กลับหน้าสารบัญ

จังหวัดอ่างทอง

พระสมเด็จเกษไชโย  หลวงพ่อโตองค์ใหญ่  วีรไทยใจกล้า  ตุ๊กตาชาววัง  โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง  เมืองสองพระนอน

ข้อมูลการเดินทางทั่วประเทศ

สถานที่ท่องเที่ยว

      งานประเพณี                สถานที่พัก               

การเดินทาง

        จังหวัดอ่างทอง    เดิมชื่อเมืองวิเศษชัยชาญ  ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญของกรุงศรีอยุธยาในการสู้รบกับกองทัพพม่า  ดังปรากฏในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  อยู่หลายตอนโดยเฉพาะครั้งหลังสุดพม่าได้ใช้แขวงเมืองวิเศษชัยชาญเป็นที่ตั้งค่ายตีกรุงศรีอยุธยา  และเกิดการสู้รบครั้งสำคัญที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยคือ  ศึกบางระจัน  ขึ้นที่บ้านบางระจัน  จังหวัดสิงห์บุรี

       ปลายสมัยกรุงธนบุรีได้ย้ายที่ตั้งเมืองมาอยู่บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาที่บ้านบางแก้ว  เรียกชื่อเมืองใหม่ว่า  "อ่างทอง"  เพราะเป็นที่ราบลุ่มและเป็นอู่ข้าวอู่น้ำเสมือนขุมทรัพย์

       จังหวัดอ่างทองเป็นจังหวัดขนาดเล็ก  ตั้งอยู่บริเวณภาคกลางตอนล่าง  มีเนื้อที่ประมาณ 968  ตารางกิโลเมตร  ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม  ไม่มีป่าไม้  และภูเขา  มีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่านสองสาย  คือ  แม่น้ำน้อย  และแม่น้ำเจ้าพระยา  จังหวัดอ่างทองแบ่งการปกครองออกเป็น 7  อำเภอ คือ  อำเภอเมืองอ่างทอง  อำเภอวิเศษชัยชาญ  อำเภอแสวงหา  อำเภอป่าโมก  อำเภอโพธิ์ทอง  อำเภอไชโย  และอำเภอสามโก้

กลับด้านบน

   

 

 

 

สถานที่ท่องเที่ยว

อำเภอเมือง

ศาลหลักเมือง    ตั้งอยู่ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด  เป็นอาคารจตุรมุข (4 หน้า)  ตัวศาลสูงจากพื้นประมาณ 1.5 เมตร  ภายในศาลเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพพุ่มข้าวบิณฑ์  ก้านแย่งสวยงามมาก  ศาลหลักเมืองจังหวัดอ่างทองเป็นศาลหลักเมืองแห่งที่ 2  ที่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้ง 4 ด้าน  (ศาลหลักเมืองแห่งแรกที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง  คือ  ศาลหลักเมือง  กรุงเทพฯ)  ศาลหลักเมืองอ่างทองเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สวยงาม  สมกับเป็นหลักชัย  และหลักใจของประชาชนชาวอ่างทองอย่างยิ่ง  ผู้ที่มีโอกาสไปเยือนจังหวัดนี้ไม่ควรละเว้นที่จะไปเคารพสักการะศาลหลักเมืองและหาของดี  เมืองอ่างทองบริเวณศาลเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

วัดอ่างทองวรวิหาร    เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี  ตั้งอยู่ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด  เดิมเป็นวัด  เล็ก ๆ 2 วัด  ชื่อวัดโพธิ์เงิน  และวัดโพธิ์ทอง  สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4  ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 5  โปรดเกล้าฯ  ให้รวมเป็นวัดเดียวกัน  เมื่อ พ.ศ. 2443  แล้วพระราชทานนามว่า  "วัดอ่างทอง"  วัดนี้มีพระอุโบสถที่งดงามยิ่งนัก  พระเจดีย์ทรงระฆังประดับด้วยกระจกสีอย่างสวยงาม  และหมู่กุฏิทรงไทยสร้างด้วยไม้สักงดงามเป็นระเบียบ  ล้วนเป็นศิลปสถาปัตยกรรมตามแบบสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

