หลวงพ่อสัมฤทธิ์
|
สถานที่ประดิษฐาน
วิหารหลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดไผ่เงินโชตนาราม
ตำบลบางโคล่ ตรอกจันทน์สะพาน ๒ กรุงเทพมหานคร |
พุทธลักษณะ
ศิลปะสุโขทัย ปางมารวิชัย
ขนาด หน้าตักกว้าง ๔ ศอกเศษ หรือ ประมาณ ๒.๒๐ เมตร วัสดุ สำริดปิดทอง |
หลวงพ่อสัมฤทธิ์องค์นี้ เดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระยาไกร ที่เดียวกันกับพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากรหรือพระสุโขทัยไตรมิตร จากคำบอกเล่าของพระครูสิริธรรมสุธีเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันของวัดไผ่เงิน ซึ่งขณะนี้อายุ ๙๔ ปีแล้ว เล่าว่าในราวปี ๒๔๘๒ มีการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างท่าเรือคลองเตย ในการนั้นมีวัดที่จะต้องถูกรื้อถอนยุบไปหลายวัด หนึ่งในนั้นคือวัดเงิน ซึ่งทางการได้จัดการให้มารวมกับวัดไผ่หรือวัดไผล้อมเดิมกลายเป็นวัดไผ่เงิน และท่านพระครูได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสในปีพ.ศ. ๒๔๘๓ ประจวบกับเหตุการณ์ที่กรมศาสนาพยายามแจกจ่ายพระพุทธรูป ที่ค้างอยู่ที่วัดพระยาไกรซึ่งเป็นวัดร้างอยู่ในขณะนั้น หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์)ได้มานิมนต์ท่านพระครูไปเลือกพระพุทธรูปจากวัดพระยาไกรเพื่ออัญเชิญมา ประดิษฐาน ณ วัดไผ่เงิน พระพุทธรูปที่ให้เลือกประกอบด้วยหลวงพ่อสัมฤทธิ์ซึ่งประดิษฐานอยู่ใน พระอุโบสถกับพระสุโขทัยไตรมิตรซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหาร เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่เชิญมาจากอยุธยาทั้งสององค์ ท่านพระครูได้เลือกหลวงพ่อสัมฤทธิ์ด้วยเหตุผลว่า "ไม่ชำรุด" ขณะที่พระสุโขทัยไตรมิตรมีรอยร้าวจากไหล่ถึงเอว เมื่อเลือกได้แล้ว หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุ กระทรวงธรรมการ(ขณะนั้น)ได้สืบประวัติของพระพุทธรูปองค์นี้ แต่ก็ทราบเพียงว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยตอนปลายต่ออยุธยาและได้ถวายนามให้ด้วยว่าหลวงพ่อสัมฤทธิ์คงจะเนื่องจาก องค์พระหล่อด้วยสำริด และเป็นสำริดแก่เงินคือมีส่วนที่เป็นเงินผสมอยู่มากหน่อยทำให้เนื้อโลหะออกสี "ขาวๆ" ในช่วงฉลองกรุงรัตนโกสิทร์สองร้อยปีท่านพระครู จึงได้ปิดทองหลวงพ่อสัมฤทธิ์ทั้งองค์อีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อสัมฤทธิ์เป็นที่เคารพกราบไหว้ของประชาชนละแวกนั้นทั่วไป ท่านพระครูถึงกับกล่าวว่าท่านสามารถสร้างวัดไผ่เงินขึ้นมาได้ก็ด้วยบารมีของหลวงพ่อสัมฤทธิ์นี้ และด้วยเหตุนี้ท่านพระครูจึงประดิษฐานหลวงพ่อไว้ในวิหารแทนที่จะเป็นพระอุโบสถเพื่อสะดวกแก่ประชาชน ที่ต้องการเข้ามากราบไหว้บูชา มีเกร็ดเกี่ยวกับการกราบไหว้บนบานหลวงพ่ออยู่ว่า เมื่อครั้งจัดงานแห่หลวงพ่อสัมฤทธิ์จากวัดพระยาไกรมายังวัดไผ่เงิน กลางเดือน ๙ ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ พอขบวนแห่มาถึงวัดผู้คนที่ร่วมขบวนมาก็เกิดชกต่อยกันถึง ๔-๕ คู่ นับแต่นั้นมาชาวบ้านจึงถือเป็นนิมิตที่จะ "บนมวย" หลวงพ่อมาจนทุกวันนี้ มีงานประจำปีในเทศกาลปีใหม่เดือนมกราคม เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน มหรสพ มีงิ้ว เพียงอย่างเดียว |