ 2 กิโลเมตร ทางเดียวกับเส้นทางไปจังหวัดอ่างทอง (ทางหลวงหมายเลข 309) จะมีป้ายบอกทางแยกซ้ายไปวัดภูเขาทองและแยกขวาจะไปพระที่นั่งพะเนียดสร้างในสมัยสมเด็จพระราเมศวร เมื่อ พ.ศ. 1930
วัดกุฎีดาว อยู่ตรงหน้าสถานีรถไฟด้านตะวันออก เป็นวัดที่เก่า ฝีมืองดงามกว่าวัดอื่น แต่ปรักหักพังไปมากแล้ว
วัดสมณโกศ อยู่ใกล้วัดกุฎีดาว เป็นวัดที่เจ้าพระยาโกศา (เหล็ก) และพระยาโกษา (ปาน) ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วัดนี้มีพระปรางค์องค์ใหญ่รูปทรงสัณฐานแปลกตากว่าแห่งอื่น เข้าใจว่าเลียนแบบเจดีย์เจ็ดยอดของเชียงใหม่
วัดเจ้าพญาไท หรือวัดใหญ่ไชยมงคล หรือวัดป่าแก้ว อยู่นอกพระนครศรีอยุธยา ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ทางสถานีรถไฟมีพระเจดีย์ใหญ่มองเห็นแต่ไกล สร้างในสมัยพระเจ้าอู่ทอง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ไว้เป็นที่ระลึก ที่วัดนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติเมื่อคราวทรงชนะศึกยุทธหัตถี และทรงมุ่งให้เป็นเจดีย์คู่กับเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดภูเขาทอง เรียกเจดีย์นี้ว่า "พระเจดีย์ไชยมงคล"
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นใหม่ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย ปลายถนนขุนเมืองใจ ใกล้ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นที่รวมโบราณวัตถุของกรุงศรีอยุธยานานาชนิดที่น่าสนใจมาก เปิดให้ชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 9.00-16.00 น.
ศูนย์การศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ประกอบด้วยอาคารหลัก ตั้งอยู่บนถนนโรจนะ ติดกับวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา ในเกาะตัวเมืองและอาคารผนวกตั้งอยู่ ณ บริเวณซึ่งเคยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่น ต.เกาะเรียน ศูนย์ฯ นี้เป็นสถาบันวิจัยแห่งชาติ ด้านอยุธยาศึกษา โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ไทยสมัยที่พระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อยุธยาซึ่งแสดงสิ่งจำลองที่ได้จากการค้นคว้าวิจัยโดยใช้วิธีการและเทคโนโลยี ของการจัดพิพิธภัณฑ์ และการจัดแสดงนิทรรศการสมัยใหม่ รวมทั้งเป็นศูนย์ข้อมูลและห้องสมุดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยาด้วย เปิดทำการทุกวันไม่เว้นวันหยุด ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึง 16.30 น. เสาร์-อาทิตย์ เวลา 9.00-17.00 น. อัตราค่าเข้าชม นักเรียนและนักศึกษา 5 บาท ประชาชนทั่วไป 20 บาท และชาวต่างประเทศ 100 บาท
พระที่นั่งเพนียด สร้างเป็นที่ประทับทอดพระเนตรการคล้องช้าง ตั้งอยู่ในตำบลสวนพริก อำเภอพระนครศรีอยุธยา ลักษณะเป็นคอกล้อมด้วยซุงทั้งต้น มีปีกกาแยกเป็นรั้วไปสองข้าง รอบคอกเพนียดเป็นกำแพงดินประกอบอิฐสูงเสมอยอดเขาด้านหลังคอก ตรงข้ามแนวปีกกาเป็นพลับพลาที่ประทับเพนียดที่เห็นอยู่ในปัจจุบันบูรณะ เมื่อ พ.ศ. 2500
ตำหนักพระนครหลวง อยู่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งทิศตะวันออก ตำบลนครหลวง อ.นครหลวง เป็นที่ประทับในระหว่างเสด็จไปพระพุทธบาทและประทับแรมในระหว่างเสด็จลพบุรี สันนิษฐานว่าสร้างในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแต่มาสร้าง เป็นที่ประทับก่ออิฐถือปูนในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
โบราณสถานในเกาะบางปะอิน