วัดต้นสน    อยู่ริมฝั่งฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา  ตรงข้ามกับวิทยาลัยเทคนิคอ่างทอง  เป็นวัดเก่าแก่โบราณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ  เรียกว่า  "สมเด็จพระศรีเมืองทอง"  ขนาดหน้าตักกว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว  สูง 9 วา 2 ศอก 19 นิ้ว  มีพุทธลักษณะที่สวยงามมากอีกองค์หนึ่ง  นับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะที่ใหญ่ที่สุดองค์แรก

วัดสุวรรณเสวริยาราม    อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทิศตะวันออกในท้องที่ตำบลตลาดกรวด  จากศาลากลางจังหวัดไปตามถนนคลองชลประทานประมาณ 3 กิโลเมตร  มีพระพุทธไสยาสน์ขนาดองค์พระยาวประมาณ 10 วา ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารและโบราณวัตถุสถานต่าง ๆ ที่มีอายุราว 100 ปี

บ้านทรงไทยจำลอง  ส่วนประกอบบ้านทรงไทย  เครื่องเรือนไม้ตาล    เป็นฝีมือเชิงช่างที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ  นอกจากจะมีการจัดสร้างที่สวยงามแล้วยังคงความเป็นไทยไว้อย่างน่าสนใจ  เป็นแหล่งทำส่วนประกอบของบ้านทรงไทยทุกชนิด  มีการประดิษฐ์บ้านทรงไทยจำลองที่ย่อส่วนจากของจริง  และยังมีสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ที่ทำจากไม้ตาลอีกด้วย  การเดินทาง  ตามเส้นทางสายอยุธยา-ป่าโมก  และตำบลโพสะ

อำเภอป่าโมก

วัดป่าโมกวรวิหาร    เป็นพระอารามหลวงอยู่ที่อำเภอป่าโมก  ห่างจากอำเภอเมือง  12 กิโลเมตร  ที่วัดนี้มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่เก่าแก่มาก  มีความยาว  22.58 เมตร  ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า สมเด็จพระนเรศวร  ก่อนที่จะยกทัพไปรบกับพระมหาอุปราชาก็ได้เสด็จมาชุมนุมพลที่วัดนี้  และได้กระทำสักการบูชาพระพุทธรูปองค์นี้ด้วย

วัดท่าสุทธาวาส    ตั้งอยู่ที่อำเภอป่าโมก  เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น  มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสงคราม  การพาณิชย์และเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงอารยธรรมในอดีต  วัดนี้ได้รับการบูรณะต่อเนื่องกันมาโดยตลอด  ถึงปรากฏหลักฐาน  พระพุทธรูป  และโบราณวัตถุสมัยต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก  สังข์เลี่ยมโลหะเปียกทอง  ตลอดจนเครื่องถ้วยชาม  อีกทั้งมีพระบรมสารีริกธาตุซึ่งได้อัญเชิญบรรจุไว้ในพระโกศทองคำลงยาราชาวดี  ฝีมือช่างหลวงในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  มีความละเอียดงดงามมาก  วัดนี้อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันออก  เขตตำบลบางเสด็จ  หากใช้เส้นทางสายอยุธยา-อ่างทอง  (ทางหลวงหมายเลข 309)  ทางเข้าวัดอยู่ทางซ้ายมือ

วัดสระแก้ว    สร้างเมื่อ พ.ศ. 2242  เดิมชื่อวัดสระแก  การเดินทางตามเส้นทางสายอยุธยา-อ่างทอง  (ทางหลวงหมายเลข 309)  ทางเข้าวัดอยู่ทางซ้ายมือ  ห่างจากอยุธยาประมาณ 15 กม.  เป็นสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า มีเด็กอยู่ในความดูแลมากเป็นที่ตั้งของ "สามัคคีสมาคาร"  ซึ่งเป็นโครงการทอผ้าตามพระราชประสงค์  อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรม  ผ้าที่ทอได้แก่  ผ้าฝ้าย  ผ้าซิ่น  ผ้าขาวม้า  ฯลฯ

ตุ๊กตาชาววังบางเสด็จ    ตำบลบางเสด็จตั้งอยู่ในเส้นทางหลวงหมายเลข 309  จากอยุธยาไปจังหวัดอ่างทองประมาณ 16 กิโลเมตร  จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่บ้านบางเสด็จ  อยู่ติดกับวัดท่าสุทธาวาส  ตำบลนี้เดิมชื่อตำบลบ้านวัดตาล  เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ  เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยใน  ปี พ.ศ. 2518  สร้างความปลื้มปิติให้แก่ราษฎรเป็นอันมาก  เพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ  จึงพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อบ้านวัดตาลเป็น  บ้างบางเสด็จ  ภายในหมู่บ้านบางเสด็จนี้  นอกจากจะได้ชมทัศนียภาพอันร่มรื่น  และสวยงาม  ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วยังสามารถเดินชมการปั้นตุ๊กตาในบริเวณบ้านเรือนราษฎรละแวกนั้นได้อย่างเป็นกันเอง

โครงการตุ๊กตาชาววังที่บ้านบางเสด็จ   เป็นโครงการที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น  เมื่อ พ.ศ. 2519  เพื่อให้เป็นอาชีพเสริมเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ราษฎร  มีการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์  โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ด้านหน้าวัดท่าสุทธาวาส  ซึ่งจะจัดให้สมาชิกมาสาธิตการปั้นพร้อมกับจัดจำหน่ายในราคาที่ย่อมเยา  ตุ๊กตาชาววังเป็นประดิษฐ์กรรมดินเหนียวที่สวยงาม จัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกเพศทุกวัย  วัฒนธรรมประเพณีไทย  เช่น  การละเล่นของเด็กไทย  วงมโหรีปี่พาทย์  ตลอดจนผลไม้ไทยหลายหลากชนิดล้วนมีความสวยงามน่ารัก  และเหมาะที่จะซื้อเป็นของฝากหรือของที่ระลึกเป็นอย่างยิ่ง

หมู่บ้านทำกลองบ้านเอกราช    อยู่ในเขตอำเภอป่าโมก  ใช้ถนนสายในผ่านหน้าที่ทำการเทศบาล  ซึ่งขนานไปกับลำคลองชลประทานยางมณีเข้าหมู่บ้านปากน้ำ  ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  กลองที่ทำมีตั้งแต่กลองขนาดเล็กสำหรับเป็นของที่ระลึกจนถึงกลองขนาดใหญ่มาก ๆ

อิฐอ่างทอง    เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนคุณภาพสูงที่ผลิตขึ้น  เพื่อจัดจำหน่ายไปทั่วประเทศไทย  ส่วนมากจะใช้ในการทำอิฐโชว์แนวประดับอาคาร  บ้านเรือน  ผู้สนใจจะติดต่อซื้อได้จากโรงอิฐโดยตรง  เฉพาะที่อำเภอป่าโมกจะมีโรงอิฐมากกว่า 42 แห่ง

อำเภอไชโย

วัดไชโยวรวิหาร    อยู่ห่างจากอำเภอเมือง 18 กิโลเมตร  ตามทางหลวงหมายเลข 32  เป็นที่ประดิษฐานพระมหาพุทธพิมพ์  ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ  ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์  (โต  พรหมรังสี)  วัดระฆัง  ได้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4  พระพุทธรูปองค์นี้เป็นที่เคารพบูชาของประชาชนในจังหวัดอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียงเป็นอันมาก  โดยเฉพาะผู้นิยมเล่นพระเครื่องย่อมซาบซึ้งดีว่าพระสมเด็จวัดไชโยเป็นพระเครื่องที่มีผู้นิยมมากและหาได้ยาก

วัดสระเกศ    ตั้งอยู่ที่ตำบลชัยภูมิ  ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทิศตะวันออก  ห่างจากอำเภอเมืองอ่างทองประมาณ 15 กิโลเมตร  เป็นวัดเก่าตั้งแต่สมัยอยุธยา  ตำบลชัยภูมินี้เดิมชื่อ  บ้านสระเกศ  ขึ้นอยู่กับแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ  มีกล่าวไว้ในพระราชพงศาวดารว่า  เมื่อ พ.ศ. 2128  พระเจ้าเชียงใหม่  ยกทัพมาตั้งค่ายอยู่ที่บ้านสระเกศ  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  และสมเด็จพระเอกาทศรถ  ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินมา  ณ  วัดสระเกศ  เมื่อปี  พ.ศ. 2513  เพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

อำเภอโพธิ์ทอง

วัดโพธิ์ทอง    อยู่ที่บ้านโพธิ์ทอง  ตำบลคำหยาด  ตรงข้ามทางเข้าบ้านบางเจ้าฉ่า  ห่างจากอำเภอเมืองไปตามเส้นทางสายอ่างทอง-โพธิ์ทอง  ประมาณ 9 กิโลเมตร  นามวัดโพธิ์ทองในพระราชพงศาวดาร  กล่าวว่าเป็นวัดที่กรมขุนพรพินิต  (เจ้าฟ้าอุทุมพร  หรือขุนหลวงหาวัด)  เสด็จมาผนวช  วัดโพธิ์ทองแห่งนี้  รัชกาลที่ 6  เคยเสด็จมาประทับร้อนเมื่อคราวเสด็จประพาสลำน้ำน้อย  ลำน้ำใหญ่  มณฑลกรุงเก่า  เมื่อ พ.ศ. 2459

พระตำหนักคำหยาด    อยู่ในท้องที่ตำบลคำหยาด  ถัดจากวัดโพธิ์ทอง  ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 2 กิโลเมตร  บนถนนสายเดียวกัน  ตัวอาคารตั้งโดดเด่นอยู่กลางทุ่งนา  ก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร  สภาพปัจจุบันมีเพียงผนัง 4 ด้าน  แต่ยังคงเห็นเค้าความสวยงามทางด้านศิลปกรรม  เช่น  ลอดลายประดับซุ้มจรนำหน้าต่าง  ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า  เมื่อพ.ศ. 2451  ได้เสด็จมายังโบราณสถานแห่งนี้และทรงมีพระราชหัตถเลขาอรรถาธิบายไว้ว่า  เดิมทีทรงมีพระราชดำริว่า  ขุนหลวงหาวัด  (เจ้าฟ้าอุทุมพร  กรมขุนพรพินิต)  ทรงผนวชที่วัดโพธิ์ทองแล้วสร้างพระตำหนักแห่งนี้ขึ้นเพื่อจำพรรษา  เนื่องจากมีชัยภูมิที่เหมาะสม  ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นตัวพระตำหนักสร้างด้วยความประณีตสวยงามแล้วพระราชดำริเดิมก็เปลี่ยนไปด้วย ทรงเห็นว่าไม่น่าที่ขุนหลวงหาวัดจะทรงมีความคิดใหญ่โต  สร้างที่ประทับชั่วคราวหรือที่มั่นในการต่อสู้ให้ดูสวยงามเช่นนี้  ดังนั้น  จึงทรงสันนิษฐานว่าพระตำหนักนี้คงจะสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ  เพื่อเป็นที่ประทับแรม  เนื่องจากมีพระราชนิยมเสด็จประพาสเมืองแถบนี้อยู่เนือง ๆ เช่นเดียวกับที่พระเจ้าปราสาททอง  ทรงสร้างที่ประทับไว้ที่บางปะอิน  ขณะที่กรมขุนพรพินิตผนวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐ์  ได้ทรงนำข้าราชบริพารกับพระภิกษุที่จงรักภักดีต่อพระองค์  ออกจากพระนครศรีอยุธยา  จำพรรษาที่วัดโพธิ์ทอง  และประทับอยู่ที่พระตำหนักคำหยาดนี้เพื่อไปสมทบกับชาวบ้านบางระจัน  ปัจจุบันกรมศิลปากรได้บูรณะ  และขึ้นทะเบียนพระตำหนักคำหยาดเป็นโบราณสถานไว้แล้ว

วัดขุนอินทประมูล    อยู่ในเขตตำบลอินทประมูล  การเดินทาง  ไปสามารถใช้เส้นทางได้  3 สาย คือ  สายอ่างทอง-อำเภอโพธิ์ทอง  (เส้นทาง 3064)  แยกขวาที่กิโลเมตร 9 เข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร  หรือหากมาจากจังหวัดสิงห์บุรีไปทางอำเภอไชโยประมาณกิโลเมตรที่ 8  จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าถึงวัดเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร  หรือจะใช้เส้นทางตัดใหม่สายอำเภอวิเศษชัยชาญ-โพธิ์ทอง  (ถนนเลียบคลองชลประทาน)  เมื่อถึงอำเภอโพธิ์ทองมีทางแยกเข้าวัดอีก 2 กิโลเมตร  วัดนี้เป็นวัดโบราณ  พิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิมคะเนว่าเป็นวัดใหญ่  เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่และยาวที่สุดในประเทศไทย  มีความยาวถึง 50 เมตร  (25 วา)  เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหาร  แต่ถูกไฟไหม้ปรักหักพังไปเหลือแต่องค์พระตากแดดตากฝนนานนับเป็นร้อย ๆ ปี  องค์พระนอนมีพุทธลักษณะที่งดงามพระพักตร์ยิ้มละไม  สงบเยือกเย็นน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก  พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ได้เคยเสด็จมาสักการะ บูชา  อาทิ  พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  เสด็จมา  เมื่อ พ.ศ. 2296  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จฯ  ในปี พ.ศ. 2221  และ  พ.ศ. 2451  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเสด็จฯ  มาถวายผ้าพระกฐินต้นในปี พ.ศ. 2516  และเสด็จมานมัสการอีกครั้งในปี  พ.ศ. 2518  พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศต่างนิยมมานมัสการเป็นเนืองนิจ  นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดขุนอินทประมูลยังมีโบราณสถานวิหารหลวงพ่อขาว  ซึ่งเหลือเพียงฐานและผนังบางส่วนและพระพุทธรูป  ด้านหน้าพรนอนมีศาลรูปปั้น  ขุนอินทประมูล  ซึ่งตามประวัติกล่าวว่าเป็นผู้สร้างพระพุทธไสยาสน์

วังปลาวัดข่อย    อยู่บริเวณแม่น้ำน้อยหน้าวัดข่อย  หมู่ที่ 1  ตำบลโพธิ์รังนก  อยู่ห่างจากจังหวัดอ่างทองประมาณ 12 กิโลเมตร  ตามเส้นทางจังหวัดอ่างทอง-วิเศษชัยชาญ  ก็จะพบป้ายวังปลาวัดข่อย  แล้วเลี้ยวขวาลัดเส้นทางคลองส่งน้ำชลประทานไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร  ปลาที่วัดข่อยนี้มีปริมาณชุกชุมมาตั้งแต่สมัยพระครูสุกิจวิชาญ  (หลวงพ่อเข็ม)  เป็นเจ้าอาวาสซึ่งเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว  ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2528  พระครูสรกิจจาทร  เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้ปรับปรุงสถานที่  และประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำร่วมกับสำนักงานประมงอำเภอโพธิ์ทอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลรักษามิให้ปลาถูกรบกวน  ปัจจุบันมีปลานานาพันธุ์ เช่น  ปลาสวาย  ปลาตะเพียน  ปลาเทโพ  ปลาแรด  ปลาบึก  ฯลฯ  อาศัยอยู่รวมกันไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัว  ทางวัดได้จัดจำหน่ายอาหารปลาให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับการให้อาหารปลาและจัดสวนสัตว์ขนาดเล็ก  ตลอดจนร้านจำหน่ายเครื่องดื่มไว้บริการอีกด้วย  นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจภายในวัดข่อยมี  มณฑป  พระวิหาร  เจดีย์  พระอุโบสถ  กุฏิ  หอสวดมนต์  ศาลาการเปรียญแบบทรงไทยโบราณ  ซึ่งทำมาจากไม้สักเป็นเสาเหลี่ยม 8 เหลี่ยม  ตะเกียง  จากกรุงวอชิงตัน  เป็นตะเกียงโบราณ  นาฬิกาโบราณจากปารีส  และตู้พระไตรปิฎกทำด้วยไม้สักจากประเทศจีน  ซึ่งมีในสมัยรัชกาลที่ 5  เรือซึ่งเป็นพาหนะที่ใช้ในการเดินทางมีแทบทุกชนิด  ได้แก่  เรือบด  เรือแจว  เรือสำปั้น  และเรือประทุน  เปลกล่อมลูกในสมัยโบราณ  มรดกชาวนาซึ่งได้รวบรวมเครื่องมือ  เครื่องใช้  รวมทั้งอุปกรณ์ในการ  ทำนา  ได้แก่  เกวียน  ล้อ  คันไถ  อุปกรณ์เครื่องมือการจับสัตว์น้ำไซดักปลา  และศูนย์ผลิตข้าวซ้อมมือที่ชาวบ้านทำการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้น  เพื่อทำการจำหน่ายให้แก่ประชาชน

ค้างคาวแม่ไก่วัดจันทาราม    วัดจันทารามเป็นวัดเก่าแก่  ตั้งอยู่ที่บ้านช้าง  หมู่ที่ 5 ตำบลโคกพุทรา  ห่างจากที่ว่าการอำเภอโพธิ์ทองไปทางทิศตะวันตก  ประมาณ 4 กิโลเมตร  การเดินทาง  ใช้เส้นทางสายโพธิ์ทอง-แสวงหา  ประมาณ 1 กิโลเมตร  แล้วแยกซ้ายไปอีก 3 กิโลเมตร  ในบริเวณวัดแห่งนี้มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นจึงเป็นที่อยู่อาศัยและแพร่พันธุ์ค้างคาวแม่ไก่  และนกนานาชนิดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว  ค้างคาวแม่ไก่นี้จะออกหากินในเวลากลางคืน  ส่วนเวลากลางวันจะเกาะห้อยหัวอยู่ตามกิ่งไม้เป็นสีดำพรืดมองเห็นแต่ไกลซึ่งผู้สนใจสามารถจะไปชมได้ในทุกฤดูกาล

หมู่บ้านจักสาน บ้านบางเจ้าฉ่า    ตำบลบางเจ้าฉ่า  อำเภอโพธิ์ทอง  เป็นแหล่งหัตถกรรมเครื่องจักสานที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอ่างทอง  มีการพัฒนาคุณภาพและรูปแบบของเครื่องจักสานจนสามารถส่งออกขายต่างประเทศได้  การเดินทางใช้เส้นทางอ่างทอง-โพธิ์ทอง 9 กิโลเมตร  ถึงคลองชลประทานยางมณี  จากนั้นเลี้ยวขวาเลียบคลองไปประมาณ 5 กิโลเมตร  แล้วเลี้ยวขวาทางลูกรังเข้าวัดยางทอง  แหล่งหัตถกรรมอยู่บริเวณหลังวัด   นอกจากบ้านบางเจ้าฉ่าแล้ว ยังมีกลุ่มจักสานของตำบลอื่น ๆ อีก เช่น  กลุ่มตำบลองครักษ์  กลุ่มตำบลบางระกำ  กลุ่มตำบลบางพลับ  และกลุ่มตำบลอินทประมูล  เป็นต้น

ศูนย์เจียระไนพลอย    อยู่ในบริเวณเดียวกับแหล่งผลิตเครื่องจักสานที่บางเจ้าฉ่า  มีศูนย์รวมการเจียระไนพลอยของหมู่บ้าน  และมีพลอยรูปแบบต่าง ๆ ที่สวยงามเป็นจำนวนมาก

ศูนย์ผลิตเครื่องใช้ประดับมุก    อยู่ที่วัดม่วงคัน  ตำบลรำมะสัก  มีการผลิตเครื่องใช้ประดับมุกฝีมือประณีตนอกจากนั้นมีการทำหัตถกรรมในครัวเรือนอีกหลายแห่ง  เช่นกัน  ชุดโต๊ะเครื่องแป้ง  แจกัน  ที่เขี่ยบุหรี่

อำเภอวิเศษชัยชาญ

วัดเขียน    เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง  อยู่ที่หมู่ 8  ตำบลศาลเจ้าโรงทอง  ห่างจากอำเภอเมือง 12 กิโลเมตร  ภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนฝาผนังที่งดงาม  สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสกุลเมืองวิเศษชัยชาญสมัยอยุธยาตอนปลายลักษณะภาพคล้ายกับภาพเขียน ที่พระอุโบสถวัดเกาะ  และวัดใหญ่สุวรรณาราม  จังหวัดเพชรบุรี  ซึ่งอยู่ในยุคเดียวกัน

วัดม่วง    ตั้งอยู่หมู่ที่ 6  ตำบลหัวตะพาน  ระยะทางจากจังหวัดถึงวัดม่วง ประมาณ 8 กิโลเมตร  ใช้เส้นทางสายอ่างทอง-สุพรรณบุรี  วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ  มีพระอุโบสถล้อมรอบด้วยกลีบบัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ภายในมีรูปปั้นเกจิอาจารย์ชื่อดังทั่วประเทศ  มีแดนเทพเจ้าไทย  แดนนรก แดนสวรรค์  และแดนเทพเจ้าจีน  ซึ่งมีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่  มีรูปปั้นแสดงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามไทย-พม่า  ที่เมืองวิเศษชัยชาญ  และสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ของดีเมืองอ่างทองได้ด้วย

อนุสาวรีย์นายดอก - นายทองแก้ว    อยู่ที่หน้าโรงเรียนวิเศษชัยชาญ  หมู่ที่ 2  ตำบลไผ่จำศีลระหว่างกิโลเมตรที่ 26-27  ตามเส้นทางสายศรีประจันต์ - วิเศษชัยชาญ  เป็นอนุสรณ์สถานที่ชาววิเศษชัยชาญ  และชาวอ่างทองร่วมกันสร้าง  เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของวีรบุรุษแห่งบ้านโพธิ์ทะเล  ทั้งสองท่านที่ได้สละชีวิตเป็นชาติพลีในการสู้รบกับพม่าที่ค่ายบางระจันอย่างกล้าหาญ  เมื่อปี พ.ศ. 2309  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร  เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอนุสาวรีย์  เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2520

อำเภอแสวงหา

บ้านคูเมือง    อยู่ในท้องที่ตำบลบ้านไผ่  ห่างจากที่ว่าการอำเภอแสวงหา  ประมาณ 4 กิโลเมตร  และห่างจากค่ายบางระจันประมาณ 3 กิโลเมตร  ที่บ้านคูเมืองนี้นักโบราณคดีได้สำรวจพบซากเมืองโบราณที่สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนสมัยทวาราวดี  มีร่องรอยเหลือเพียงคูเมืองขนาดกว้างกับเนินดิน  ขุดพบเพียงเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผา  กระดูกสัตว์  ลูกปัดและหินบดยา

วัดบ้านพราน    ตั้งอยู่ที่ตำบลศรีพราน  เป็นวัดเก่าแก่สร้างในครั้งใดไม่ปรากฏ แต่ได้ถูกทิ้งร้างไปจนต้นไม้ปกคลุมหนาทึบ  ต่อมาพวกนายพรานได้มาตั้งหมู่บ้านขึ้นในบริเวณดังกล่าว  จึงช่วยกันบูรณะขึ้นมาใหม่  มีประวัติเล่าต่อกันมาว่าพระพุทธรูปศิลาแลงในพระวิหารนั้น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นผู้สร้างที่เมืองสุโขทัย  แล้วถอดเป็นชิ้นมาประกอบเป็นองค์ที่วัดบ้านพราน เพื่อให้เป็นพระประธานแต่ผู้สร้างวัด ต้องการสร้างพระประธานขึ้นเอง  จึงได้นำไปประดิษฐานไว้ในพระวิหารพระพุทธรูปองค์นี้  ชาวบ้านเรียกว่า  "หลวงพ่อไกรทอง"  เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์สามารถคุ้มภัยแก่ผู้ไปสักการะบูชา

สวนนกธรรมชาติ    อยู่ในบริเวณหมู่ที่ 2  บ้านริ้วหว้า ตำบลบ้านพราน  ระยะทางห่างจากจังหวัดอ่างทอง 24 กิโลเมตร  ใช้เส้นทางสายโพธิ์ทอง-แสวงหา 18 กิโลเมตร  แล้วแยกเข้าที่บ้านตำบลหนองแม่ไก่  ถึงโรงเรียนหนองแม่ไก่  แล้วเดินทางไปตามถนนลูกรังอีก 6 กิโลเมตร  ก็จะถึงบริเวณวัดริ้วหว้าซึ่งมีนกท้องนาปากห่าง  นกกระสา  นกกาน้ำ  นกกระเต็น  นกอีเสือ  ฯลฯ  บางชนิดก็ใกล้จะสูญพันธุ์และหาชมได้ยากในท้องถิ่นอื่น

อำเภอสามโก้

สามโก้เป็นอำเภอที่น่าสนใจมากอำเภอหนึ่งในแง่ประเพณี  และศิลปะพื้นบ้าน  กล่าวคือ  สามโก้ได้มีพื้นที่การเกษตรบางส่วนที่เปลี่ยนจากพื้นที่ทำนาเป็นพื้นที่ทำการเกษตรด้านอื่น  เช่น  การทำนาบัว  การทำสวนมะพร้าวพันธุ์ดี  และการทำไร่นาสวนผสม  ซึ่งเกษตรกรรู้จักพัฒนาอาชีพด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่  มาปรับปรุงผลผลิตทางการเกษตรให้มีทั้งคุณภาพ  และปริมาณสามารถทำรายได้อย่างน่าพอใจ  นอกจากนี้สามโก้ยังได้เป็นถิ่นแดนของเพลงพื้นเมืองที่มีพ่อเพลง  และแม่เพลงที่มีบทบาทในการฟื้นฟูการละเล่น  และอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านอีกด้วย

กลับด้านบน

 

 

 

 

 

เทศกาล - งานประเพณี

งานเมืองอู่ข้าวอู่น้ำและงานกาชาดประจำปี    เป็นงานประจำปีของชาวอ่างทองที่จัดขึ้นหลังฤดูเก็บเกี่ยว ช่วงปลายเดือนมีนาคมของทุกปี  มีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่างทั้งด้านการแสดงทางวัฒนธรรม  การแสดงนิทรรศการ  การแสดงจำหน่ายและสาธิตหัตถกรรมพื้นบ้าน  การออกร้าน  การประกวดกุลสตรีเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ  การประกวดพืชผลทางการเกษตร  และการแข่งขันกีฬาชาวนา  รวมทั้งมหกรรมต่าง ๆ มากมาย  งานนี้จัดบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง 5 วัน 5 คืน

งานประเพณีแข่งเรือยาววัดไชโย    จัดการแข่งขันขึ้นบริเวณลำน้ำหน้าวัดไชโยวรวิหาร  อำเภอไชโย  เป็นการประชันเรือยาวที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ  จัดพร้อมกับงานนมัสการ  และสมโภชสมเด็จพระพุฒาจารย์  (โต  พรหมรังสี)  และพระมหาพุทธพิมพ์  โดยจัดขึ้นราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนของทุกปี  โดยการแข่งขันเรือจะเสร็จสิ้นใน 1 วัน

งานประเพณีแข่งเรือยาววัดป่าโมก    จัดขึ้นบริเวณวัดป่าโมกวรวิหาร  อำเภอป่าโมก  ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี  พร้อมกับงานนมัสการ  และสมโภชพระพุทธไสยาสน์  และพระพุทธบาท 4 รอย

กลับด้านบน

 

 

 

 

สถานที่พัก

 (รหัสทางไกล 035)

อำเภอเมือง

    ซี.แอล.  การ์เด้นอินน์    42  หมู่ 11  ตำบลบ้านอิฐ  โทร. 612664-6  จำนวน 32 ห้อง  ราคา 300-360 บาท

    บัวหลวง    1/15  ถนนอยุธยา-อ่างทอง  โทร. 611116, 611800  จำนวน 50 ห้อง  ราคา 140-400 บาท

    สยามอินน์    41/2  ถนนสายเอเชีย  ตำบลบ้านอิฐ  จำนวน 36 ห้อง  ราคา 150-360 บาท

    อ่างทอง  และบังกะโล    60  ถนนอ่างทอง-สุพรรณบุรี  ตำบลศาลาแดง  โทร. 611667, 611767-8  กรุงเทพฯ  โทร. 279-2434, 279-2757  จำนวน 118 ห้อง ราคา 180-1,800 บาท  มีบังกะโล 8 หลัง  ราคา 240-280  บาท

อำเภอโพธิ์ทอง

    โพธิ์ทองอินน์    171/17  หมู่ 6  ตำบลอ่างแก้ว  โทร. 691139-40  จำนวน 29 ห้อง  ราคา 300-700 บาท

กลับด้านบน

 

 

 

 

 

 

การเดินทาง

รถยนต์    

เส้นทางที่1    ใช้เส้นทางสายพหลโยธิน  จากกรุงเทพฯ  แยกเข้าเส้นทางสายเอเชีย ผ่านอำเภอบางปะอิน-บางปะหัน-อยุธยา-อ่างทอง  รวมระยะทาง  105  กิโลเมตร  เป็นระยะทางที่ใกล้ที่สุด  

เส้นทางที่ 2    ใช้เส้นทางตัดใหม่  ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า-ตลิ่งชัน  เข้าเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340  ผ่านจังหวัดนนทบุรี-ปทุมธานี-อยุธยา-สุพรรณบุรี-อ่างทอง  รวมระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร

เส้นทางที่ 3    ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ -ปทุมธานี  ผ่านปากเกร็ด  เข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3111  ผ่านอำเภอบางไทร-อำเภอเสนา-อยุธยา  จากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 309  เข้าอำเภอป่าโมก-อ่างทอง  รวมระยะทาง  140 กิโลเมตร

ตรวจเช็คข้อมูลการเดินทางทั่วประเทศ

กลับด้านบน

1