พระคันธารราฐ

 

สถานที่ประดิษฐาน    วิหารน้อย  วัดหนาพระเมรุ  ตำบลท่าวาสุกรี  อำเภอพระนครศรีอยุธยา

                                จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พุทธลักษณะ             ศิลปะแบบทวารวดีพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท

                                ปางปฐมเทศนา

                                ขนาด  สูง ๔.๒ เมตร  วัสดุ  หินปูนสีเขียวแก่  (Bluish  Limestone)

        พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาทศิลปะแบบทวารวดีเช่นนี้ในประเทศไทยพบเพียง  ๕ องค์ ซึ่งนับว่าน้อยอย่างยิ่ง  และในจำนวนนี้มีเพียงองค์นี้องค์เดียวที่สร้างจากศิลาเขียว  อีก ๔ องค์ที่เหลือเป็นพระชุดเดียวกันที่สร้างจากศิลาขาวทั้งสิ้น  ถึงกระนั้นก็ยังก่อให้เกิดความสับสนกันอยู่เนือง ๆ

        พระพุทธรูปศิลา (เขียว) องค์นี้  ประดิษฐานอยู่  ณ วิหาน้อยวัดหน้าพระเมรุพระนครศรีอยุธยา  ในขณะที่พระพุทธรูปศิลาชุดขาว ๔ องค์  มีแหล่งเดิมอยู่ที่วัดพระเมรุ  จังหวัดนครปฐม  การขุดพบพระพุทธรูปศิลาองค์หนึ่งซึ่งเป็น  พระพุทธรูปศิลาขาวที่นครปฐมในปี  ๒๔๘๒  และ ร่องรอยที่แสดงว่ามีพระพุทธรูปลักษณะเช่นนี้ทั้งหมดสี่องค์  ทำให้เกิดความพยายามที่จะติดตามหาพระสามองค์แรกขึ้น  พระพุทธรูปสามองค์ถูกเคลื่อนย้ายไปยังที่ต่าง ๆ ก่อนที่จะขุดพบองค์ที่ ๔ เป็นเวลานาน  จึงค่อนข้างลำบากและมืดมน  จากการติดตามพบว่า  องค์หนึ่งนั้นเคลื่อนย้ายไปไว้ยังวัดพระปฐมเจดีย์นั้นเอง  แต่อีกสององค์เมื่อติดตามหาอยู่เป็นเวลานานก็พบว่าได้ถูกเคลื่อนย้ายมาถึง  ยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  สันนิษฐานกันว่าได้เคลื่อนย้ายมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  จนกระทั่งปรักหักพังเป็นชิ้นส่วนทั้งจากกาลเวลา  และการถูกลักลอบขโมยชิ้นส่วนไปขายในร้านค้าของเก่า  ย่านเวิ้งนาครเขษม

         ในระหว่างการติดตามหาพระพุทธรูปศิลา  (ขาว)  จากวัดพระเมรุ  นครปฐม  ให้ครบสี่องค์ได้เกิดความสับสนขึ้น  โดยมีผู้เข้าใจว่าพระพุทธรูปศิลา (เขียว) ที่วัดหน้าพระเมรุ  พระนครศรีอยุธยาเป็นพระองค์หนึ่งในชุดดังกล่าว แต่ได้ถูกซ่อมแปลงส่วนพระกรผิดจากยกพระหัตถ์เสมอพระอุระ  ในท่าแสดงปฐมเทศนาไปเป็นวางพระหัตถ์บนพระชานุ ซึ่งผู้รู้จากกรมศิลปากรได้นำมาเขียนชี้แจงในประวัติพระพุทธรูปศิลาขาวในเวลาต่อมาแล้ว

        พระพุทธรูปศิลา (เขียว) เก่าแก่ร่วมพันปีองค์นี้  ประดิษฐานอยู่ ณ วัดหน้าพระเมรุมาเป็นเวลานานโดยไม่ทราบประวัติความเป็นมา  ลักษณะองค์พระกล่าวได้ว่าสมบูรณ์มีเพียงส่วนเรือนแก้วที่หักหายไป  ภายหลังเมื่อมีการขุดแต่งวัดมหาธาตุพระนครศรีอยุธยา  พบเศษเรือนแก้วที่หายไปจมอยู่ในดินลึกลงไปชั้นล่างท่านผู้รู้สันนิษฐานว่าพระพุทธรูปศิลานี้คงเคยประดิษฐานอยู่ ณ วัดมหาธาตุมาก่อน  วัดมหาธาตุนั้นเป็นวัดเก่าแก่มีมาก่อนกรุงศรีอยุธยา เมื่อมาบูรณะในสมัยอยุธยาคงขุดพบพระพุทธรูปศิลาองค์นี้แต่ขุดขึ้นมาไม่หมด  ภายหลังจึงมีการเคลื่อนย้ายไปไว้ยังวัดหน้าพระเมรุและประดิษฐานอยู่  ณ วัดนั้นสืบมาปัจจุบัน


1