เกาะบางปะอินอยู่ห่างจากเกาะเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาออกไป 40 กิโลเมตร คือ จากตัวจังหวัดไปตามถนนพหลโยธินเลี้ยวขวาเข้าทางแยกตรง กม.ที่ 35 แล้วเข้าไป 7 กิโลเมตร ก็จะถึงพระราชวังบางปะอิน อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก-นิสิต-นักศึกษา-ภิกษุ-สามเณร 20 บาท นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ 50 บาท โทร. (035) 261-044, 261-549 ภายในพระราชวังบางปะอินมีสิ่งที่น่าสนใจดังนี้
พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพย์อาสน์ เป็นปราสาทอยู่กลางสระ สร้างในรัชกาลที่ 5 เดิมสร้างด้วยเครื่องไม้ทั้งองค์ ต่อมารัชกาลที่ 6 ทรงโปรดให้เปลี่ยนเสาและพื้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด
พระที่นั่งวโรภาษพิมาน เป็นท้องพระโรงอยู่ทางเหนือของ "สะพานเสด็จ" ซึ่งเป็นท่าน้ำสำหรับเสด็จพระราชดำเนินขึ้นลง เดิมเป็นเรือนไม้สองชั้นเป็นที่ตั้งที่ประทับและท้องพระโรงร่วมกัน ต่อมารัชกาลที่ 5 โปรดให้รื้อสร้างใหม่เป็นอาคารแบบฝรั่งใช้เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกขุนนางในงานพระราชพิธี สิ่งสำคัญในพระที่นั่งเป็นภาพชุดพระราชพงศาวดารกับภาพเรื่องอิเหนา พระอภัยมณีและรามเกียรติ์
พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร อยู่ทางทิศตะวันออกตรงข้ามกับสระน้ำ เป็นพระที่นั่งสร้างด้วยไม้ น่าเสียดายที่ไฟไหม้หมดไม่มีสิ่งใดเหลือ นอกจากหอสูงก่ออิฐปูนรูปหกเหลี่ยมซึ่งเรียกว่า หอพระ เท่านั้น
พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ อยู่ตอนเหนือของพระราชวัง พระที่นั่งองค์นี้พระยาโชฎึก ราชเศรษฐี (ฟัก) สร้างถวายตามแบบพระราชวังจีน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มักเสด็จประทับในฤดูหนาว
พระที่นั่งวิฑูรทัศนา เป็นหอสูง สร้างบนเกาะน้อย ระหว่างพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร กับพระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ เป็นพระที่นั่ง 3 ชั้น มีบันไดเวียน ทรงใช้เป็นที่ทอดพระเนตรสภาพบ้านเมืองโดยรอบ
โรงละคร รัชกาลที่ 6 โปรดให้สรางขึ้นบริเวณที่ประทับฝ่ายในเป็นพลับพลาไม้หลังเล็ก ๆ สร้างในสวนริมสระต่อจากพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียรไปทางทิศตะวันตก
อนุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (อนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม) เป็นอนุสาวรีย์หินอ่อน บรรจุพระสริรังคารของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ
อนุสาวรีย์นารีรัตน์และเจ้าฟ้าสามพระองค์ อยู่ใกล้กับอนุสาวรีย์พระนางเรือล่ม
สภาคารราชประยูร เป็นตึก 2 ชั้น อยู่ริมแม่น้ำนอกกำแพงพระราชวัง ตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งวโรภาสพิมานด้านทิศใต้ รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างเป็นที่ประทับของเจ้านายฝ่ายหน้า
เหมมณเฑียรเทวราช เป็นศาลประดิษฐานเทวรูป รัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างขึ้นตรงศาลเดิมที่ชาวบ้านสร้างอุทิศถวายสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
วัดชุมพลนิกายาราม อยู่บริเวณหัวเกาะตรงสะพานข้ามไปยังสถานีรถไฟ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2175
วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ อยู่นอกเกาะทางด้านทิศใต้คนละฝั่งกับพระราชวังรัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างให้มีรูปทรงต่างจากวัดอื่น เป็นศิลปะแบบกอทธิก สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2421 โปรดให้เป็นพระอารามสำหรับพระสงฆ์ฝ่ายนิกายธรรมยุติ
