พระฝาง

 

สถานที่ประดิษฐาน      ซุ้มบุษบกหน้าวิหารสมเด็จ  วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม  ราชวรวิหาร  กรุงเทพมหานคร
พุทธลักษณะ               ศิลปะอยุธยา  ปางมารวิชัย  ทรงเครื่องอย่างจักรพรรดิราช

                                  ขนาด  หน้าตักกว้างศอกหรือคืบเศษ

                                  วัสดุ สำริด  ลงรักปิดทอง

        เมื่อเอ่ยถึงพระฝาง  อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งนึกถึงเจ้าพระฝางที่เคยรู้จักจากประวัติศาสตร์ช่วงที่พระเจ้าตากทรงรวบรวมบ้านเมือง ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายหลังกอบกู้เอกราชคืนมาได้แล้ว  เจ้าพระฝางนั้นเป็นหนึ่งในหัวหน้าชุมนุมที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นในขณะที่บ้านเมืองว่างกษัตริย์ปกครอง และพระพุทธรูปพระฝางนี้  ก็มีประวัติเกี่ยวข้องกับเจ้าพระฝางจริงๆ

        พระฝาง  หรือพระเจ้าพระฝาง  หรือพระพุทธรูปองค์พระฝางนี้  เดิมเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดสวางคบุรีมุนีนารถ  อำเภอเมือง  จังหวัดอุตรดิตถ์  หรือมีขณะนั้นมีนามว่าเมืองฝาง  หรือเมืองสวางคบุรี  สันนิษฐานว่าสร้างว่าสร้างขึ้นในราวสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา  โดยเชื่อกันว่าผู้สร้างน่าจะได้แก่พระพากุลเถระเจ้าอาวาสวัดสวางคบุรีฯขณะนั้น ซึ่งก็คือเจ้าพระฝางในเวลาต่อมานั่นเองปรากฏว่าเมื่อสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นแล้ว  ผู้คนก็พากันเรียกชื่อพระเป็นวัดพระฝางไป

        พระพุทธรูปพระฝางปรากฏเรื่องราวในประวัติศาสตร์เมื่อคราวพระเจ้าตากดี เมืองฝางได้  โปรดให้มีละครผู้หญิงสมโภชพระพุทธรูปองค์นี้  ๗  วันเท่ากันกับการสมโภชพระพุทธชินราช  พระพุทธชินสีห์ นับเป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

        ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้มีการอัญเชิญพระฝางลงมายังวัดเบญจมบพิตร เมื่อเสด็จพระราชดำเนินประพาสหัวเมืองในปี ๒๔๔๔  ยังพระราชนิพนธ์ถึงพระฝาง  ว่า...พระอุโบสถที่กล่าวมาแล้วนั้นก็คือที่ไว้พระฝางซึ่งอัญเชิญมาวัดเบญจมบพิตร  ฐานยังอยู่ที่นี่  เพราะฉะนั้นพระฝางจึงขาดฐาน...

        และในปี  ๒๔๕๑  ก็ได้ปรากฏพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงดำรงราขานุภาพ(ขณะนั้น)  ความว่า ...ให้จำลองรูปพระฝาง  ได้สั่งให้ช่างรีบปั้นหุ่นถ่ายรูปไว้ด้วยแล้ว ให้กระทรวงมหาดไทยคิดจัดพระฝางกลับคืนไปไว้ที่เมืองฝางตามเดิมให้ทันรดูน้ำนี้...

        เป็นที่น่าประหลาดใจที่การณ์มิได้เป็นไปดังพระราชประสงค์ด้วยพระฝางก็ยังคงประดิษฐานอยู่  ณ  วัดเบญจมบพิตรมาจนทุกวันนี้เป็นเวลาครบหนึ่งร้อยปีเต็มแล้วโดยมิได้กลับคืน  ไปยังอุตรดิตถ์ตามพระราชดำริแต่ประการใด


1