ศูนย์ศิลปาชีพ-บางไทร จัดตั้งขึ้นในเขตที่ดินปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรม ตำบลบึงใหญ่ อำเภอบางไทร มีเนื้อที่ประมาณ 285 ไร่ ศูนย์ศิลปาชีพนี้มุ่งฝึกอบรมอาชีพเกี่ยวกับงานศิลปหัตถกรรมต่าง ๆ วิชาที่สอนให้แก่เกษตรกรได้แก่ การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จาก เส้นใยพืช การแกะสลัก การจักสาน การทำตุ๊กตา การประดิษฐ์ดอกไม้เทียม การทำเครื่องเรือน การทอผ้า ผลิตภัณฑ์จากผ้า และการย้อมสี ผลิตภัณฑ์ที่เสร็จแล้วจะส่งไปขายที่ร้านจิตรลดาทุกสาขา การเดินทางไปยังศูนย์ฯ สามารถไปทางเรือตามลำน้ำเจ้าพระยามาขึ้นที่ท่าของศูนย์ฯ หรือไปทางรถยนต์ เมื่อถึงอำเภอบางปะอินแล้วมีทางแยกเข้าสู่สายบางไทร-สามโคก ระยะทาง 24 กิโลเมตร ถึง ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันพุธ อัตราค่าผ่านประตู ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 10 บาท รายละเอียดติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 2258165-8 ต่อ 460 หรือ โทร. (035) 366-092
เทศกาลประจำปีศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จัดขึ้นราวปลายเดือนมกราคม ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร
เทศกาลลอยกระทง จัดขึ้นบริเวณศูนย์ศิลปาชีพบางไทรในราวเดือนพฤศจิกายน มีการลอยกระทง และการแข่งเรือยาว
(รหัสทางไกล 035)
อำเภอพระนครศรีอยุธยา
กรุงศรีริเวอร์ โฮเต็ล 27/2 หมู่ 11 ถนนโรจนะ (ทางเข้าสถานีรถไฟ) โทร. 244333, 234703-9 โทรสาร 242345 จำนวน 202 ห้อง ราคา 1,600-10,000 บาท
ธงชัย เกสท์เฮ้าส์ 9/6 หมู่ 13 ตำบลประตูชัย โทร. 245210 จำนวน 42 ห้อง ราคา 200-400 บาท
มายเฮ้าส์ เกสท์เฮ้าส์ 59/8-9 ถนนโรจนะ (ใกล้โรงพยาบาลราชธานี) โทร. 335493-4 จำนวน 15 ห้อง ราคา 400-500 บาท
อโยธยา โฮเต็ล 12 หมู่ 4 ถนนเทศบาลสาย 2 โทร. 232851-61 จำนวน 101 ห้อง ราคา 900-3,500 บาท
อาคารสวนหลวง ถนนโรจนะ (ในสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา) โทร. 245537 จำนวน 25 ห้อง ราคา 500-600 บาท
อู่ทองอินน์ 210 หมู่ 5 ถนนโรจนะ โทร. 242236-9 จำนวน 207 ห้อง ราคา 1,150-3,000 บาท
อู่ทองโฮเต็ล จ.86 ถนนอู่ทอง โทร. 251063, 251136 จำนวน 68 ห้อง ราคา 260-400 บาท
อำเภอบางปะอิน
พระอินทร์ราชา 136 หมู่ 7 ตำบลเชียงรากน้อย โทร. 361081 จำนวน 53 ห้อง ราคา 250-500 บาท
อำเภออุทัย
ไทยไท พาเลซ 19/2 หมู่ 2 ถนนสายเอเชีย โทร. 335986, 212238-40 จำนวน 120 ห้อง ราคา 600-1,500 บาท
โรจนะ โฮเต็ล 64/6 หมู่ 1 ตำบลธนู โทร. 335885-8, 213600-3 จำนวน 39 ห้อง ราคา 360-600 บาท
เรือนเดิม 28 ถนนสายเอเชีย ตำบลธนู โทร. 335703-4, 335509 จำนวน 13 ห้อง ราคา 560 บาท
อยุธยาแกรนด์ โฮเต็ล 55/5 หมู่ 1 ถนนโรจนะ โทร. 335483-91 โทรสาร 335492 จำนวน 160 ห้อง ราคา 900-2,000 บาท
ทางรถยนต์ จากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้หลายเส้นทางดังนี้
- ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านประตูน้ำพระอินทร์แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 309 เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ใช้ทางหลวงหมายเลข 304 (ถนนแจ้งวัฒนะ) หรือทางหลวงหมายเลข 302 (ถนนงามวงศ์วาน) เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 306 (ถนนติวานนท์) ข้ามสะพานนนทบุรี หรือสะพานนวลฉวี ไปยังจังหวัดปทุมธานีต่อด้วยเส้นทางปทุมธานี-สามโคก-เสนา (ทางหลวงหมายเลข 3111) แล้วแยกขวาที่อำเภอเสนาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 3263 เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-นนทบุรี-ปทุมธานี ทางหลวงหมายเลข 306 ถึงทางแยกสะพานปทุมธานี เลี้ยวเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 347 แล้วไปแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 3309 ผ่านศูนย์ศิลปาชีพบางไทร อำเภอบางปะอิน เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา